ผมได้รับจดหมายแจ้งข่าวสารสำคัญยิ่งข่าวหนึ่งจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ “สภาพัฒน์” สรุปข้อใหญ่ใจความได้ว่าในวันพุธที่ 30 กันยายน 2569 หรือวันสุดท้ายของปีงบประมาณ 2569 พอดิบพอดีนั้น ทางสำนักงานจะจัดประชุมใหญ่ประจำปีนี้ ในหัวข้อเรื่อง “แผน 14 : เปลี่ยนไทยให้ไปไกลกว่าเดิม Thailand’S Next Agenda” ณ ห้องแกรนด์ไดมอนด์ บอลรูม ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานีตั้งแต่เวลา 09.00-16.30 น. แบบวันเดียวจบเห็นหัวข้อเรื่องก็ทำให้ผมนึกขึ้นมาได้ว่าเราคงมาถึงช่วงเวลาที่จะจบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 กันแล้วกระมัง ทาง สภาพัฒน์ จึงเริ่มเตรียมตัวเตรียมการที่จะจัดทำแผนพัฒนาฯฉบับใหม่ หรือ “แผนพัฒนาฯฉบับที่ 14” ด้วยการจัดประชุมสัมมนาประจำปีในหัวข้อดังกล่าวขึ้นเมื่อกลับไปดูหน้าปกของแผนพัฒนาฯฉบับที่ 13 ซึ่งกำหนดระยะเวลาไว้ 5 ปี ระหว่าง พ.ศ.2566-2570 ผมก็ได้รับคำตอบว่า “จริงแฮะ” ได้เวลาที่จะต้องเตรียมแผนฉบับที่ 14 กันแล้ว เพราะเหลืออีกปีเศษๆเท่านั้นแผนพัฒนาฯฉบับที่ 13 ก็จะสิ้นสุดลงคงจะจำกันได้ในการประชุมครั้งใหญ่เพื่อเตรียมจัดทำแผน 13 นั้น สภาพัฒน์ใช้ชื่อการประชุมว่า “Mission to Transform: 13 หมุดหมายพลิกโฉมประเทศไทย”หลังจากนั้นก็เริ่มใช้ “13 หมุดหมายเพื่อพลิกโฉมประเทศไทย” หรือแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 เป็นคู่มือในการพัฒนาประเทศมาตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ.2565 หรือปีงบประมาณ 2566 มาจนถึงบัดนี้แต่ก็อย่างที่เราทราบนับแต่เริ่มใช้แผนพัฒนาฯฉบับที่ 13 เป็นต้นมา โลกเราก็ยังคงวุ่นวายอยู่เหมือนเดิม และมาวุ่นวายหนักมากเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้เมื่อเกิด สงครามตะวันออกกลาง ขึ้นส่งผลให้ราคาพลังงานโดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกแพงขึ้นอย่างน่าใจหาย ส่งผลกระทบไปทุกมุมโลกรวมทั้งประเทศไทยของเราจนมีรายงานจากสภาพัฒน์เองนั่นแหละว่าไตรมาส 2 ที่ผ่านมาอัตราขยายตัวของ GDP ประเทศเราอยู่ที่ 1.9 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นทำให้ไม่แน่ใจว่า 13 หมุดหมายที่เราเคยตั้งไว้สำหรับแผน 13 บรรลุเป้าหมายในหมุดหมายใดๆบ้าง และพลาดเป้าหมายไปอย่างไรบ้างผมเข้าใจว่าทางสภาพัฒน์คงจะมีการประเมินและติดตามผลอย่างใกล้ชิดอยู่แล้วและคงจะนำมาเป็นตัวตั้งของการสัมมนาใหญ่ในปลายเดือนนี้เพราะไม่ว่าอย่างไรการจัดทำแผนพัฒนาฯฉบับที่ 14 เพื่อเป็นคู่มือในการเดินทางของประเทศไทยในอีก 5 ปีข้างหน้าก็จะต้องดำเนินการต่อไปในกำหนดการประชุมที่แนบมาด้วยระบุว่าหลังจากการกล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการประชุมครั้งนี้โดยประธานสภาพัฒน์ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ แล้ว ก็จะมีพิธีการเปิดประชุมและกล่าวสุนทรพจน์พิเศษโดย นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูลจากนั้นก็จะเชิญท่านนายกฯเยี่ยมชมนิทรรศการ “ต้นทางของการเปลี่ยนแปลง” สะท้อนศักยภาพและความเป็นไปได้ของประเทศไทยที่จะเดินต่อในอนาคตตามมาด้วยการนำเสนอ “ร่างแผน 14 : เปลี่ยนไทยให้ไปไกลกว่าเดิม” โดย เลขาธิการสภาพัฒน์ ดนุชา พิชยนันท์ และการเสวนา โดยท่านรองนายกฯและรัฐมนตรีกระทรวงหลักๆ ที่จะเป็นฐานในการเปลี่ยนไทยให้ไปไกลกว่าเดิมดังกล่าวได้แก่ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ, คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์, คุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว, ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และ คุณปกรณ์ นิลประพันธ์ รวมทั้งสิ้น 6 ท่านผมก็ขอทำหน้าที่รายงานข่าวต่อให้ท่านผู้อ่านที่สนใจรับทราบไว้ชั้นหนึ่งก่อนรายละเอียดมากกว่านี้คงต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมจากสำนักงานสภาพัฒน์ โทรศัพท์ 0-2280-4085 หรือจาก www.nesdc.go.th กันเอาเองประสากองเชียร์ข้างเวทีผมเชื่อเสมอว่า ประเทศไทยต้องไปไกลกว่าเดิมแน่นอน เอาใจช่วยเต็มที่นะครับ ท่านเลขาธิการสภาพัฒน์ ท่าน “ดนุชา” ซึ่งจะเกษียณอายุราชการเดือนกันยายนปี 2573 มีเวลาดูแลแผนฯ 14 อีกหลายปีครับ."ซูม"คลิกอ่านคอลัมน์ “เหะหะพาที” เพิ่มเติม