นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงนโยบายการเปลี่ยนผ่าน พลังงานเพื่อรับมือวิกฤติพลังงานต่อสภาไปเรียบร้อยเข้าสู่ขั้นตอนการรับรอง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านเป็น พ.ร.บ.ให้มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายที่สมบูรณ์ ต่อไป การที่รัฐบาลเพิ่มหนี้สาธารณะอีก 4 แสนล้านบาท จะมีผลต่อเสถียรภาพทางการคลังของประเทศอย่างไรบ้าง และมีความเสี่ยงต่อสถานะการเงินการคลังต่อประเทศอย่างไร ข้อแรก หนี้สาธารณะต่อจีดีพี เพิ่มขึ้นเข้าใกล้เพดาน การกู้เงิน 4 แสนล้านทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะคงค้างต่อ จีดีพี ขยับสูงขึ้น คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 68.18% ณ สิ้นเดือน ก.พ.ที่ผ่านมาและจะเพิ่มขึ้นเป็น 69.88% ณ สิ้นปีงบประมาณปี 2570 หมิ่นเหม่ต่อ กรอบวินัยการเงินการคลังที่กำหนดเพดานเอาไว้ไม่เกิน 70%การกู้เงิน 4 แสนล้าน ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขัน ของภาครัฐลดลงโดยเฉพาะการกู้เงินหรือการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการรับมือวิกฤติฉุกเฉิน หากเกิดวิกฤติขึ้นในอนาคต ความเสี่ยงต่อการถูกลดเครดิตประเทศตามข้อกังวลของ ธนาคารแห่งประเทศไทย ที่กังวลว่า หนี้สาธารณะพุ่งเกือบทะลุเพดาน ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐมีราคาแพงขึ้นจากการที่เครดิตลดลง และจะกลายเป็นภาระผูกผันในระยะยาวต่องบประมาณรายจ่ายของประเทศล่าสุด ธนาคารโลกได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 จากเดิมคาดว่าจะโตที่ร้อยละ 1.8 เหลือเพียง 1.3 จากวิกฤติพลังงานและจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในปี 2569 เติบโตที่ร้อยละ 1.4-2 เท่านั้นการใช้เงินกู้ 4 แสนล้าน ไปกับค่าใช้จ่ายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13 ล้านคน การเพิ่มเบี้ยสวัสดิการคนพิการเป็นต้น ซึ่งเป็นงบประมาณที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ แต่ขณะเดียวกันรายได้ของรัฐบาลในปี 2569 มีการประเมินว่าการจัดเก็บรายได้อยู่ที่ประมาณ 14,692 ล้านบาท ประกอบกับกรอบเพดานการกู้เงินชดเชยการขาดดุลงบประมาณเหลือประมาณ 17,080 ล้านบาท ดังนั้นจึงไม่เหลือช่องว่างพอให้สำนักงบประมาณจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มกลางปี 2569 ได้เลยปัจจุบัน ประเทศไทยมีหนี้สาธารณะคงค้าง ที่ 12.59 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 66.07 ของจีดีพี เพราะฉะนั้นผลผูกพันของหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นจะลากยาวไปจนถึงงบประมาณรายจ่ายปี 2570 ประเทศไทยประสบกับภาวะเงินฝืดติดต่อกันมา 12 เดือน อัตราเงินเฟ้อลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 1.95 เศรษฐกิจประเทศไทยยังติดอยู่ในกับดักการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องความไม่ชัดเจนของนโยบายด้านเศรษฐกิจที่ผันผวนไปตามแรงกดดันทางการเมือง ไม่โปร่งใส ไม่สามารถตรวจสอบ ได้และมีการแอบแฝงผลประโยชน์ในทุกมิติ โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานที่ไม่เป็นรูปธรรม ในขณะที่ทรัมป์ บรรลุข้อตกลงกับเวเนซุเอลาควบคุมแหล่งน้ำมันสำรองกว่า 6.5 หมื่นล้านบาร์เรล เป็นหนังคนละม้วน.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.thคลิกอ่านคอลัมน์ “คาบลูกคาบดอก” เพิ่มเติม