“ไทยรัฐ กรุ๊ป” เดินหน้าขับเคลื่อนประเทศไทย จัดงานดินเนอร์ทอล์กใหญ่แห่งปี “THAIRATH FORUM 2026” เชิญ 4 ผู้นำระดับ ประเทศและภาคธุรกิจที่มีบทบาทขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย นำเสนอยุทธศาสตร์พลิกเศรษฐกิจไทย “THAILAND IN THE NEW GLOBAL ORDER” ฝ่าความขัดแย้ง ระหว่างประเทศมหาอำนาจ และสงครามการค้าโลก โดย “สุรเกียรติ์ เสถียรไทย” เปิดมุมมอง 8 ดิสรัปชันที่โลกต้องเจอ พร้อมเสนอทิศทางรอดของประเทศไทย คือการไม่ปิดประเทศ แต่ต้องมีความมั่นคงและเปิดกว้างที่โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท เมื่อเย็นวันที่ 31 ส.ค. ไทยรัฐ กรุ๊ป ประกอบไปด้วย หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ไทยรัฐออนไลน์ และไทยรัฐทีวี ร่วมกับธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน) บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) บริษัท ดั๊บเบิ้ล เอ (1991) จำกัด (มหาชน) เครือสหพัฒน์ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) และธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) จัดงานดินเนอร์ทอล์ก “ไทยรัฐฟอรัม 2026” พลิก ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทย ฝ่าความท้าทายระเบียบโลกใหม่ ด้วยการค้นหาแนวทางสร้างอำนาจต่อรอง และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของไทย ชูการทูตเศรษฐกิจ ชี้ทางรอดประเทศไทย ในสภาวะการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของเศรษฐกิจโลก เมื่อความ ขัดแย้งระหว่างประเทศมหาอำนาจ สงครามการค้า กำแพงภาษี และนโยบายกีดกันทางการค้า กลายเป็น ปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานและการลงทุนทั่วโลกบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ได้รับความสนใจ จากบุคคลสำคัญในแวดวงการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม อาทิ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายก รัฐมนตรีและ รมว.คลัง นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) นายสมิทธ์ พนมยงค์ กรรมการบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอป เมนท์ จำกัด (มหาชน) นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธาน เจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และนายเสรี จินตนเสรี ประธานกรรมการบริษัท และ กรรมการบริหารของบริษัท ดั๊บเบิ้ล เอ (1991) จำกัด (มหาชน) ฯลฯ ให้เกียรติร่วมงาน โดยมีทีมผู้บริหารไทยรัฐ กรุ๊ป นายสราวุธ วัชรพล บรรณาธิการบริหาร นสพ.ไทยรัฐ นายวัชร วัชรพล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมไทยรัฐทีวีและไทยรัฐออนไลน์ น.ส.จิตสุภา วัชรพล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม ไทยรัฐทีวีและไทยรัฐออนไลน์ และ น.ส.ธนวลัย วัชรพล เจ้าหน้าที่บริหารสายงานคอนเทนต์ ไทยรัฐออนไลน์ ให้การต้อนรับกิจกรรมเริ่มขึ้นในเวลา 18.00 น. ศ. (พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวบรรยายพิเศษ ในหัวข้อ “ทิศ-ทาง-รอด ประเทศไทย ภายใต้ระเบียบโลกใหม่” ซึ่งสรุปได้ว่าความท้าทายของประเทศไทยท่ามกลางความปั่นป่วนของโลกมีด้วยกัน 8 ประการ (Disruptions) ทั้งด้านเทคโนโลยี โครงสร้างประชากร โรคระบาด สิ่งแวดล้อม การศึกษา พลังงาน ภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจ และที่สำคัญที่สุดคือ “การเปลี่ยนระเบียบโลกของสหรัฐฯ และมหาอำนาจทั้งหลาย” ซึ่งทำให้ระบบพหุภาคีและองค์กรหลักอย่างสหประชาชาติ (UN) หรือองค์การการค้าโลก (WTO) แทบจะล้มเหลวและไม่มีบทบาทในการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งอีกต่อไป หากใครยังคิดว่าโลกจะกลับไปสู่สภาพเดิม ถือเป็นความคิดที่อันตรายอย่างยิ่งดร.สุรเกียรติ์กล่าวอีกว่า วิกฤติเหล่านี้ได้เปลี่ยนวิสัยทัศน์ของผู้นำองค์กรและประเทศต่างๆ ในเรื่องความเสี่ยง จากเดิมที่เคยมุ่งเน้นการผลิตสินค้าด้วยต้นทุนที่ต่ำที่สุด เปลี่ยนมาสู่แนวคิด “Security First” หรือความมั่นคงต้องมาก่อน ท่ามกลางโลกที่มีความไม่แน่นอน ต้นทุนของการขาดแคลนนั้นสูงกว่าการมีสินค้าในราคาแพง โลกจึงกำลังเปลี่ยนผ่านจากโลกาภิวัตน์ที่เป็นเศษเสี้ยว ไปสู่โลกาภิวัตน์ที่นำไปสู่ความสามารถในการปรับตัวได้ (Resilience Globalization) ที่ต้องพึ่งพาแหล่งวัตถุดิบที่หลากหลายนายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอดีตรองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ดังนั้น ทิศทางรอดของประเทศไทย คือการไม่ปิดประเทศ แต่ต้องมีความมั่นคงและเปิดกว้าง (Resilience but Connected) จุดยืนของไทยจะต้องก้าวขึ้นเป็น “Resilient Regional Hub” เป็นศูนย์กลางภูมิภาคที่มีความน่าเชื่อถือ มีต้นทุนที่ยอมรับได้ มีบุคลากรที่มีทักษะตรงตามตลาด และสามารถผลิตสินค้าเชื่อมโยงกับนานาประเทศได้ จนทำให้โลกมองว่า “ขาดประเทศ ไทยไม่ได้”จากนั้นเป็นช่วงเสวนาที่มี 3 ผู้นำภาคธุรกิจระดับประเทศที่มีบทบาทขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ร่วมวงเสวนา ประกอบด้วย นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) และนายอาลก โลเฮีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) ขึ้นเวทีเสวนาในหัวข้อ “ระเบียบโลกใหม่ : แรงกระแทกและโอกาสในเกมมหาอำนาจ” ถอดบทเรียนการบริหารความเสี่ยงระดับโลก การมองหาโอกาสจากศูนย์ถ่วงเศรษฐกิจใหม่ในเอเชีย รวมถึงข้อเสนอแนะต่อภาครัฐในการทำหน้าที่ลดแรงกระแทกทางเศรษฐกิจ และส่งต่อการเติบโตไปยังผู้ประกอบการ SME รวมถึงภาคเกษตรกรรมเริ่มที่นายอาลก โลเฮีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในสถานการณ์ค้าโลกวันนี้ ยังสดใสและมั่นคง 120 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากประเทศไทยอยู่ในจุดยุทธศาสตร์มีความแข็งแกร่ง และมีระบบนิเวศที่พร้อม ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ ปิโตรเคมี อิเล็กทรอนิกส์ การท่องเที่ยวและสุขภาพ อาหาร ล้วนเป็นอุตสาหกรรมที่มีความแข็งแกร่งมาก ตลาดทุนก็มีความมั่นคงมาก ในภูมิภาคอาเซียนเป็นรองแค่สิงคโปร์ประเทศเดียว ด้วยประสบการณ์ที่ทำธุรกิจในประเทศมานานกว่า 40 ปี เห็นการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน ตนยังเชื่อว่านานาชาติยังมองว่าประเทศเป็นฐานการผลิตและคู่ค้าที่สำคัญ ไม่มีใครมองประเทศไทยในแง่ลบ เพียงแต่รัฐบาลและผู้ประกอบการไทยจะใช้โอกาสที่มีอยู่ดึงดูดกลุ่มทุนหรือบริษัทขนาดใหญ่ย้ายจากสิงคโปร์และฮ่องกงเข้ามาลงทุนในประเทศไทยให้มากขึ้นได้อย่างไร เป็นสิ่งที่เราต้องช่วยกันคิดด้านนายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทางออกของไทยในสถานการณ์เศรษฐกิจโลกขณะนี้ ต้องบอกว่าธุรกิจตัวคนเดียวจะอยู่ยาก ผู้ประกอบการทุกระดับในห่วงโซ่การผลิตและบริการต้องผนึกกำลังกันให้เป็นระบบมากขึ้น ไม่ว่าผู้ประกอบการต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ จะต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างขายไม่ได้แล้ว รัฐบาลต้องเข้ามาดูแลช่วยแก้ปัญหา ช่วยกำจัดจุดอ่อนต้นทุนการผลิต คุณภาพของสินค้า เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตภาคการเกษตร วันนี้เราต้องมองไปถึงการค้าในตลาดโลกมากขึ้น ทำอย่างไรให้สินค้าเกษตร ผลิตภัณฑ์อาหารไทยแข่งขันในตลาดโลกได้ วันนี้ที่สินค้าเกษตรไทยยังแข่งขันในตลาดโลกได้ เพราะประเทศไทยยังได้เปรียบเรื่องคุณภาพฝีมือแรงงาน ทำให้อาหารแปรรูปยังขายได้ราคา ทั้งที่ต้นทุนการผลิตเราแพงกว่าประเทศคู่แข่ง ดังนั้นถึงเวลาที่ทุกฝ่ายต้องมาช่วยคิดพัฒนาคุณภาพสินค้าตั้งแต่ต้นน้ำ ให้มีคุณภาพในราคาที่คนเข้าถึงได้ง่าย และรัฐบาลเข้ามาช่วยสนับสนุนการสร้างแบรนด์และสร้างตลาดการค้าใหม่อย่างเป็นระบบขณะที่นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการพูดถึงการสร้างโอกาสหลายครั้ง แต่ยังไม่เคยมีการนำไปสู่การปฏิบัติร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอุตสาหกรรมการส่งออก อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว หรือแม้แต่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีอีวี ก็ยังไม่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศไทยอย่างแท้จริง การมองหาโอกาสลดแรงกระแทกจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ไม่ใช่แค่การบอกว่า ต้องทำอะไร หรือต้องทำอย่างไร แต่เป็นเรื่องที่คนไทย ทั้งรัฐบาลและผู้ประกอบการเอกชน ต้องพร้อมทำความเข้าใจเทรนด์โลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และคัดกรองรับสิ่งที่ดีมาพัฒนาต่อยอดมูลค่าให้กับประเทศ ที่สำคัญ ประเทศไทยต้องมีกติกาเป็นที่ยอมรับ และได้การเคารพจากทุกฝ่าย การสร้างโอกาสให้ประเทศไทยในเวทีการค้าโลกจึงจะสามารถเติบโตอย่างต่อเนื่องและมั่นคงอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่