“อนุทิน” แจงวุฒิสภาจำเป็นเร่งกู้ 4 แสนล้าน รักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ “วุฒิพงศ์” ฉะขอ 2 แสนล้าน มีแค่กระดาษแผ่นเดียว หวั่น หมกเม็ดซุกโปรเจกต์ทุจริตเชิงนโยบาย “นันทนา” อัดทุ่ม 2 แสนล้าน ถมโซลาร์รูฟท็อป เงินหล่นเข้ากระเป๋าใคร “ศุภชัย” เบรกฝ่ายกดดัน กกต. ขู่ฟ่อเปิดเผยข้อมูลต้องรับผิดชอบ เหน็บไอลอว์ไม่ใช่ศาลโซเชียล กกต. แจงเลือก สว.ปี 67 คนละระบบกับ สว.250 ยกเงื่อนไข ร้อยละ 10 จาก ม.96 (4) ในบทเฉพาะกาลมาอ้างล้มกระดาน สั่งเลือกใหม่ไม่ได้ “สมชัย” บุก กกต.จี้เคลียร์ตั้ง “ณัฐวุฒิ” ประพฤติชั่วร้ายแรงนั่งอนุฯวินิจฉัยชุด 12-ปมสอบจริยธรรม “ฐิติเชฏฐ์” หิ้วซองเงิน 3 แสนมอบผู้ว่าการ สตง. ลั่นเพิกเฉยแจ้งความ ม.157 เอาผิด กกต.ทั้ง 2 ชุด “นายกฯหนู” นำ ครม.ลุยสงขลา ยาหอมคนหาดใหญ่ พร้อมอัดงบฯรับมือน้ำท่วมนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย นำทีมเข้ารัฐสภา แถลงชี้แจง พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาทหรือ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนบ้านบาท ต่อวุฒิสภา ยืนยันมีความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน เป้าหมายรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจนายกฯนำทีมแถลง พ.ร.ก.กู้เงินฯเมื่อเวลา 08.02 น. วันที่ 31 ส.ค. ที่อาคารรัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย เดินทางไปที่อาคารรัฐสภาเพื่อแถลง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 และนายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร สว. รอต้อนรับพาขึ้นลิฟต์ไปที่ห้องรับรอง ต่อมาพาลงมาทานอาหารเช้าที่โรงอาหารสภาฯ นายกฯแวะเดินดูผลิตภัณฑ์แฮนด์เมดและสินค้าชุมชนหน้าโรงอาหารเลือกซื้อเนกไท 7 เส้น มีแม่ค้ามามอบขนมเบื้องให้นายกฯพร้อมชมว่า “นายกฯตัวจริงหล่อมาก” แล้วขอถ่ายรูป จากนั้นนายกฯสแกนจ่ายซื้อข้าวราดแกง ผัดลูกชิ้นปลากราย ไข่ดาวและหมูทอด นั่งร่วมกับนายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกฯ พล.อ.เกรียงไกรและนายวุฒิชาติกู้ 4 แสนล้านรักษาความมั่นคง ศก.ต่อมาเวลา 09.30 น. มีการประชุมวุฒิสภา มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุมพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท นายอนุทินแถลงด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง ไอเป็นระยะๆ บอกว่าไปให้หมอดริฟยามาแล้วดีขึ้น แต่ให้เกียรติ สว.ต้องมาแถลงด้วยตัวเอง โดยย้ำความจำเป็นต้องกู้เงิน เนื่องจากวิกฤติพลังงานและงบฯปี 69 มีไม่เพียงพอต่อขนาดของผลกระทบและภาระค่าใช้จ่ายการแก้วิกฤติพลังงาน การใช้มาตรการคลังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทัน หากไม่ทำวิกฤติจะยืดเยื้อ เพิ่มความเสี่ยงเชิงระบบเศรษฐกิจ ต้องตรา พ.ร.ก.กู้เงินฯเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน เป้าหมายรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ มุ่งช่วยประชาชน เกษตรกร ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ยืนยันไม่กระทบการบริหารหนี้สาธารณะไม่เกิน 70% การใช้เงินกู้คุ้มค่า จำเป็นเร่งด่วน ไม่ซ้ำซ้อน ต้องผ่านคณะกรรมการกลั่นกรอง หากไม่มีปัญหาใดขอความกรุณาลงมติให้มีผลบังคับใช้ขอ 2 แสนล้านมีกระดาษแผ่นเดียวน.ต.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สว. อภิปรายว่า งบ 2 แสนล้านบาทที่ใช้เปลี่ยนผ่านพลังงานน่าเป็นห่วง ย้อนแย้งในวัตถุประสงค์ว่าแก้ปัญหาถูกที่ถูกทางหรือไม่ ตัวเลขหนี้สาธารณะใกล้แตะ 70% ต้องจ่ายดอกเบี้ยปีละกว่า 200,000 ล้านบาท น่าเป็นห่วง หากกู้ในประเทศอาจส่งผลต่อการกู้เงินของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี อีกทั้งรายละเอียดเงินกู้ 2 แสนล้านบาทเปลี่ยนผ่านพลังงาน มีรายละเอียดเพียง 1 หน้ากระดาษ ระบุของบเพียง 5-6 บรรทัด เฉลี่ยตกบรรทัดละนับ 10,000 ล้านบาท รายละเอียดอยู่ที่ไหน คนข้างนอกรู้ว่ารายละเอียดมีอะไรบ้างแต่ สว.ไม่รู้ ขอให้รัฐบาลตรวจสอบ หากดำเนินการจริงหมายถึงทุจริตเชิงนโยบาย เชื่อว่านายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงานคงไม่ทำเพราะเป็นคนซื่อสัตย์ แต่อาจมีใครแอบหมกเม็ดเรื่องเหล่านี้ยัดไส้ โดยเฉพาะ อปท.จำนวนมาก ฝากดูแลอย่าให้มีคนไปแอบอ้างรัฐบาลมาทำเรื่องเหล่านี้ซัด 2 แสนล้านหล่นเข้ากระเป๋าใครน.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. อภิปรายว่า ในภาวะเศรษฐกิจประเทศโคม่า เหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ เอาเงินกู้ 2 แสนล้านบาทไปส่งเสริมติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปตามบ้าน ฉาบฉวยมีวาระซ่อนเร้น จับตาให้ดีจะหล่นใส่กระเป๋าใคร เหตุใดถึงทุ่มเงินมหาศาลกับพลังงานแสงอาทิตย์อย่างเดียว ทั้งที่มีพลังงานรูปแบบอื่นให้พัฒนา ค่าติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านใช้เงิน 150,000-300,000 บาท รายงานของ ธปท.พบว่า 88% ของคนไทย มีเงินในบัญชีธนาคารน้อยกว่า 50,000 บาท คนมีเงินในบัญชีเกิน 1 ล้านบาทมี 2% แปลว่ากว่า 90% ไม่มีกำลังพอติดโซลาร์เซลล์ เงินกู้ 2 แสนล้านบาท เป็นประโยชน์กับคนแค่ 2% 1 ล้านครัวเรือนขอสินเชื่อครัวเรือนละ 2 แสนบาท จะมีเงินเข้ากระเป๋าคนวงการโซลาร์เซลล์ 2 แสนล้านบาท เพิ่มหนี้ครัวเรือนจาก 16.4 ล้านบาท เป็น 16.66 ล้านบาทปลัดคลังรับไม่มีรายละเอียดโครงการต่อมาเวลา 12.50 น. นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ประธานคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ ชี้แจงว่า ยอมรับว่าหลายโครงการยังไม่มีการเสนอรายละเอียดมาเป็นทางการ แต่หาก พ.ร.ก.ฉบับนี้ผ่านวุฒิสภาจะมีโครงการดีๆเสนอเข้ามา พร้อมข้อเสนอโครงการเป็นทางการ และไม่ใช่ทุกโครงการที่เสนอเข้ามาจะผ่านการพิจารณา ต้องผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองที่มีรายละเอียดมากกว่าที่อยู่ใน พ.ร.ก.คือ 1.เป็นโครงการจำเป็นเร่งด่วน แต่ไม่ได้รับจัดสรรงบฯ 2.ดำเนินการได้ทันทีที่ได้รับอนุมัติและต้องแล้วเสร็จภายในวันที่ 30 ก.ย.70 3.เป็นโครงการคุ้มค่า เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ขอให้มั่นใจใช้เงินกู้โปร่งใส เป็นมืออาชีพ ตอบข้อสงสัยได้ชัดเจน“เอกนิติ” กางตัวเลข ศก.ไทยอ่อนแอนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและ รมว.คลัง ยืนยันว่า พ.ร.ก.กู้เงินเป็นความจำเป็นเร่งด่วน วิกฤติครั้งนี้ต่างจากวิกฤติเศรษฐกิจในอดีต ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2 ยืนยันได้ว่าถ้าไม่มี พ.ร.ก.ฉบับนี้วิกฤติจะหนัก ดุลบัญชี เดินสะพัดไตรมาส 2 ขาดดุลเกือบ 6 แสนล้านบาทในไตรมาสเดียวเป็นความอ่อนแอเศรษฐกิจไทย จึงต้องรีบเปลี่ยนผ่านพลังงาน วันนี้บ้านประเทศไทยหลังคารั่ว ฝนตกแต่ละทีต้องหาถังมารองน้ำ แต่ถ้าเราเปลี่ยนหลังคา ไม่ต้องหาถังมารองน้ำอีก เหมือนกู้เงินมาเรื่อยๆ แต่ไม่ลงทุนเปลี่ยนหลังคา ถ้ามรสุมยังเข้ามาอีกหลายระลอกต้องไปซื้อถังมารอง จึงต้องเปลี่ยนผ่านพลังงาน ลดนำเข้าน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ส่วนข้อกังวลความโปร่งใส การใช้เงินต้องชัดเจนคุ้มค่า โปร่งใส กลั่นกรองไม่ให้เกิดคอร์รัปชัน ทุกโครงการจะเปิดเผยบนเว็บไซต์ให้ตรวจสอบได้ วันนี้ต้องสร้างบ้านให้แข็งแรง เปลี่ยนหลังคาประเทศไทย หากมรสุมมาอีก ประเทศไทยจะแข็งแกร่งกว่าเดิมหลังสมาชิกอภิปรายครบถ้วน ที่ประชุมวุฒิสภาลงมติเห็นชอบ 135 ต่อ 11 งดออกเสียง 28 ไม่ลงคะแนน 1 เสียงสว.ซัดเดือดเลือกอัยการสูงสุดต่อมาเวลา 13.45 น. ที่ประชุมวุฒิสภา เข้าสู่วาระการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุดคือ นาย โกวิท ศรีไพโรจน์ รองอัยการสูงสุด ตามที่คณะ กมธ. วิสามัญตรวจสอบประวัติฯพิจารณาเสร็จแล้ว แต่ น.ส. นันทนาอภิปรายคัดค้านไม่ให้โหวตลงมติ เนื่องจาก สว.หลายคนมีคดีอยู่ในชั้นการพิจารณาของ กกต.กรณีฮั้วเลือก สว. ทำให้ พ.ต.อ.กอบ อัจนากิตติ สว. สีน้ำเงิน ประท้วงว่าสิ่งที่ น.ส.นันทนาอภิปรายไม่เกี่ยวกับการตรวจสอบประวัติอัยการสูงสุด พูดเรื่องนี้มาตั้งแต่วันแรกที่เป็น สว. วันนี้ยังพูดอยู่ ไม่สมควรเป็นครูบาอาจารย์ ไม่เหมาะเป็นด็อกเตอร์ จำเจจมปลักกับเรื่องนี้ โตๆกันแล้วจะเข้าโลงอยู่ไม่กี่วัน ไม่ต้องมาทำฝีปากมาก น.ส.นันทนาจะตอบโต้กลับ แต่ถูกประธานการประชุมปิดไมค์ไม่ให้พูด จึงตะโกนตอบโต้ตลอดเวลาใช้สิทธิพาดพิง พล.อ.เกรียงไกรกล่าวเสียงเข้มขึงขังให้อภิปรายอยู่ในประเด็น ประชาชน ดูอยู่เข้าใจหรือไม่ ฟังภาษาคนถูกนะ ก่อนอนุญาตให้ น.ส.นันทนาพูดต่อ จากนั้นเป็นการประชุมลับพิจารณาประวัตินายโกวิท ก่อนที่ประชุมวุฒิสภาลงมติลับเห็นชอบให้นายโกวิทดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุดด้วยคะแนน 151 ต่อ 0 งดออกเสียง 14“อนุทิน” โอ่คนยังเชื่อมั่น ภท.ชนะขาดที่อาคารรัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงผู้สมัครเลือกตั้งซ่อม สส.อุดรธานี เขต 3 ของพรรค ภท.ชนะคู่แข่งขาดลอยว่า คะแนนที่ออกมาอธิบายในตัวเองว่าพรรค ภท.ยังคงได้รับความเชื่อมั่นและความมั่นใจจากประชาชน ต้องถือว่านี่คือคำสั่งที่แท้จริงของเจ้านายพวกเรา เราต้องตอบแทนประชาชนที่มั่นใจเราด้วยการทำงานให้พวกเขา ด้วยทุกความสามารถที่มีอยู่อย่างทุ่มเท เพื่อคุณภาพชีวิต สิ่งที่เป็นประโยชน์ เป็นโอกาส และทุกเรื่องของประชาชนเป็นเป้าหมายสำคัญของเราลั่นทุจริตสอบ สถ.ไม่มีใครหนี ก.ม.ได้นายอนุทินกล่าวถึงกรณีผู้ถูกกล่าวหาคดีทุจริตสอบท้องถิ่นจาก 5,925 คน ชิงลาออก 146 คน มีผลทางกฎหมายหรือไม่ว่า ยังไม่ทราบเรื่อง แต่ความผิดเกิดขึ้นแล้วถือเป็นไปตามนั้น เมื่อถามว่าคณะ กมธ.การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาฯเปิดเผยว่า มีเจ้าหน้าที่ของดีเอสไอและตำรวจเกี่ยวข้อง นายอนุทินตอบว่า เรื่องคดีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นผู้ดำเนินการ ขอความร่วมมือไปทุกฝ่าย ขอความกรุณาผู้สื่อข่าวอย่าถามย้ำเรื่องเดิม เพราะตอบเหมือนเดิม ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย คนเกี่ยวต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ไม่มีข้อยกเว้น ไม่มีอิทธิพลใดๆที่จะทำให้การดำเนินคดีเปลี่ยนไปได้ ขอให้คำยืนยันปิดจ๊อบเพิกถอนโกง 3,868 รายที่ จ.สงขลา นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช. มหาดไทย กล่าวถึงการถอดถอนข้าราชการทุจริตสอบท้องถิ่นว่า วันที่ 31 ส.ค.เป็นวัดสุดท้ายตามมติ ก. กลางที่ให้ถอดถอนให้แล้วเสร็จ รายงานที่รับทราบถอดถอนทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว คะแนนผิดปกติ 5,925 ราย และบรรจุไปแล้ว 3,864 ราย ณ วันนี้ถอดถอนเสร็จแล้ว คนที่เหลือยังไม่ได้บรรจุ ไม่ต้องถอดถอน มีคนมาขอดูคะแนนมากพอสมควรประมาณ 1,500 คน เมื่อได้เห็นข้อมูลหลักฐาน ไม่ได้โต้แย้งหรือร้องเรียน ส่วนข้าราชการที่ถูกเพิกถอน ยังไม่มีการร้องเรียนหรืออุทธรณ์เข้ามานายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) พร้อมนายบุญประสงศ์ นวลสายย์ รองอธิบดี สถ. เลขานุการคณะกรรมการกลางข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) เปิดเผยว่า 76 จังหวัดมียอดต้องเพิกถอนการบรรจุ 3,868 คน ส่วนอีกกว่า 1,000 คนยังรอบรรจุ ไม่ต้องเพิกถอนและไม่ต้องเรียกบรรจุ ถือว่า ครบถ้วนตามโจทย์จริงที่ได้รับ“บังซุป” เบรก ปชน.—ไอลอว์กดดัน กกต.วันเดียวกัน นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย (ภท.) โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กกรณีมีการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับหลักฐานแวดล้อมและเส้นโยงความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงบุคคลต่างๆเข้ากับพรรค ภท.จนอาจทำให้สังคมเข้าใจว่าพรรค หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกระทำความผิดเกี่ยวกับการเลือก สว. ยืนยันว่า พรรค ภท.ไม่ปฏิเสธการตรวจสอบ แต่การตรวจสอบตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ชัดเจน หากกล่าวถึงหลักฐานแวดล้อม เส้นทางโยงความสัมพันธ์ ต้องตอบให้ได้ว่าหลักฐานดังกล่าวคืออะไร ใครทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ กับใคร เข้าองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายข้อใด เพราะการรู้จักกัน การติดต่อกันหรือมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงถึงกันไม่ใช่ความผิดในตัวเอง จะเหมารวมจากความสัมพันธ์แล้วสรุปว่าทั้งหมดเป็นขบวนการเดียวกันไม่ได้ ถ้าจะลากเส้นโยงต้องกล้าตรวจสอบทุกเส้น ที่สำคัญผู้มีอำนาจพิจารณาไต่สวนและวินิจฉัยในชั้น กกต. คือ กกต.ไม่ใช่ไอลอว์ ไม่ใช่ฝ่ายค้าน ไม่ใช่นักวิชาการและไม่ใช่ศาลโซเชียล ทุกคนมีสิทธิวิพากษ์วิจารณ์ เสนอข้อมูล แต่ไม่ควรใช้กระแสสังคมกดดันให้ กกต.ต้องวินิจฉัยไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งขู่ฟ่อผู้เปิดเผยข้อมูลต้องรับผิดชอบนายศุภชัยระบุอีกว่า ถ้าวันนี้จะใช้วิธีลากเส้นความสัมพันธ์เป็นเหตุให้สังคมตั้งข้อสงสัยกับผู้อื่น ควรยอมรับมาตรฐานเดียวกันเมื่อตนเองถูกตั้งคำถาม โดยกระบวนการเลือก สว.ที่ได้กล่าวถึงกิจกรรมตลาดนัด สว. เกี่ยวข้องกับไอลอว์เช่นกัน กิจกรรมหรือการติดต่อเหล่านี้มีนัยสำคัญทางกฎหมายหรือไม่ นี่คือเหตุผลที่ต้องใช้มาตรฐานเดียวกัน พรรค ภท. ยืนยันหลักว่าใครทำผิดให้รับผิดตามกฎหมาย แต่ผู้ที่นำข้อกล่าวหาสู่สาธารณะต้องรับผิดชอบต่อคำพูดเช่นกัน ทั้งนี้ ขอให้ กกต.ทำหน้าที่ตามกฎหมาย ให้พยานหลักฐานเป็นผู้พูด ความเชื่อมโยงไม่ใช่ความผิด ข้อสงสัยไม่ใช่ข้อพิสูจน์ กระแสไม่ใช่หลักฐาน เสรีภาพการพูดไม่ใช่เสรีภาพการใส่ร้าย ตรวจสอบได้ทุกฝ่าย แต่กฎหมายต้องเป็นมาตรฐานเดียวกันสำหรับทุกคนกกต.โต้ ม.96 (4) ไม่ใช้กับเลือก สว.ปี 67เมื่อเวลา 17.30 น. สำนักงาน กกต.ออกเอกสารชี้แจงกรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลมาตรา 96 (4) ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 ระบุว่าหากผู้สมัครไม่ได้รับคะแนนเลือก มีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 อาจต้องเลือกใหม่ ขอชี้แจงว่ามาตรา 96 เป็นบทบัญญัติในบทเฉพาะกาล สำหรับการได้มาซึ่ง สว.ในวาระเริ่มแรก ไม่ใช่หลักเกณฑ์ที่ใช้บังคับกับการเลือก สว.ปี 67 การได้มาซึ่ง สว.วาระเริ่มแรก 250 คนเป็นกระบวนการ ตามที่กำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ปี 60 และที่มาของบทบัญญัติตามมาตรา 96 (1)-(4) การเลือก สว.ปี 67 จำนวน 200 คนเป็นการเลือกตามระบบที่กฎหมายกำหนด โดยใช้วิธีผู้สมัครเลือกกันเอง แบ่งเป็น 20 กลุ่ม และเลือก 3 ระดับ ได้แก่ ระดับอำเภอ ระดับจังหวัดและระดับประเทศ ทั้งนี้ การเลือกระดับประเทศดำเนินการตามมาตรา 42 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ปี 61 การนำหลักเกณฑ์ตามบทเฉพาะกาล มาตรา 96 (4) มาอ้างว่าหากผู้สมัครไม่ได้รับคะแนนเลือก มีไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 จะต้องจัดการเลือกใหม่ในการเลือก สว.ปี 67 จึงไม่ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด เนื่องจากมาตรา 96 เป็นบทบัญญัติในบทเฉพาะกาลที่ใช้กับการได้มาซึ่ง สว. ในวาระเริ่มแรก จำนวน 250 คน เป็นคนละช่วงเวลาและคนละระบบกับการเลือก สว.ปี 67 จำนวน 200 คนยันตรวจสอบรับเรื่องทุจริตตาม ก.ม.การที่มาตรา 96 (4) ไม่ใช้บังคับกับการเลือก สว.ปี 67 ไม่ได้หมายความว่ากระบวนการเลือก สว.ปราศจากการตรวจสอบในการเลือก สว.ระดับประเทศ เมื่อปี 67 สำนักงาน กกต.จัดให้มีจุดรับเรื่องร้องเรียน เจ้าหน้าที่สืบสวนเพื่อรับเรื่องและตรวจสอบข้อเท็จจริง ตลอดจนผู้สังเกตการณ์การเลือก สว.เพื่อรับข้อมูล ข้อร้องเรียน และพยานหลักฐานเกี่ยวกับการทุจริตหรือการกระทำที่อาจฝ่าฝืนกฎหมายและดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้การเลือก สว.เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม สรุปง่ายๆ สว. 250 คน วาระเริ่มแรก→ใช้บทเฉพาะกาล →มีมาตรา 96 สว. 200 คน ปี 2567→ระบบผู้สมัครเลือกกันเอง→20 กลุ่ม→ใช้มาตรา 42 เป็นหลัก “คนละช่วง คนละระบบ คนละหลักเกณฑ์”“สมชัย” ขีดเส้น 15 ก.ย.บี้ กกต.แจง 3 ปมร้อน เมื่อเวลา 10.30 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. พร้อมนายธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ ผอ.ดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม เข้ายื่นหนังสือถึง กกต.ขอให้ ชี้แจงว่า กกต.คนใดเป็นผู้เสนอชื่อนายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ให้เป็นอนุกรรมการวินิจฉัย ชุดที่ 12 เมื่อปี 62 ก่อนแต่งตั้งได้ตรวจสอบประวัติและคุณสมบัติอย่างรอบคอบหรือไม่ เนื่องจากตำแหน่งนี้มีหน้าที่กลั่นกรองคดีเลือกตั้งก่อนเสนอ กกต. รวมถึง ความคืบหน้าการดำเนินคดีอาญากับนายณัฐวุฒิ กรณีสมัครรับเลือกตั้ง สส. ทั้งที่อาจมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 42 (10) ของ พ.ร.ป.เลือกตั้ง สส. กกต.ได้แจ้งความดำเนินคดีไปถึงขั้นตอนใด และความคืบหน้าตรวจสอบมาตรฐานทางจริยธรรมของนายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ กกต.ที่มีเรื่องร้องเรียนอยู่ในชั้น ป.ป.ช. 2 กรณีมีภาพจากกล้องวงจรปิดนำซองเงิน 300,000 บาทไปมอบให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ขอให้ชี้แจงต่อสาธารณะภายในวันที่ 15 ก.ย.นี้ฉะตั้งคนถูกออกจากราชการมาดูคดี ลต.นายสมชัยกล่าวว่า ต้องการให้ กกต.ตอบต่อสาธารณะภายในวันที่ 15 ก.ย. หาก กกต.ไม่ดำเนินการตามกฎหมาย ทั้งเรื่องคดีอาญาหรือการตรวจสอบจริยธรรม จะแจ้งความเอาผิด กกต.ทั้ง 2 ชุดรวม 13 คน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ติดตามเรื่องนายณัฐวุฒิมานานหลายเดือน ไม่ได้ตอบโต้ หลังนายณัฐวุฒิร้อง ปปง.ให้ตรวจสอบเส้นทางการเงินและทรัพย์สินตนและบุคคลที่เกี่ยวข้อง พร้อมให้ ปปง.ดำเนินการเต็มที่ ไม่กังวลจะแจ้งความดำเนินคดี กกต.เคยชี้แจงว่านายณัฐวุฒิเคยเป็นอนุกรรมการวินิจฉัย ชุดที่ 12 เพียง 57 วัน หลังจากนั้นไม่ได้เข้าร่วมประชุม ประเด็นไม่ได้อยู่ที่จำนวนวันที่ดำรงตำแหน่ง หากผู้ได้รับเสนอชื่อมีประวัติถูกให้ออกจากราชการด้วยเหตุประพฤติชั่วร้ายแรง มีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับ กกต.โดยตรง ควรตรวจสอบอย่างรอบคอบ เพราะมีหน้าที่สำคัญกลั่นกรองคดีเลือกตั้งนายกฯโอ่หอบแผนพัฒนาชายแดนใต้ส่วนการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) จ.สงขลา ระหว่างวันที่ 31 ส.ค.-1 ก.ย. เมื่อเวลา 09.45 น. ที่รัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ว่า สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติลงพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 29 ส.ค. หารือรับฟังความคิดเห็นทุกฝ่ายในพื้นที่ได้สรุปแนวทางจะเสนอ ครม.เห็นชอบในหลักการเพื่อพัฒนาพื้นที่ จ.สงขลา จังหวัดชายแดนภาคใต้และจังหวัดใกล้เคียง ให้พร้อมสมบูรณ์รองรับการพัฒนาหลายมิติ และเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยธรรมชาติต่างๆ การดูแลคืนเงินและจ่ายเงินเยียวยาประชาชนให้รวดเร็วที่สุดและบรรจุอยู่ในแผนการดำเนินงานขอคนหาดใหญ่มั่นใจรับมือน้ำท่วมต่อมาเวลา 11.30 น. ที่ประตูระบายน้ำหน้าควน ต.ควนลัง อ.หาดใหญ่ นายอนุทินพร้อม ครม. อาทิ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและ รมว.คมนาคม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรฯ นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี นั่งรถบัสไฟฟ้า ทะเบียน QC1005 กรุงเทพมหานคร รถทดลอง หรือ Test Drive มาลงพื้นที่ก่อนประชุม ครม.สัญจร มี สส. ข้าราชการ นายณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่รอต้อนรับ ฟังบรรยายสรุปการเตรียมรับมือป้องกันน้ำท่วมพื้นที่หาดใหญ่จากนายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน จากนั้นกล่าวกับประชาชนว่า อยากมาดูเรื่องน้ำ เพื่อทำให้มั่นใจว่าเรามีระบบบริหารจัดการที่มั่นคงแข็งแรงเพียงพอ ถ้าบริหารจัดการน้ำในสงขลาได้จะบรรเทาอุทกภัยจังหวัดอื่นๆ รัฐบาลอนุมัติงบฯเต็มที่ให้เพียงพอแก่การสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้ประชาชน ฟื้นฟูระบบชลประทาน ระบบบริหารจัดการน้ำใน 5 จังหวัดภาคใต้ที่เสียหายจากอุทกภัย ขอให้ชาวสงขลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาว อ.หาดใหญ่ มั่นใจว่ารัฐบาลมุ่งหาทางแก้ปัญหาตรงหน้าและผลักดันศักยภาพ จ.สงขลาและพื้นที่ภาคใต้ให้เดินหน้า วันที่ 1 ก.ย.ประชุม ครม.จะมีเรื่องการทำประกันอุทกภัยให้ทุกหลังคาเรือน ไม่ต้องกังวลต้องไปพิสูจน์ แม้จะชนะธรรมชาติไม่ได้ แต่ต้องชนะเรื่องการดูแลประชาชนโชว์ “หนู-แป้น” จับมือทำงานไม่มีหายผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างนายอนุทินรับฟังรายงาน นายณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ หรือนายกแป้น เดินเข้ามายกมือไหว้ นายกฯ ถามว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร นายณรงค์พร ตอบว่า “ก็ดีครับ “นายอนุทินกล่าวว่า “เอาจริงนะ ไม่ใช่ออกไปนินทาอีกนะ มีอะไรต้องทำงานด้วยกัน เข้าใจไหม การเมืองช่างมารดา ชาวบ้านของเราต้องมาก่อน เราพวกเดียวกันอยู่แล้ว เดี๋ยวเราต้องไปด้วยกันนะ ห้ามหายนะ” นายณรงค์พรยกมือไหว้รับทราบ นายอนุทินยังได้แนะนำตัวนายณรงค์พรกับประชาชนโอบไหล่ ตบไหล่นายณรงค์พรอย่างสนิทสนม พร้อมบอกว่าเหตุการณ์เมื่อปีที่แล้ว ทำให้ตนกับนายกแป้นใกล้ชิดสนิทสนมกันมากขึ้น “วันนี้แป้นกับหนูอยู่ด้วยกันแล้ว ทำงานให้กับพี่น้องหาดใหญ่ ไปไหนไม่ได้แล้ว ถ้าหลบไปที่บ้าน ผมจะตามที่บ้าน แล้วขับรถพาออกมาเอง”โอ่ดันไทยศูนย์กลางเชื่อมทั้งภูมิภาคต่อมาเวลา 13.00 น. ที่โรงแรมบุรีศรีภู นายอนุทินเป็นประธานพิธีลงนามสัญญาจ้างก่อสร้าง โครงการก่อสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลาและสะพานเชื่อมเกาะลันตา ขับเคลื่อนสู่ระบบคมนาคมสีเขียวเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน นายอนุทินกล่าวตอนหนึ่งว่า การเชื่อมเช่นนี้จะมีไปเรื่อยๆไปฝั่งอันดามัน ระนอง พังงา กระบี่ เป็นคำตอบว่า Missing Link (มิสซิงลิงก์) คืออะไร เมื่อทุกอย่างเชื่อมกันได้ จะทำให้ไทยได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์ เป็นศูนย์กลางประชาคมอาเซียน ใครมาลงทุนจะเชื่อมคนทั้งภูมิภาคอาเซียนกว่า 1,000 ล้านคน จะสนับสนุนจริงจัง เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์รวมทุกสิ่งของภูมิภาคเวิร์กช็อปแก้ปัญหา 5 จชต.ให้ตรงจุดจากนั้นเวลา 15.15 น.ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตสงขลา นายอนุทินเป็นประธานประชุมเชิงปฏิบัติการ (Work shop) ระดมความคิดเห็น ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนวทางการพัฒนาในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ (สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส) มี ครม.และตัวแทนภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมนายอนุทินกล่าวว่า ข้อเสนอแนวทางการพัฒนาพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ เป็นส่วนสำคัญ การทำงานต้องแก้ปัญหาของประชาชน สอดคล้องกับศักยภาพ ความต้องการแต่ละพื้นที่ ขอให้มุ่งเน้นเฉพาะจุดลงไปโดยตรงถึงปัญหาที่ชัดเจน พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขที่ปฏิบัติได้จริง ประเด็นสำคัญที่ได้จากการหารือ รัฐบาลจะนำไปประกอบการพิจารณาและดำเนินการในการประชุม ครม.ต่อไปผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 13.30 น. ก่อนนายกฯมาถึงได้เกิดเหตุระทึกรถยนต์ฟอร์จูนเนอร์ของเจ้าหน้าที่ จอดฝั่งตรงข้ามหอประชุมเกิดระเบิดเสียงดังมีกลุ่มควันพุ่งจากห้องเครื่อง ทั้งทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด (EOD) ตรวจสอบพบหม้อน้ำรถระเบิด หลังขับมาไกลท่ามกลางอากาศร้อนจัดถกแนวพัฒนาครอบคลุม 4 มิติสำคัญน.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกฯ เปิดเผยผลการประชุมเชิงปฏิบัติการ และข้อเสนอแนวทางการพัฒนาพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ว่า ข้อเสนอจากการ Workshop ครอบคลุม 4 มิติสำคัญ ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ ส่งเสริมการท่องเที่ยว พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การขนส่งและโลจิสติกส์ ส่งเสริมการลงทุนและการค้าชายแดน ด้านสังคม มุ่งแก้ปัญหาความแออัดของบริการสาธารณสุข การรองรับสังคมสูงวัย พัฒนาทักษะแรงงาน และปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา ด้านความมั่นคงทั้งชายแดนและภายใน โดยการดูแลพื้นที่ชายแดน การปรับเปลี่ยนแนวคิดการแก้ปัญหา การข่าว ความปลอดภัย และความร่วมมือระหว่างประเทศ และด้านภัยพิบัติ การบริหารจัดการน้ำ พัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยและรวบรวมระบบข้อมูล และการช่วยเหลือ เยียวยาและฟื้นฟูหลังเกิดภัยพิบัติ นายกฯย้ำว่าเรื่องใดรัฐบาลต้องเข้ามาสนับสนุน ขอให้นำเสนอมาโดยเร็ว เพื่อให้ข้อเสนอสามารถผลักดันไปสู่การปฏิบัติและเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่