วิปฝ่ายค้านลากไส้ไม่หยุด เจาะลึกคดีฮั้ว สว. ภาคพิเศษ อดีตผู้สมัครฉะยับ กกต.มั่วรับรองคุณสมบัติ เชื่อฮั้วไม่ได้ถ้า เจ้าหน้าที่ไม่รู้เห็นเป็นใจ “ธีรภัทร์” ชงแก้ รธน.ให้เลือกตั้งตรง สว. “ไอติม” สรุป 5 พฤติกรรม กกต.ไม่น่าไว้วางใจ รับกังวลถูกเป่าคดีไม่ให้ถึงศาล “ทนายอั๋น” ชี้เป้าหลาน “สุขสมรวย” เอี่ยว “อนุทิน” ฟุ้งนำพาอาเซียนในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ สร้างอาเซียนเป็นหนึ่งเดียว “ดร.เชน” สวมบทพรรคร่วมเข้มแข็ง “ธรรมนัส” ยักท่าร่วมวงซักฟอก ขอดูหลักฐานก่อน “พริษฐ์” ปัดแค่ข่าวลือรัฐบาลผสม 3 สี “ปกรณ์” ถกโกงสอบท้องถิ่นนัดสุดท้าย ผบ.ตร.ย้ำช่วงสำคัญคือหลังสอบ ฝ่ายค้านแฉข้อมูลบุคคลรั่วไหล-นายกฯยังไม่รอด มท.ขึงขังสั่งหาข้อมูลหลุดจากไหน “สิริพงศ์” เผยพบเบาะแสมือแฮ็ก ดีอีฟันเอาผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์วิปฝ่ายค้านยังจัดลากไส้ไม่เลิก เจาะลึกหลักฐานคดีฮั้ว สว. (ภาคพิเศษ) นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ประธานวิปฝ่ายค้าน สรุปรวม 5 พฤติกรรมของ กกต ที่ก่อให้เกิดความไม่ไว้วางใจ รับกังวลเป่าคดีไม่ให้เรื่องไป ถึงศาล ทั้งที่มีใบโพย เส้นทางการเงิน หลักฐานการนัดหมาย คลิปเสียงการเสนอผลประโยชน์ และพยานบุคคลมัดฝ่ายค้านลากไส้ไม่หยุดคดีฮั้ว สว.เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 4 ส.ค.ที่รัฐสภา คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) นำโดยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ประธานวิปฝ่ายค้าน จัดกิจกรรม “ครบรอบ 2 ปี เลือก สว.-เจาะลึกหลักฐานคดีฮั้ว สว. (ภาคพิเศษ) เราไว้ใจ กกต.ได้แค่ไหน?” มีผู้ร่วมเสวนา อาทิ นางศรินทร สนธิศิริกฤตย์ พล.ต.ต.บัญญัติ เพียรสวัสดิ์ อดีตผู้สมัคร สว. และ พ.ต.อ.มนัส นครศรี อดีตผู้ตรวจการ กกต. นางศรินทรกล่าวว่า สิ่งที่แปลกใจมากในวันเลือก สว.ระดับประเทศ กกต.ประกาศว่ารอบเลือกไขว้จะไม่ให้เอาเอกสารเข้าไป จะทำอะไรก็ทำเลย หลายคนจึงลอกโพยกันลืม แต่ไม่คิดว่าจะฮั้วกันใหญ่ขนาดนี้ พอช่วงบ่ายมีผู้สมัครบางคนถือแฟ้มเข้าไปในห้อง ก็สงสัยเหตุใดถือแฟ้มเข้าไปได้ หลังเข้าไปแล้วมีกระบวนการโกงเกิดขึ้น จึงแจ้งนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. แต่ได้รับคำตอบว่าใครๆก็ทำกัน ทำแล้วแพ้จะมาโวยวายทำไม จึงนำเรื่องไปร้องศาลฎีกา แต่ศาลบอกไม่มีอำนาจฟ้อง หลังเลือกสว.เสร็จ ตรวจสอบพบบางคนอายุ 40 ปี ระบุในประวัติว่าเป็นอาจารย์โรงเรียนนายร้อยมา 10 ปี ซึ่งเป็นข้อมูลเป็นเท็จ หรือมีผู้อ้างเป็นพยาบาล ทั้งที่ไม่จริง จึงทำเรื่องให้ กกต.ตรวจสอบ แต่เรื่องเงียบ จนบุคคลดังกล่าวได้เป็น สว.ในชุดปัจจุบันฉะยับ กกต.มั่วรับรองคุณสมบัติพล.ต.ต.บัญญัติ เพียรสวัสดิ์ อดีตผู้สมัคร สว. กล่าวว่า เคยนำข้อมูลการเลือก สว.ไม่สุจริตไปแจ้งต่อกกต.ว่า การเลือกระดับอำเภอบางคนมีบัตรประชารัฐก็ยังมาสมัคร สว. บางคนตอนเช้าใส่หมวกกันน็อกไปทวงหนี้ ตอนบ่ายมาสมัคร หลายคนพบว่ามีผู้ รับรองคนเดียวกัน หรือมีใบรับรองแพทย์ที่ออกจากแพทย์คนเดียวกัน แต่ กกต.ปล่อยผ่าน ต่อมาประธานกกต.วินิจฉัยชี้ขาดว่าไม่ให้ดำเนินคดีอาญากับ อสม. 7 คนที่ชี้เป้าไป อีก 13 คนยกคำร้อง เห็นกันอยู่แต่ทำอะไรไม่ได้ฮั้วไม่ได้ถ้า จนท.ไม่รู้เห็นเป็นใจพ.ต.อ.มนัส นครศรี อดีตผู้ตรวจการ กกต. กล่าวเปิดคลิปวิดีโอการส่งโพยเข้าไปในสถานที่เลือกตั้ง และการเก็บโพย ในการเลือก สว.เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.2567 มีการประกาศว่าไม่ให้นำเอกสารเข้าไป อีกคลิปเป็นเจ้าหน้าที่เดินเก็บโพย แต่นายแสวงกลับบอกว่าไม่มีอะไร การฮั้วจะเกิดไม่ได้ถ้าไม่มีเจ้าหน้าที่รู้เห็นเป็นใจ ในวันที่ 26 มิ.ย.2567 ที่ทำหน้าที่ผู้ตรวจการเลือก สว. มีผู้สมัครจดโพยในใบ สว.3 จึงแจ้งนายแสวง แต่นายแสวงบอกว่า “เขาวางแผนกันมาแบบนี้ ปล่อยให้เขาเอา สว.3 เข้าไปในรอบไขว้ได้” บ่งชี้ว่านายแสวงรู้อยู่ก่อนแล้วว่าวางแผนกันมา มี 3 ข้อที่ทำให้การเลือก สว.ไม่ชอบ มาพากล คือ 1.จัดสถานที่เลือก สว.ในห้องแบบรวม ไม่เป็นความลับตามกฎหมาย 2.ระเบียบที่เขียนไว้ว่าให้ใช้หมายเลขเดิม ตั้งแต่ระดับจังหวัดถึงระดับประเทศ ทำให้วางแผนฮั้วได้ 3.ประธาน กกต.ตั้งคณะกรรมการสืบสวนไต่สวน แต่ปรากฏว่าตั้งลูกน้องนายแสวงมาสอบนายแสวงเองคาดมีแนวโน้มสูง กกต.ไม่ส่งศาลนายมุนินทร์ พงศาปาน อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า แม้ระบบสรรหาสว.จะซับซ้อนและเกิดหายนะ แต่การทำหน้าที่ของกกต. ต้องควบคุมกระบวนการสรรหาให้สุจริตเที่ยงธรรม และมีบทบาทเชิงรุกจัดการการสรรหาที่ไม่สุจริต หากมีหลักฐานอันควรเชื่อว่าผู้สมัครทุจริต รู้เห็นการเลือกที่ไม่สุจริตเที่ยงธรรม ให้ กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา แต่พบว่ามีพยานบุคคล พยานหลักฐานหลักร้อยหลักพันชิ้น ความพยายามที่ กกต.ตั้งอนุกรรมการซ้ำซ้อนหลายชุด เป็นสิ่งผิดปกติ สุ่มเสี่ยงต่อการช่วยให้พ้นผิดตามกฎหมาย ไม่เข้าใจว่าทำไม กกต.ต้องมารับคมหอกคมดาบแทน หาก กกต.ไม่ส่งศาลอาจตามมาด้วยความรับผิดทางกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และมาตรา 62 ของพ.ร.ป.ว่าด้วย ป.ป.ช. และมีเปอร์เซ็นต์สูงที่ กกต.จะไม่ส่งศาล“ธีรภัทร์”ชงแก้ รธน.ให้เลือกตั้ง สว.นายธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ และอดีตกรรมการปฏิรูปประเทศ กล่าวว่า การฮั้ว สว.เป็นระบบจัดตั้งแบบไม่กลัวกฎหมายจัดตั้งทั้งประเทศ คล้ายการสอบปกครองท้องถิ่น หาก กกต.จะแก้ข้อกล่าวหาไม่ใช่คนของใคร ทางรอดทางเดียวคือส่งศาลฎีกา ขณะนี้เหลือตุลาการเพียงสถาบันเดียวที่พอยอมรับได้ หาก กกต.ไม่ส่งศาล ต้องเอาผิด กกต.ให้ติดคุกให้ได้ ขอเสนอไปยังพรรคฝ่ายค้านให้แก้รัฐธรรมนูญว่าด้วยที่มาของ สว. คู่ขนานกับการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ เสนอให้ สว.มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ให้แต่ละจังหวัดเลือกกันเอง หลายคนบอกอาจทำให้นักการเมืองจัดตั้งได้ ขอเสนอให้เพิ่มคุณสมบัติผู้สมัคร สว.ให้สูงขึ้น เช่น อายุ 45 ปี คุณวุฒิการศึกษาปริญญาโทเป็นอย่างน้อย วิธีการเลือกให้ประชาชนมีสิทธิเลือกได้เพียง 1 คน เช่น สว.กทม. มี สว.ได้ 20 คน แต่ผู้มีสิทธิเลือกได้ 1 คน“ไอติม”สรุปพฤติกรรมไม่น่าไว้ใจในช่วงท้ายการเสวนา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า สรุป 5 พฤติกรรม กกต. ที่ก่อให้เกิดความไม่ไว้วางใจ คือ 1.ออกระเบียบกกต.เกี่ยวกับการเลือก สว.ที่อาจยังไม่รัดกุมพอในการป้องกันการทุจริต 2.การตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครที่อาจยังไม่รอบคอบพอ 3.ปล่อยปละละเลยการทุจริตที่อาจเกิดขึ้นในวันเลือก สว. โดยเฉพาะวันเลือกระดับประเทศ 4.ข้อสงสัยหรือข้อครหาเกี่ยวกับการเตะถ่วงคดี และการตั้งคณะอนุขึ้นมาฟอกขาวในคดีดังกล่าว และ 5.เป็นสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น แต่เรากังวลว่าจะเกิดขึ้นคือ การเตรียมเป่าคดีอ้างหลักฐานไม่เพียงพอ เพื่อให้เรื่องไปไม่ถึงศาล แต่คิดว่าหลักฐานที่มีเพียงพอแล้ว มีทั้งโพย เส้นทางการเงิน หลักฐานการนัดหมาย คลิปเสียงการเสนอผลประโยชน์ และพยานบุคคล ที่ต้องมานำเสนอต่อสาธารณะแบบนี้ เพราะไม่ไว้วางใจและไม่มั่นใจว่า กกต.จะทำหน้าที่ตรงไปตรงมา หวังว่าเราจะคิดผิด และหวังว่า กกต.จะทำหน้าที่ตรงไปตรงมา “ทนายอั๋น” ชี้เป้าหลาน “สุขสมรวย”ต่อมานายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ เข้ายื่นหลักฐานคดีฮั้ว สว.ต่อนายพริษฐ์ วัชรสินธุ ประธานวิปฝ่ายค้าน นายภัทรพงศ์กล่าวว่า หลักฐานที่มอบให้เป็นรายการเดินบัญชีธนาคารตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2567-27 เม.ย.2568 ของเลขานางสุขสมรวย วันทนียกุล รมต.ประจำสำนักนายก รัฐมนตรี ชื่อย่อ“ญ” ที่มีส่วนร่วมคดีฮั้ว สว. โอนเงินให้หลานนางสุขสมรวย รวมถึงคนสนิทที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯรู้จัก เส้นเงินดังกล่าวมีการโอนเข้าไปในเครือข่ายฮั้ว สว. คือให้ผู้สมัคร สว.อำนาจเจริญ และเครือข่ายสุราษฎร์ธานี จำนวน 5 แสนบาท นอกจากนี้ โอนให้ กกต.เกือบ 1 ล้านบาท เป็นเส้นเงินมาจากหลานนางสุขสมรวย แต่ไม่ได้กล่าวหาว่านางสุมสมรวยมีส่วนร่วมแต่อย่างไร แต่คนสนิทอยู่ในเครือข่ายฮั้ว สว.อำนาจเจริญ“อนุทิน” ดัน 4 ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจช่วงสายที่โรงแรม Fairmont Jakarta กรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน Indonesia-Thailand Business Forum ภายใต้หัวข้อ “Advancing the Indonesia-Thailand Strategic Partner ship : Building Integrated Value Chains in Industry, Services, and Halal Economy” จัดโดยหอการค้าไทยในอินโดนีเซีย ร่วมกับสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมอินโดนีเซีย (Kadin Indonesia) มีนายบูดี ซันโตโซ รมว.พาณิชย์อินโดนีเซีย รวมถึงภาครัฐและเอกชนไทย-อินโดนีเซีย ร่วมงานกว่า 300 คน นายอนุทินกล่าวว่า ขอเสนอให้ไทยและอินโดนีเซียยกระดับจากคู่ค้าสู่หุ้นส่วนร่วมสร้าง ขยายโอกาสทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน ไทยและอินโดนีเซียควรเชื่อม “แผ่นดินใหญ่-หมู่เกาะ” เข้าด้วยกัน ใช้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิต อินโดนีเซียเป็นตลาดขนาดใหญ่และประตูเศรษฐกิจทางทะเล ขอเสนอ 4 ความร่วมมือหลัก ได้แก่ ความมั่นคงทางอาหารและฮาลาล โลจิสติกส์ คมนาคม การเงินและเศรษฐกิจดิจิทัล พลังงานและเศรษฐกิจสีเขียวเป็นพยานเอ็มโอยูภาคธุรกิจ 4 ฉบับจากนั้นเวลา 10.30 น. นายอนุทินร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจ จำนวน 4 ฉบับ ระหว่างหน่วยงานและภาคเอกชนของไทยและอินโดนีเซีย ประกอบด้วย MOU ส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กับบริษัท PT Trinusa Travelindo (Traveloka Indonesia) MOU ความร่วมมือด้านการตลาดเชิงกลยุทธ์ การสื่อสารและการท่องเที่ยว ระหว่าง ททท. กับบริษัท PT TransNusa Aviation Mandiri (TransNusa Indonesia) MOU ความร่วมมือตลาดคาร์บอน ระหว่างสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งประเทศอินโดนีเซีย (KADIN Indonesia) กับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และ MOU ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ระหว่างสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งประเทศอินโดนีเซีย (KADIN Indonesia) กับหอการค้าไทยในอินโดนีเซีย จากนั้นเป็นสักขีพยานในพิธีรับมอบใบอนุมัติการเปลี่ยนชื่อของ Maspion Bank เป็น PT Bank Kasikorn Indonesia Tbk ทางการ ซึ่งได้รับการอนุมัติตามมติคณะกรรมการสำนักงานกำกับดูแลภาคการเงินอินโดนีเซียมุ่งมั่นสร้างอาเซียนเป็นหนึ่งเดียวต่อมาที่สำนักเลขาธิการอาเซียน (ASEC) กรุงจาการ์ตา นายอนุทินร่วมหารือกับนายเกา กิมฮวน เลขาธิการอาเซียน นายอนุทินกล่าวว่า ไทยมีความมุ่งมั่นสร้างอาเซียนเป็นหนึ่งเดียว มีบทบาทโดดเด่นในเวทีโลก ปลายสัปดาห์นี้ไทยจะให้การต้อนรับประธานาธิบดีเมียนมา สำหรับการแก้ไขสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ไทยยึดมั่นการใช้กลไกตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล หรือ UNCLOS แต่น่าเสียใจอย่างยิ่งที่กัมพูชาตัดสินใจเลือกกระบวนการประนอมภาคบังคับ (Compulsory Conciliation) แทน หวังว่าจะมีโอกาสพัฒนาได้ดีขึ้น เพราะไทย-กัมพูชาเป็นเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดต่อกันอาสานำอาเซียนช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ช่วงเที่ยงที่ห้อง Nusantara Hall สำนักเลขาธิการอาเซียน (ASEC) นายอนุทินกล่าวแสดงวิสัยทัศน์อนาคตอาเซียน มีคณะผู้แทนถาวรประจำสำนักงานเลขาธิการอาเซียน และนักการทูตที่สนใจเข้าร่วมกว่า 100 ประเทศ นายอนุทินนำเสนอ 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ เสริมสร้างความเป็นภูมิภาคนิยมที่เข้มแข็ง สร้างภูมิคุ้มกันและความพร้อมรับความผันผวน และทำให้อาเซียนมีความหมายต่อชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน การครบรอบ 60 ปีของอาเซียนในปีหน้า เป็นโอกาสสำคัญในการกำหนดทิศทางใหม่ของภูมิภาค ไทยพร้อมกลับมามีบทบาทสำคัญในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ร่วมสร้างอาเซียนที่เข้มแข็งจากภายใน เป็นเอกภาพ พร้อมรับความเปลี่ยนแปลง และสร้างประโยชน์ให้ประชาชน นี่คืออนาคตของอาเซียนที่ประเทศไทยเชื่อมั่น และคืออนาคตที่เราทุกคนต้องร่วมกันสร้าง“ดร.เชน” สวมบทพรรคร่วมเข้มแข็งที่ทำเนียบรัฐบาล นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม ให้สัมภาษณ์กรณี น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค ปชน. ไม่ปิดทางรัฐบาล ส้ม เขียว แดงว่า เรื่องนี้ต้องแยกเป็นสองส่วน คือ การทำงานให้ประชาชน ไม่อยากให้ข่าวที่เกี่ยวกับการเมืองมาทำให้บรรยากาศการทำงานของรัฐบาลเสียไป ขอย้ำว่าปัจจุบันพรรคเพื่อไทยทำงานเต็มที่ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล ให้ประชาชนผ่านพ้นวิกฤติได้ อีกด้านคือด้านการเมือง ไม่เคยทราบข่าวนี้เลย เมื่อเราบอกว่าเราร่วมรัฐบาลเราก็จะทำงานอย่างเต็มที่ สำหรับความสัมพันธ์พรรคเพื่อไทยกับพรรคภูมิใจไทยนั้น ตนและนายอนุทินทำงานด้วยกันเต็มที่ เมื่อถามว่าพรรคเพื่อไทย กับพรรคกล้าธรรม สามารถทำงานร่วมกันได้หรือไม่ นายยศชนันตอบว่า ขอไม่ให้ความเห็นเรื่องนี้ แต่เราเป็นพรรคร่วมรัฐบาลที่มีความเข้มแข็ง ประชาชนไม่ต้องกังวล เมื่อถามว่าได้คุยกับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ หรือไม่ นายยศชนันไม่ตอบคำถามและเดินออกจากวงสัมภาษณ์ไป“ธรรมนัส” โบ้ยข่าวลวงไร้ดีลโมนาโกที่ชุมชนหลังวัดริมคลองนางหงษ์ กทม. ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม (กธ.) กล่าวยืนยันถึงกระแสข่าวดีลลับโมนาโกว่า ไม่มี ไม่ได้ไปเจอใครที่ต่างประเทศเลย ข่าวดีลต่างๆเป็นข่าวลือ ข่าวลวง ฟังจากปากนี่สูตรเขียว แดง ส้ม ไม่เคยมีพูดคุย ไม่เคยดีลใคร เมื่อถามว่าการจับขั้วเป็นสัญญาณจริง หรือแค่เบี่ยงเบนประเด็นจากพรรคภูมิใจไทย ร.อ.ธรรมนัสตอบว่า เป็นการวิเคราะห์การเมืองของนักวิชาการมากกว่า กรณีหากเกิดอุบัติเหตุการเมือง กับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ไม่ได้คุยกันเลย เมื่อถามย้ำว่าในอนาคตเขียว แดง ส้ม มีทางเกิดขึ้นได้หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสหัวเราะพร้อมกล่าวว่า “ก็ถามถึงอนาคตที่มันยังไม่เกิด” เมื่อถามว่าไม่ได้ปิดประตู ร.อ.ธรรมนัสตอบว่า พรรค กธ.ไม่เหมือนพรรคอื่น ต้องคุยกับพี่น้องของตน ส่วนเรื่องก่อนการเลือกตั้งลืมไปแล้ว การเมืองไม่มีอะไรแน่นอน พูดมาตลอด ก่อนเลือกตั้งคนที่เคยเป็นศัตรูกันก็กลับมารักกันได้ ต้องเห็นประโยชน์ประเทศร่วมศึกซักฟอก รบ.ขอดูหลักฐานก่อนผู้สื่อข่าวถามถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสตอบว่า ต้องดูว่าเขาจะอภิปรายรัฐมนตรีคนใด จะอภิปรายรายบุคคลหรือทั้งคณะ ต้องคุยกันก่อน ต้องดูหลักฐานให้ละเอียด จะไม่ทำอะไรโดยใช้อารมณ์และบุ่มบ่ามเด็ดขาด เมื่อถามว่าที่ผ่านมามีการยื่นตรวจสอบกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หลายฝ่ายมองว่าน่าจะมีข้อมูล ร.อ.ธรรมนัสตอบว่า อยู่กระทรวงเกษตรฯมานาน แต่ต้องให้ความยุติธรรมกับนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่กี่เดือน ส่วนใหญ่เป็นโครงการที่ทำต่อเนื่องจากตน ต้องให้ความเป็นธรรมเขาให้เวลาโชว์ฝีมือไม่ไหวค่อยมาคุยกันเมื่อถามว่า จะประกาศตัวเป็นฝ่ายค้านแบบเต็มตัว หรือจะคงไว้เผื่อสถานการณ์การเมืองพลิก ร.อ.ธรรมนัสตอบว่า หน้าที่ฝ่ายค้านในสภาทำเต็มที่ และเป็นคนให้โอกาสคน ให้รัฐบาลแสดงฝีมือให้เต็มที่ ถ้าวันหนึ่งมันไม่ไหวค่อยมานั่งคุยกัน เมื่อถามว่ามองการทำงานของรัฐบาล 3 เดือนเป็นอย่างไร บ้าง ร.อ.ธรรมนัสตอบว่า ไม่วิพากษ์วิจารณ์ดีกว่า ประชาชนรู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร รัฐบาลที่ประกอบไปด้วย 2 พรรคใหญ่ หลายคนมีประสบการณ์ อะไรมันน่าจะดีขึ้น แต่ถ้าไม่ดีขึ้นก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลง เมื่อถามย้ำว่า พรรค กธ.กับพรรค ภท.ยังจับมือกันได้หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสตอบว่า “เอางี้ ผมไม่เคยคุยกับพรรคไหน” จะอยู่ฝ่ายไหนก็พร้อมทำปชน.ปัดแค่ข่าวลือรัฐบาลผสม 3 สีด้านนายพริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรค ปชน. กล่าวถึงกรณีมีผู้จุดประเด็นตั้งรัฐบาลแดง-เขียว-ส้มว่า ตั้งอยู่บนสมมติฐานหลายอย่างมาก ยังไม่มีการยืนยันในแต่ละภาคส่วน ตอนนี้เราทำหน้าที่ในฐานะพรรคแกนนำฝ่ายค้านเต็มที่ เชื่อว่า สส.พรรคทุกคนคงตระหนักอยู่เสมอถึงความไว้วางใจที่ประชาชน มอบให้เรา เราไม่เคยไปเชิญชวนใครมาคุย ทั้งหมดเป็นแค่ข่าวลือที่ไม่เกี่ยวข้องกับพรรค ปชน.เลย และการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจก็เป็นหน้าที่ฝ่ายค้าน ท้ายที่สุดจะลงมติไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจ ต้องไปถามพรรคอื่นมากกว่า และคงไปคาดการณ์เรื่องอายุของรัฐบาลไม่ได้ สิ่งที่พรรคฝ่ายค้านทำได้คือพยายามนำเสนอให้เห็นว่าการที่รัฐบาลนี้อยู่ต่อไปจะสร้างความเสียหายให้กับประเทศ หากมีการเลือกตั้งครั้งถัดไป เราพร้อมเสนอเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้ประชาชน ไปสู่อนาคตที่ดีกว่าตั้ง กก.สอบปมคุกคาม “แก้วตา”น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรค ปชน. กล่าวว่า พรรคตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบกรณี น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ “แก้วตา” อดีต สส.กทม. พรรค ปชน. ระบุว่า ถูกคุกคามทางเพศ ไม่มีผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสภาชุดที่ผ่านมา เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้เสียหายรู้สึกสบายใจที่สุด วางใจที่สุด และปลอดภัยที่สุด เมื่อถามว่า น.ส.ธิษะณามาพูดคุยบ้างหรือไม่ว่าผู้ที่คุกคามเป็นใคร น.ส.พนิดาตอบว่า ไม่ได้ทราบเรื่องราว ณ วันเกิดเหตุ มองว่าเรื่องที่กำลังสื่อสารกันในที่สาธารณะขณะนี้ อาจกระทบต่อความ รู้สึกของผู้เสียหาย นี่เป็นความต้องการของผู้เสียหาย เหตุการณ์นั้นมันนานมากแล้ว และไม่ได้ลงรายละเอียด ยอมรับว่าในอดีตตามความเห็นของ น.ส.ธิษะณาวิธีการจัดการรับมือกับเรื่องนี้อาจไม่ดีมากพอ ที่จะทำให้รู้สึกปลอดภัย แต่วันนี้เราตระหนักรู้ และมีพัฒนาการทางการเมือง เชื่อมั่นว่ากระบวนการยุติธรรมในปัจจุบัน สามารถมอบความเป็นธรรมให้กับ น.ส.ธิษะณาและผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดได้“ปกรณ์” ถกโกงสอบท้องถิ่นส่งท้ายช่วงบ่ายที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงาน ส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ครั้งที่ 4/2569 นายปกรณ์กล่าวว่า วันนี้เป็นการประชุมครั้งสุดท้าย ก่อนส่งให้นายกฯพิจารณาสั่งการโดยเร็วต่อไป เรื่องนี้คณะกรรมการได้ทำข้อเท็จจริงให้ปรากฏแล้ว เราพบข้อบกพร่องในเกือบทุกขั้นตอน อีกทั้งยังมีหน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงบุคคลภายนอกเข้ามามีส่วนร่วม จำนวนมากกว่า 100 คน ส่วนการดำเนินคดีอาญา คดีทุจริต และคดีแพ่ง ว่ากันไปตามลำดับ มีการพาดพิงข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ รวมถึงมีบุคคลภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องหลายคน ทางคู่สัญญาก็มีปัญหาบางประเด็นที่ต้องไปดำเนินการทางแพ่งเรื่องสัญญา เพราะเกิดความเสียหายมากต่อรัฐ ต้องมีการตรวจสอบใหม่ทั้งหมดเพราะถือเป็นความรับผิดชอบขององค์กร กระทรวงมหาดไทยคงไปดำเนินการต่อ พิสูจน์เจตนาเป็นรายบุคคล เรื่องนี้หนังยาว ไม่จบง่าย แต่ต้องจบผบ.ตร.ย้ำช่วงสำคัญคือหลังสอบ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. กล่าวว่า ได้ย้อนไปดูถึงจุดกำเนิดการขออัตราว่ามีที่มาอย่างไร พบว่ามีความผิดปกติเรื่องการขออัตราที่เกี่ยวพันกับตัวเลขการรับรอง และการบรรจุ เป็นข้อสังเกตที่เสนอต่อนายกฯ การตรวจสอบข้อเท็จจริงดูตั้งแต่ก่อนสอบ ระหว่างสอบ และหลังสอบ มีอะไรที่เป็นข้อบกพร่องนำไปสู่การทุจริตได้ โดยช่วงสำคัญคือหลังการสอบ ตรวจสอบพบว่ามีประเด็นการแก้ไขคะแนน การประกาศรับรองบุคคลที่ผ่านการสอบแก้ไขทั้งจำนวน และมีความผิดปกติของใบคะแนน สิ่งที่ได้ข้อเท็จจริงมาได้ข้อยุติทั้งหมดในเบื้องต้น จะทำข้อเสนอแนะต่อนายกฯ ทั้งเรื่องตัวบุคคลที่เข้าข่ายอาจต้องถูกดำเนินคดี ทั้งแพ่ง อาญา วินัย และจริยธรรม เป็นเรื่องที่ต้องต่อยอดในส่วนราชการที่เกี่ยวข้องต่อไป คาดใช้เวลา 1-2 วัน ก่อนจะนำเสนอประธาน และคณะกรรมการตรวจสอบอีกครั้ง และรายงานต่อนายกรัฐมนตรีแฉข้อมูลบุคคลรั่วไหล–นายกฯไม่รอดอีกเรื่อง นายนิธิกร บุญยกุลเจริญ ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้าน โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า พบข้อมูลส่วนบุคคลจากกรมการขนส่งทางบก PR.DLT.News รั่วไหล แต่ยังไม่ได้แจ้งเหตุละเมิดต่อประชาชน พบว่ามีเว็บไซต์ที่ไม่ใช่ของหน่วยงานรัฐเปิดสาธารณะให้ค้นหาข้อมูลส่วนบุคคลจากทะเบียนรถ หรือเอาเบอร์โทรศัพท์ไปค้นหาการครอบครองรถก็ได้ ที่สำคัญระบบนี้มีส่วนการเข้าสู่ระบบด้วย อาจเสี่ยงต่อการนำไปซื้อขายต่อในอนาคต แจ้งเตือนสำหรับประชาชน ควรระวังมิจฉาชีพ เราจะประสานกรรมาธิการการสื่อสารฯ ขอให้เชิญหน่วยมาสืบหาความจริงต่อไป คนที่แฮ็กหรือนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้โดยไม่ได้รับการอนุญาต มีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และหน่วยงานต้องรีบแจ้งเหตุละเมิดต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) PDPC และแจ้งเตือนประชาชนให้ระมัดระวังด้วย ทั้งนี้ ตามภาพลองเอาทะเบียนรถนายกฯที่เห็นตามหน้าข่าวมาค้นก็ไม่เว้นเช่นกันมท.ทำขึงขังสั่งหาข้อมูลหลุดจากไหนนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า คาดว่าหลุดมาจากหน่วยงานอื่นที่ไม่ใช่กระทรวงมหาดไทย ยังไม่ได้รับความเสียหาย มีเพียงรูปถ่ายที่ปรากฏออกมา แต่ต้องไปตรวจสอบว่าหลุดออกมาจากหน่วยงานไหน หน่วยงานนั้นต้องเป็นผู้รับผิดชอบที่ทำให้ข้อมูลรั่วไหล ถ้าหลุดออกมาจากกระทรวงมหาดไทยจะเป็นข้อมูลอีกแบบหนึ่ง เมื่อถามว่าข้อมูลอาจหลุดจากกรมขนส่งทางบก นายอรรษิษฐ์ตอบว่า ไม่เคยทำธุรกรรมกับกรมขนส่งทางบก ใบขับขี่ของตนเป็นแบบตลอดชีพ คาดว่าข้อมูลภาพที่หลุดออกมามาจากการเสียบบัตรประชาชนในสถานที่ต่างๆ เวลาทำธุรกรรม เช่น สนามบิน เบื้องต้นมี 3 หน่วยงานที่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้โดยไม่ต้องเสียบบัตรประชาชน ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ศูนย์รักษาความปลอดภัย และ กกต.ขบ.ประสานหลายหน่วยหาต้นตอนายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) กล่าวว่า ขบ.และสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูล คาดว่าจะได้ข้อสรุปในวันนี้ว่าข้อมูลหลุดมาจากช่องทางใดบ้าง ที่ผ่านมา ขบ.ให้ความร่วมมือกับหลายหน่วยงานในการเชื่อมข้อมูล เช่น ตร. สำนักงานอัยการสูงสุด หน่วยราชการ รวมถึงเอกชน เช่น สถานตรวจประกอบการรถเอกชน สั่งการให้ตรวจสอบกับทุกหน่วยงานแล้ว และ ขบ.จะเร่งประสานงานกับหน่วยงานด้านความปลอดภัยทาง Cyber เช่น คณะกรรมการกำกับดูแลการปฏิบัติคุ้มครองข้อมูลข่าวสาร DPO เพื่อส่งข้อมูลให้ PDPC พร้อมแจ้งความ ตร.ดำเนินคดีพบร่องรอยเบาะแสมือแฮ็กแล้วนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม กล่าวหลังลงพื้นที่กรมการขนส่งทางบก มีนายชีพ น้อมเศียร รองอธิบดี ขบ. ทีม ThaiCERT จากสกมช. และ บก.สอท. ร่วมรายงานความคืบหน้าว่า เบื้องต้นพบร่องรอยและเบาะแสของการกระทำความผิดแล้ว อยู่ระหว่างการสืบสวนหาสาเหตุที่แท้จริง โดยทีม ThaiCERT เข้ามาประจำการที่ ขบ.เพื่อรวบรวมข้อมูลและพิสูจน์หลักฐานทางเทคนิคด้วยกระบวนการนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล (Digital Forensics) อย่างเป็นระบบ รวมถึงแกะรอยระบบ API และหน่วยงานที่มีการเชื่อมโยงข้อมูล กำชับให้ตำรวจไซเบอร์ และ ThaiCERT สืบสวนหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ และ ขบ.เข้าแจ้งความดำเนินคดีแล้ว พร้อมสั่งการให้ยกระดับการตรวจสอบระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ให้ถี่มากขึ้น รวมถึงให้เร่งจัดทำแผนป้องกันการเกิดเหตุในอนาคตดีอีแจ้งความเอาผิด พ.ร.บ.คอมพ์น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า กระทรวงดีอีเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.สอท.) ให้ดำเนินการตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์แล้ว และมอบหมายให้ PDPC ตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับ สกมช. ขอเตือนประชาชนว่าการเผยแพร่ข้อมูลผิดกฎหมายบนสื่อสังคมออนไลน์ เข้าข่ายมีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์มาตรา 14พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการ PDPC กล่าวว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่ากรณีนี้ไม่ใช่ข้อมูลหลุดทั่วไป แต่เป็นการนำเอาข้อมูลหรือลิงก์โปรแกรมช่องทางการเข้าถึงข้อมูลที่สร้างขึ้นโดยผิดกฎหมายจากเครือข่ายมิจฉาชีพ จึงเป็นการเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันโดยเฉพาะ เข้าข่ายกระทำผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์มาตรา 7 ต้องดำเนินการกับผู้นำข้อมูลมาโพสต์หรือเผยแพร่ ดำเนินการกับหน่วยงานที่ดูแลข้อมูล ได้แก่ กรมการขนส่งทางบก และกรมการปกครอง ดำเนินการกับกลุ่มมิจฉาชีพที่ซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนช่องทางเข้าถึงข้อมูลโดยมิชอบ ประชาชนผู้ใดได้รับความเสียหาย สามารถใช้สิทธิร้องเรียนมายัง PDPC ให้ตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายต่อไปได้อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่