การศึกรอบใหม่ระหว่างกองทัพสหรัฐอเมริกา-อิหร่าน ไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรซับซ้อน เพราะมันมาจากปัจจัยความไม่ได้ดั่งใจของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต่อกรณีที่ว่า ถล่มแล้วถล่มเล่า แต่ทำไมอิหร่านถึงไม่ยอมศิโรราบเสียที แหล่งข่าววงในเผยกับสื่อท้องถิ่นสหรัฐฯว่า ผู้นำวัย 80 ปี ยังคงหงุดหงิดอยู่ทุกวี่ทุกวัน ลูกน้องชี้แจงยังไงก็ยังไม่เข้าใจ ยังคงตั้งคำถามเดิมๆเป็นที่มาของแถลงการณ์แบบแผ่นเสียงตกร่องว่า การโจมตีรอบใหม่ของกองทัพสหรัฐฯต่อประเทศอิหร่าน ได้ทำลายขีดความสามารถทางการรบของฝ่ายเปอร์เซียจนราบคาบ อิหร่านไม่มีอะไรจะมาสู้แล้ว ทัพบก เรือ อากาศไม่มีอาวุธเหลือแล้ว เราจะได้ชัยชนะอย่างที่ต้องการมั่นหน้ามั่นโหนกแม้ภาพจะปรากฏตรงหน้าว่า สงครามครั้งนี้มีทิศทางเช่นไร สหรัฐฯ-อิสราเอลเข้าไปถล่มก่อน สังหารแกนนำอิหร่านไปชุดใหญ่ รวมถึงผู้นำสูงสุดอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี จากนั้นอิหร่านจึงตั้งตัวปรับขบวนทัพตอบโต้เอาคืนกองทัพสหรัฐฯในประเทศอาหรับเสียหายหนักหน่วง กองเรือรบถูกยิงเข้าใส่อาวุธอเมริกันเริ่มขาดแคลน ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด ทำยังไงก็เปิดไม่ได้ จนทรัมป์ต้องเป็นผู้ประกาศหยุดยิง และขอเปิดการเจรจากับอิหร่านจนเป็นที่มาของการลงนามหย่าศึกผ่าน “บันทึกความเข้าใจอิสลามาบัด” ซึ่งสุดท้ายผู้นำสหรัฐฯได้ตัดสินใจ “ฉีกสัญญา” เริ่มโจมตีอิหร่านรอบใหม่เมื่อวันที่ 7 ก.ค. และต่อเนื่องมาตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยหวังว่าการโจมตีให้รุนแรงขึ้น จะทำให้อิหร่านได้สติ กลับสู่โต๊ะการเจรจา!?การพกความมั่นใจสไตล์อเมริกันมาอย่างเต็มเปี่ยม ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด แต่เป็นสิ่งที่คนในรัฐบาลสหรัฐฯมีความคุ้นชินในฐานะประเทศมหาอำนาจเบอร์หนึ่งของโลก ประธานาธิบดีสหรัฐฯอยากได้อะไรย่อมได้ดังสมประสงค์ วันหนึ่งมีดำริว่า อยากปรับสมดุลการค้าใหม่ ก็ออกนโยบายกำแพงภาษีมากดดันเอามาตรการมาบีบประเทศต่างๆ ว่าถ้าไม่อยากโดนดีจงมาลงทุนเพิ่มในสหรัฐฯเสียนะ ซึ่งประเทศต่างๆก็พากันประกาศแผนการ จะหอบเงินหลักหมื่นล้านหรือแสนล้านไปสร้างโรงงาน ขยายธุรกิจในสหรัฐฯ ใครที่ออกตัวก่อน การบีบคั้นก็จะน้อยลง ใครชักช้าก็โดนไปเต็มๆในด้านความมั่นคงก็เช่นเดียวกัน รัฐบาลสหรัฐฯมีความพร้อมที่จะใช้ “กำลังทางทหาร” (ทั้งบนดินและใต้ดิน) ในการคลี่คลายปัญหา หรือขจัดอุปสรรคขวากหนามออกไปให้พ้นทางแน่นอนว่าในอดีตที่ผ่านมาก่อนยุคของประธานาธิบดีทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯจะมีเหตุผลที่พอฟังขึ้น ไม่ว่าการปกป้องประชาธิปไตย สกัดกั้นการคุกคามของคอมมิวนิสต์ รักษาความสงบและสันติภาพ คุ้มครองสิทธิมนุษยชน ไปจนถึงการกำจัดกลุ่มก่อการร้ายที่เป็นอันตรายต่อชาวโลกแต่ครั้งนี้ด้วยความที่เป็น “โดนัลด์ ทรัมป์” จึงทำให้ทุกอย่างมันผิดแปลกไปหมด เป็นหลายครั้งที่เหตุการณ์เข้าข่ายพูดไปก่อนแล้วค่อยมาว่ากันทีหลัง ช่วงหนึ่งผู้นำสหรัฐฯระบุว่า การโจมตีมีขึ้นเพื่อปกป้องผู้ประท้วงชาวอิหร่านที่ถูกทางการประหัต ประหาร และขจัดเครือข่ายกองกำลังติดอาวุธที่เป็นภัยคุกคามต่อภูมิภาค แต่ต่อมาก็มาพูดโพล่งว่า จะเอาน้ำมันเอาทรัพยากรของอิหร่านจากนั้นทรัมป์มีการชี้แจงว่า ภารกิจครั้งนี้เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางเศรษฐกิจสำคัญของโลก ย้อนแย้งกับสภาพความเป็นจริงว่า ช่องแคบแห่งนี้ไม่เคยถูกปิดจนกระทั่งเกิดสงครามในวันที่ 28 ก.พ.ตามด้วยประเด็นที่พูดบ่อยที่สุดคือ “หากสหรัฐฯไม่ลงมือในวันนั้น รับรองว่าอิหร่านคงจะครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ไปแล้ว” ซึ่งในทางกลับกันก็ตีความได้หรือไม่ว่า อิหร่านไม่เคยมีอาวุธนิวเคลียร์มาก่อน และการที่อิหร่านป่าวประกาศต่อชาวโลกว่าประเทศเราไม่มีอาวุธนิวเคลียร์นั้นคือ “ความจริง”อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความขัดแย้งไม่จบไม่สิ้นครั้งนี้ ได้เริ่มมีข้อสงสัยดังขึ้นเรื่อยๆ ในเรื่อง “ผลประโยชน์ทับซ้อน” และเอาเข้าจริงแล้วคนวงในของทรัมป์ทำกำไรไปได้มากน้อยเพียงใด เพราะการสั่งโจมตี ประกาศยกระดับความรุนแรงผ่าน “โซเชียล” ของผู้นำสหรัฐฯ ส่งผลอย่างมากต่อตลาดพลังงานและตลาดหุ้นคิดตามกันเล่นๆ ส่งสัญญาณดี-สั่งพักรบ ราคาหุ้นตกก็ช้อนซื้อ พบรบกันหนักๆราคาสูงขึ้นเรื่อยๆก็เทขาย กินกำไรกันเป็นเฟสๆ ซึ่งเมื่อวันที่ 16 ก.ค.ที่ผ่านมา ทรูธโซเชียลของทรัมป์ยังประกาศแผน “ขายแพ็กเกจพรีเมียม” ให้แก่เหล่าลูกค้ากองทุนเฮดจ์ฟันด์ บริษัทเทรดดิ้ง สถาบันนักลงทุน ภายใต้เงื่อนไขว่าใครที่ยอมจ่ายแพง จะสามารถเห็นโพสต์ของประธานาธิบดีทรัมป์ได้ก่อนคนทั่วไปเช่นเดียวกับรายงานของหนังสือพิมพ์เดอะ วอลล์ สตรีทเจอร์นัล ระบุว่าทางการอิหร่านได้ส่งจดหมายถึงรัฐบาลสหรัฐฯ ชี้แจงว่า “สตีฟ วิตคอฟฟ์” (ทูตพิเศษของทรัมป์) และ “จาเร็ด คุชเนอร์” (ลูกเขยทรัมป์) มีพฤติกรรมชัดเจนว่ามาเจรจากับอิหร่านเพื่อหาผลประโยชน์จากชั้นข้อมูลวงใน โดยจากการประเมินเบื้องต้นของอิหร่านเชื่อว่า “คนวงในของทรัมป์” ปั่นราคาตลาดทำกำไรจากสงครามและการเจรจาหย่าศึกไปได้กว่า 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (288,000 ล้านบาท) ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการยุติธรรมที่อิหร่านสมควรจะได้รับส่วนแบ่งครึ่งหนึ่ง คือ 4,500 ล้านดอลลาร์ (144,000 ล้านบาท) รบกวนจ่ายผ่านคนกลางมาให้ด้วยกลายเป็นคำถามที่น่าสนใจว่า สงครามไม่จบเพราะความอยากเอาชนะ หรือสงครามไม่จบเพราะว่ากำลังกอบโกยเอากำไร หรือถูกต้องตามที่กล่าวมาทั้งหมด.วีรพจน์ อินทรพันธ์คลิกอ่านคอลัมน์ “7 วันรอบโลก” เพิ่มเติม