ฉาวทั่วโลก! ตร.ออสเตรเลียจับแอร์โฮสเตสการบินไทยขนเฮโรอีนกว่า 1 กก.บินจากไทยสู่นครเมลเบิร์น พบซุกในกระเป๋าผ้า 12 ใบ มูลค่ารวมกว่า 11.47 ล้านบาท ตั้ง 2 ข้อหาหนัก “นำเข้า-ครอบครอง” สารเสพติด จ่อติดคุกยาว ด้าน “ดีดีการบินไทย” สั่งตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง-วินัยให้ได้ข้อสรุปใน 7 วัน ยอมรับเหตุการณ์นี้สร้างความเสียหาย กระทบชื่อเสียงการบินไทย และอาจส่งผลให้คนอื่นที่จะเดินทางเข้าออสเตรเลียอาจไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทาง ขณะที่ ผอ.สนามบินสุวรรณภูมิแจงเหตุปล่อยกระเป๋าซุกเฮโรอีนหลุดออกไปได้ ย้ำสนามบินตรวจเข้มตามมาตรฐานไอเคโอ-กพท.แอร์โฮสเตสสายการบินไทยก่อคดีฉาวไปทั่วโลกครั้งนี้ สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 29 มิ.ย. กรณีสำนักงานตำรวจแห่งชาติออสเตรเลียออกแถลงการณ์ว่า พนักงานสายการบินชาวไทย วัย 26 ปี ทำงานบนเที่ยวบินระหว่างประเทศ เดินทางถึงสนามบินนานาชาตินครเมลเบิร์น เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.และถูกตรวจกระเป๋าโดยเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งได้พบความผิดปกติระหว่างการสแกนกระเป๋าสัมภาระ 12 ใบ ผ่านเครื่องเอกซเรย์ การตรวจสอบเพิ่มเติมทำให้พบว่ามีผงสีขาวซุกซ่อนอยู่ตามตะเข็บกระเป๋า และจากการนำไปทดสอบแล้วมีผลเป็นบวกว่าคือสารเสพติด ประเภทเฮโรอีน ปริมาณคำนวณเป็นมูลค่าในท้องตลาดออสเตรเลียอยู่ที่ประมาณ 500,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือกว่า 11.47 ล้านบาท เหตุการณ์ดังกล่าว ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองได้ประสานงานไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติออสเตรเลีย ให้ส่งเจ้าหน้าที่มาจับกุมผู้ต้องสงสัย ยึดกระเป๋าและของกลางทั้งหมด พร้อมดำเนินการตั้งข้อหา 2 กระทง ประกอบด้วย ข้อหานำเข้าสารเสพติดควบคุมในปริมาณสำหรับนำจัดจำหน่าย ตามมาตราที่ 307.2 และข้อหาครอบครองสารเสพติดควบคุมในปริมาณสำหรับนำจัดจำหน่าย ตามมาตราที่ 307.6 หากพบว่ามีความผิดจริง มีโทษจำคุกสูงสุดกระทงละ 25 ปี สตรีชาวไทยรายดังกล่าวอยู่ระหว่างการถูกควบคุมตัวมาตั้งแต่วันที่ 26 มิ.ย. และมีกำหนดขึ้นศาลนครเมลเบิร์นของออสเตรเลียในวันที่ 14 ก.ย.นี้ด้านนายคลินต์ ซิมส์ ผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมืองออสเตรเลีย ยังระบุว่า แก๊งอาชญากรรมยังคงมีความพยายามอย่างต่อเนื่องในการเลือกใช้พนักงานสายการบินช่วยลักลอบขนสารต้องห้ามเข้ามาในออสเตรเลีย ขอเตือนว่าไม่ว่าใครก็ตามที่พยายามลักลอบขนยาเสพติด ย่อมถูกดำเนินคดีทางกฎหมาย ไม่ว่าจะมีตำแหน่งใหญ่โตหรือยศสูงแค่ไหน หน่วยตรวจคนเข้าเมืองมีระบบตรวจจับที่มีประสิทธิภาพและมีข่าวกรองที่กว้างขวาง เรายังคงตื่นตัวอยู่เสมอในเรื่องแก๊งอาชญากรรมพยายามเสาะหาคนในจากหลากหลายสาขาอาชีพมาช่วยขนยาเสพติดในเวลาต่อมา นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือดีดี การบินไทย เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีกระแสข่าวว่ามีลูกเรือของสายการบินไทยขนสิ่งผิดกฎหมาย ขณะที่ทำการบินจากประเทศไทยไปยังประเทศออส เตรเลีย เที่ยวบิน TG 465 หลังสุนัขดมกลิ่นตรวจพบสิ่งผิดปกติในสัมภาระ ในเรื่องดังกล่าวยอมรับว่าลูกเรือดังกล่าวกระทำความผิดจริง ซึ่งขั้นตอนจะให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย บริษัทจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจออสเตรเลียและบริษัทพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ ส่วนกระบวนการของบริษัทการบินไทยนั้น จากเหตุที่เกิดขึ้นได้สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที ขณะเดียวกันได้มีการตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง และสอบทางวินัยทันที เพื่อให้ได้ข้อสรุปใน 7 วัน หรืออาจจะเร็วกว่านั้น หากกระบวนการสรุปออกว่าเป็นความจริง ก็จะดำเนินการลงโทษสูงสุดด้วยการเลิกจ้าง ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ทำให้การบินไทยได้รับความเสียหาย และเสียชื่อเสียงเป็นอย่างมาก“ยอมรับว่าเรื่องนี้สร้างความเสื่อมเสียชื่อเสียงอย่างมากให้กับการบินไทย ซึ่งต่อไปจะยิ่งทำให้ลูกเรือหรือคนไทยที่จะเดินทางเข้าออสเตรเลีย อาจจะเข้ายาก หรือมีขั้นตอนยุ่งยากขึ้นแน่ แต่ลึกๆเชื่อว่าแต่ละประเทศคงไม่ตัดสินจากเหตุการณ์นี้เหตุการณ์เดียว ต้องแยกเป็นบุคคลไป” นายชายกล่าว และระบุอีกว่า นอกจากนั้นขอย้ำว่าการบินไทยมีระบบและกฎระเบียบที่เข้มงวดเคร่งครัดอยู่แล้ว แต่เมื่อมีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ตนได้ยิ่งกำชับไปตามสายงานให้เข้มงวด กวดขันมากขึ้น บางอย่างอาจจะควบคุมยาก เพราะการบินไทยมีลูกเรือกว่า 4,000 คน นักบินอีกกว่า 1,000 คน ก่อนออกทำการบินการบินไทยมีการบรีฟข้อบังคับ ข้อห้าม สิ่งผิดกฎหมายทุกอย่างอยู่แล้ว ทุกคนรู้อยู่ว่าสิ่งใดทำได้ หรือไม่ได้ หรือผิดกฎหมาย ดังนั้นทุกคนต้องรับผิดชอบตัวเอง”ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่ากระเป๋าดังกล่าวหลุดรอดไปจากไทยได้อย่างไรนั้น นายกิตติพงศ์ กิตติขจร ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ข้อมูลเบื้องต้นลูกเรือคนดังกล่าวเดินทางออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ โดยปฏิบัติหน้าที่บนเที่ยวบิน TG465 ที่ออกจากท่าอากาศ ยานสุวรรณภูมิเมื่อวันที่ 24 มิ.ย.2569ทั้งนี้ นายกิตติพงศ์กล่าวยืนยันว่า ทอท.มีมาตรการที่เข้มงวดในการตรวจค้นผู้โดยสารที่จะเดินทางผ่านเข้า-ออก สนามบินสุวรรณภูมิ ตามมาตรฐานขององค์กรการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือไอเคโอ และสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย หรือ กพท. ตามมาตรฐานความปลอดภัยโลก โดยขาออกเมื่อเราไปเช็กอิน เครื่องเอกซเรย์จะตรวจสิ่งแปลกปลอมที่เป็นวัตถุ เหล็กหรือโลหะ รวมถึงของเหลวที่อาจจะทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยกับเที่ยวบินนั้น ดังนั้น การตรวจเอกซเรย์อาจจะไม่สามารถแยกสารสิ่งเสพติดที่เป็นเฮโรอีนได้ เพราะการแพ็กไม่ได้เป็นกลุ่มก้อน แต่อย่างไรก็ตาม หากมีการประสานงานมาจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ป.ป.ส. จะมีการตรวจค้นพิเศษผอ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิระบุอีกว่า จากการตรวจสอบสถานะกระเป๋าสัมภาระย้อนหลังของลูกเรือคนดังกล่าว ในรายงานระบุว่ากระเป๋าดังกล่าวไปผ่านขั้นตอนการตรวจเอกซเรย์ความปลอดภัยตามมาตรฐานครบถ้วน โดยเครื่องตรวจสัมภาระแสดงว่าสถานะปกติ ซึ่งในเที่ยวบินขาออกนอกประเทศนั้น แต่ละสนามบินจะเน้นการตรวจสอบเรื่องของความปลอดภัย คือเน้นตรวจจับวัตถุระเบิด เพื่อป้องกันไม่ให้มีการซุกซ่อนขึ้นไปบนเครื่องบิน ซึ่งอาจเกิดเหตุในระหว่างที่เครื่องบินทำการบิน“กรณีกระเป๋าของลูกเรือคนดังกล่าวเครื่องเอกซเรย์แจ้งว่ามีสถานะเคลียร์ ไม่พบวัตถุระเบิดกระเป๋าจึงผ่านขั้นตอนขาออกได้ กรณีของการตรวจสอบยาเสพติดนั้น ที่ผ่านมาสนามบินทั่วโลกจะเน้นการตรวจเฉพาะในเที่ยวบินขาเข้าประเทศ โดยจะใช้รูปแบบการตรวจโดยสุนัขดมกลิ่น เนื่องจากเครื่องเอกซเรย์ไม่สามารถตรวจยาเสพติดได้” นายกิตติพงศ์กล่าวและว่า ขาเข้าของทุกสนามบินจะมีมาตรฐานการตรวจที่ไม่เหมือนขาออก เพราะแต่ละประเทศอาจมีข้อกำหนดทั้งในเรื่องการห้ามขนอาหาร พืช หรือสัตว์ จะมีการตรวจที่แตกต่างกันไป ขณะเดียวกันประเทศไทย โดยสนามบินสุวรรณภูมิ การตรวจค้นจะยังเข้มงวดเช่นเดิมตามมาตรฐาน ไอเคโอเช่นกัน ทั้งการเอกซเรย์ และการใช้สุนัขดมกลิ่น รวมถึงการแจ้งมาจากต้นทางถึงข้อสงสัยว่าผู้โดยสารคนนี้มีความผิดปกติอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่