“อภิสิทธิ์” ย้ำผลหารือประธานศาล รธน. แจงชัด “สภาไม่อาจให้ ปชช.เลือกผู้ร่างได้โดยตรง” คำว่า “ผู้ร่าง” หมายถึงบุคคลที่ทำหน้าที่ยกร่าง รธน. ไม่ได้ห้ามกระบวนการให้ ปชช.เข้าคูหาแสดงความเห็น ปชป.เดินหน้าชงหยั่งเสียงแบบอิเล็กทรอนิกส์ช่วยเซฟงบฯ พท.เด้งรับหารือผู้บริหารพรรค 23 มิ.ย. ปรับแนวทางใหม่ชงร่างแก้ รธน.เข้าสภาฯ “นิกร” ยึดกรอบ รธน.ปี 60 กับคำวินิจฉัยที่ 18/2568 ชงหารือทีมกฎหมายพรรค ภท. แย้งเสียงแข็งแค่การหารือ ไม่ใช่คำวินิจฉัย ไม่มีผลผูกพันองค์กรใด ยันรัฐสภาไม่อาจส่งมอบอำนาจให้องค์กรอื่นใช้อำนาจแทนตัวเอง โค้งสุดท้ายหาเสียงชิงผู้ว่าฯ กทม. “เท้ง-ธนาธร” ดันสุดแรงปลุกคนกรุงกา “ดร.โจ” ร่วมเปลี่ยนแปลง-ลุยล้างส่วย กทม. “สวนดุสิตโพล” เผยคน กทม.ไม่เปลี่ยนใจอุ้ม “ชัชชาติ” ไปต่อสมัยที่ 2หลังจากคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภาและคณะ กมธ.การกิจการศาล องค์กรอิสระฯ สภาผู้แทนราษฎร และตัวแทนพรรคการเมืองฝ่ายค้าน เข้าหารือกับประธานศาลรัฐธรรมนูญและคณะเคลียร์ความชัดเจนการให้ประชาชนเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) โดยตรง ไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ล่าสุดนายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ คณะทำงานด้านรัฐธรรมนูญ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ระบุการหารือดังกล่าวไม่ใช่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีผูกพันกับคำวินิจฉัยและไม่ผูกพันองค์กรใด“อภิสิทธิ์” ย้ำข้อหารือแก้ ม.256 ได้เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 20 มิ.ย.ที่สะพานสาทร กรุงเทพฯ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงความคืบหน้าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ก่อนหน้านี้มีความกังวลจากทั้ง สส.พรรคการเมืองและ สว.ที่ต้องการเสนอแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 โดยกังวลว่าอาจจะถูกตีความว่าขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 19 มิ.ย.ประธานศาลรัฐธรรมนูญและคณะได้พบเรา กลุ่มตัวแทนของ สว.และ สส.เพื่อสอบถามถึงความชัดเจน ท่านประธานศาลได้อธิบายอย่างชัดเจนว่า คำที่ระบุว่า “สภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างได้โดยตรง” หมายถึง “ตัวผู้ร่าง” หรือความหมายคือตัวบุคคลที่จะเข้าไปทำหน้าที่ยกร่าง หรือเขียนรัฐธรรมนูญ ในส่วนของกระบวนการที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม ท่านยืนยันว่าไม่ได้ห้ามหรือปิดกั้นสิทธิในการออกแบบกระบวนการให้ประชาชนเข้าคูหาแสดงความเห็น ทั้งนี้ ในส่วนของพรรค ปชป.ได้เสนอให้หยั่งเสียงแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพราะเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมได้ทั่วถึง ไม่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายและไม่ใช้ทรัพยากรมากเกินความจำเป็น สัปดาห์หน้ายังมีกฎหมายอีกหลายร่างที่เสนอต่อสภาฯได้ถ้าทุกฝ่ายร่วมมือชงทันก่อนปิดประชุมผู้สื่อข่าวถามว่า กรณี สส.ถอนชื่อออกจากบางร่างออกไป นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เดิมมีปัญหาอยู่บ้าง เพราะเมื่อมีการถอนชื่อจากบางร่าง ทำให้ สส.หลายคนกังวลยังไม่อยากร่วมลงชื่อ เพราะไม่แน่ใจว่าจะมีปัญหาขัดต่อกฎหมายหรือไม่ แต่ขณะนี้ยืนยันได้ว่าการหารือระหว่างคณะ กมธ.ทั้งของ สส.และ สว.กับประธานศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำอธิบายอย่างชัดเจนแล้วว่าพวกเราไม่มีใครฝ่าฝืนคำวินิจฉัยของศาลอยู่แล้ว ฉะนั้นหากทุกพรรคร่วมมือกัน จะทำให้ทุกร่างเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯได้ก่อนปิดสมัยประชุมนี้ ร่างของพรรค ปชป.เสร็จสมบูรณ์แล้ว ในภาคปฏิบัติร่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ที่ผ่านมาอยู่ระหว่างรวบรวมรายชื่อเพื่อน สส. เดิมเกือบครบถ้วนแล้ว แต่เมื่อเกิดประเด็นขึ้น ทำให้กระบวนการชะงักไป คาดว่าจะเสนอเข้าสภาฯภายในสัปดาห์หน้าพท.หารือ 23 มิ.ย.ปรับแนวทางใหม่นายกฤช เอื้อวงศ์ กรรมการบริหารพรรค ฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา และฝ่ายค้านเข้าพบประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้ข้อสรุปว่า การเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือ ส.ส.ร.จากประชาชนโดยตรงสามารถทำได้ 100% พรรค พท.จะปรับแก้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยใช้โมเดลเลือกตั้ง ส.ส.ร.100% หรือไม่ว่า ต้องคุยกันอีกครั้ง ผู้บริหารพรรคนัดกันหารือวันที่ 23 มิ.ย.ในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคตามเจตนาแรกถ้าเป็นไปได้ อยากจะให้ยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด ให้ ส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้งโดยตรง แต่เมื่อเราไปดูคำวินิจฉัยเดิมของศาลรัฐธรรมนูญ และตีความว่าการตั้ง ส.ส.ร.โดยตรงไม่สามารถทำได้ แล้วไปออกแบบให้มีการเลือกตั้งทางอ้อม แต่ทำให้บางพรรคถอนชื่อออก ทำให้เกิดความกังวล เรามาคุยกันและปรับรูปแบบ แต่พอ กมธ.พัฒนาการเมืองฯได้เข้าไปพบกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และได้ข้อสรุปออกมาว่าการเลือกตั้ง ส.ส.ร.จากประชาชนสามารถทำได้ ผู้บริหารพรรคจะต้องเอาทั้งหมดมาคุยกันอีกครั้งว่าตกลงเราจะปรับเปลี่ยนในสัดส่วนเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญของเราอย่างไรมั่นใจยื่นทันวันพิจารณาแก้ รธน.เมื่อถามว่าแนวทางจะปรับให้มี ส.ส.ร.จากประชาชนเต็มรูปแบบเลยหรือไม่ นายกฤชกล่าวว่า เราก็เดินหน้าแต่ด้วยเสียงของพรรคเพื่อไทยยื่นโดยลำพังไม่ได้ ต้องไปขอเสียงจากพรรคอื่น เพราะเรามีเพียง 74 เสียง ขาดอีก 26 เสียง แต่เรื่องจำนวนของเสียงตนมองว่าไม่ใช่ประเด็น อยู่ที่หลักการสำคัญของตัวร่างมากกว่า ว่าจะไปในแนวทางใด จะปรับแก้อย่างไรนั้นอยู่ที่มติของกรรมการบริหารพรรค และมองว่าหากได้ข้อยุติเร็ว จะสามารถบรรจุร่างแก้ไขเข้าไปทันตามที่วิป 3 ฝ่ายประเมินว่าจะประชุมร่วมรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณารับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่ 1 ในวันที่ 7 และ 8 ก.ค. เพราะการปรับเปลี่ยนร่างไม่ได้ใช้เวลามากภท.เสียงแข็งการหารือไม่มีผลผูกพันขณะที่นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะคณะทำงานด้านรัฐธรรมนูญ พรรค ภท. กล่าวถึงผลการหารือของ 2 กรรมาธิการสามัญ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภากับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อ 19 มิ.ย.ที่มีข้อสรุปให้มีคูหาให้ประชาชนเลือก ส.ส.ร.ได้ว่า การหารือดังกล่าวเป็นเพียงแนวทางดำเนินการ ไม่ใช่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่มีผลผูกพันทุกองค์กร มองว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องเป็นไปตามกรอบรัฐธรรมนูญปี 2560 และบรรทัดฐานที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยที่ 18/2568 ระบุว่ารัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรงรัฐสภาไม่อาจส่งมอบอำนาจองค์กรอื่น“เนื่องจากรัฐสภามีอำนาจเพียงแก้ไขเพิ่มเติมตามกระบวนการและขอบเขตที่รัฐธรรมนูญ ปี 2560 กำหนดเท่านั้น หากรัฐสภากำหนดให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง เท่ากับไปสร้างองค์กรอื่นให้ใช้อำนาจสถาปนาแทนตน รัฐสภาไม่อาจส่งมอบอำนาจลักษณะดังกล่าวได้ จะนำประเด็นนี้หารือคณะกรรมการกฎหมายพรรค ภท.ในวันที่ 23 มิ.ย. การหารือระหว่าง 2 กมธ.กับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่มีผลผูกพันกับคำวินิจฉัยและไม่ผูกพันองค์กรใด เช่นเดียวกับเมื่อไม่นานนี้ มีการหารือกันแล้วสรุปว่าสามารถทำประชามติเหลือเพียงแค่สองครั้ง แต่คำวินิจฉัยสุดท้ายก็ออกมาว่าต้องทำประชามติสามครั้งอยู่ดี” นายนิกรกล่าว“ธนกร” แซะ ปชน.อภิปรายอย่าแค่ตีกินนายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ภท. กล่าวถึงกรณี น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) เตรียมผู้อภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบฯปี 70 และ พ.ร.บ.โอนงบฯ ปี 69 ไว้ 30 คนว่า หากอภิปรายด้วยหลักเหตุผล ถือว่าดีมีคนช่วยตรวจสอบการใช้งบฯให้คุ้มค่ามากที่สุด ถ้าหาข้อผิดพลาดไม่ได้ควรสนับสนุน ไม่อยากให้ตีกินกว้างๆว่าสุ่มเสี่ยงต่อการทุจริตคอร์รัปชันไม่ใช่พูดลอยๆ สาดโคลนใส่รัฐบาลเอามันแล้วเงียบหายไป ถ้ามีหลักฐานชัดเจนควรเปิดเผยให้ชัดเจน หรือใช้ช่องทางกฎหมายดำเนินการได้ ที่ระบุมีปัญหางบฯหนักมาก ฝีแตก รายจ่ายประจำพุ่ง งบลงทุนต่ำลง พูดแบบไม่รับผิดชอบง่าย รู้อยู่แก่ใจดีว่าไม่ได้มาเกิดขึ้นในรัฐบาลนี้ ควรให้ความเป็นธรรมกับรัฐบาลด้วย ไม่ใช่หวังแต่จะหาเสียงพูดความจริงเพียงครึ่งเดียวกมธ.ตร.เรียก “ภาวุธ” แจงคดีฟอเร็กซ์นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี พรรค ภท.ประธาน กมธ.ตำรวจ สภาฯกล่าวถึงกรณีกรมดีเอสไอเตรียมออกหมายเรียกนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. หลังพบหลักฐานเส้นทางการโอนเงิน 28 ล้านบาทเข้าข่ายเชื่อมโยงเครือข่าย Forex ว่า เตรียมนำเรื่องหารือในที่ประชุม กมธ.ตำรวจ เพื่อพิจารณาเชิญนายภาวุธมาชี้แจงข้อเท็จจริง เปิดโอกาสให้นายภาวุธใช้กลไก กมธ.ชี้แจงรายละเอียดพิสูจน์ความบริสุทธิ์ต่อสาธารณชนอย่างโปร่งใส เนื่องจากก่อนหน้านี้ดีเอสไอแถลงความเชื่อมโยงนายภาวุธกับกลุ่มบุคคลที่มีพฤติการณ์ซื้อขายเงินตราต่างประเทศ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จนนำไปสู่การพบหลักฐานโอนเงิน 28 ล้านบาท ส่วนจะเชิญนายภาวุธมาชี้แจงวันเวลาใด หรือเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ มาให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วยหรือไม่ จะนำเรื่องนี้เข้าหารือใน กมธ.ตำรวจ กำหนดความชัดเจนทั้งหมดอีกครั้งสัปดาห์หน้า“ศุภจี” บอกลุยงานอยู่ไม่ได้หายหน้านางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯและ รมว.พาณิชย์ กล่าวหลังเป็นประธานเปิดโครงการคนข่าวขายของ “ตลาดนัดนักข่าว ครั้งที่ 8” โดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ที่ลานรอยัล พาร์ค พลาซ่าชั้น1 ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค กรุงเทพฯ ว่า รัฐบาลกำลังเร่งมาตรการรักษาความสามารถการแข่งขันทางการค้าของประเทศท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก ข่าวดีเดือน เม.ย.สินค้าเกษตรกลับมาเติบโตเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ทุเรียนส่งออกขยายตัวถึง 109.5% ทั้งคนไทยและต่างชาติหันมาสนใจซื้อทุเรียนลูกเล็กที่เคยส่งออกไม่ได้กันมากขึ้น โดยเฉพาะญี่ปุ่นสนใจทุเรียนลูกเล็กมาก ส่วนข้าวไทยราคาปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากระดับประมาณ 334 เหรียญสหรัฐฯต่อตันช่วงปลายปีที่ผ่านมาเป็นกว่า 480 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน สูงที่สุดเมื่อเทียบกับคู่แข่งสำคัญ กระทรวงพาณิชย์จำเป็นต้องเร่งทำงานทั้งดูแลค่าครองชีพและเร่งเจรจาการค้า ตนไม่ได้หายไปไหน ล่าสุดนำความตกลงทางการค้า 5 ฉบับเสนอต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภาให้ความเห็นชอบ จะช่วยเพิ่มการผลิตและการส่งออกของไทยได้มากขึ้นในอนาคตรบ.ไม่มีแนวทางแทรกแซงสื่อน.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกฯ เปิดเผยกรณีมีรายงานข่าวประเด็นเสรีภาพสื่ออ้างว่ารัฐบาลมอนิเตอร์ จับตาหรือเฝ้าระวังสื่อมวลชนบางสำนักเป็นพิเศษว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่ถูกต้อง รัฐบาลไม่มีนโยบายปิดกั้นสื่อ ไม่มีคำสั่งแทรกแซง ไม่มีการดำเนินการใดๆที่กดดันการทำหน้าที่สื่อมวลชน ยืนยันหลักการชัดเจนว่าเสรีภาพของสื่อมวลชนเป็นกลไกสำคัญในระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลเคารพการทำหน้าที่ของสื่อทุกแขนง โดยเฉพาะการรายงานที่อยู่บนฐานข้อเท็จจริง ตรวจสอบได้และคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม หากรัฐบาลมีนโยบายปิดกั้นสื่อจริง ภาพการตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์เช่นนี้ย่อมไม่ปรากฏอยู่ในพื้นที่สาธารณะอย่างที่เป็นอยู่ กรณีรายการเจาะลึกทั่วไทย ประกาศยุติออกอากาศกับ อสมทไม่เกี่ยวข้องกับการสั่งการหรือการแทรกแซงจากรัฐบาล ไม่ได้หมายความว่าสื่อหรือผู้ดำเนินรายการจะไม่สามารถตรวจสอบวิพากษ์วิจารณ์ หรือนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับรัฐบาลได้อีก สื่อทุกแขนงยังทำหน้าที่ได้ตามปกติ ภายใต้ข้อเท็จจริงและความรับผิดชอบต่อสังคม การทำงานภาครัฐจำเป็นต้องติดตามข่าวหรือมอนิเตอร์ข่าว เป็นภารกิจปกติทุกหน่วยงาน เพื่อให้รัฐบาลรับรู้เสียงสะท้อนปัญหาซัด พ.ร.บ.โอนงบฯย้อนแย้งวิกฤติ ศก.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรค ปชป.กล่าวถึงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.โอนงบฯปี 69 ว่า พรรคฝ่ายค้านยังไม่ได้รับทราบรายละเอียดร่างกฎหมายนี้ ทราบเพียงว่าจะเข้า ครม.วันที่ 23 มิ.ย.ก่อนเข้าสู่สภาวันที่ 25 มิ.ย. เราเข้าใจถึงความจำเป็นเร่งด่วน แต่คำถามเบื้องต้นคือเหตุใดรัฐบาลจึงดำเนินการล่าช้า และทำไมจึงโอนงบฯในวงเงินที่น้อย ทั้งที่ก่อนหน้านี้เมื่อเกิดวิกฤติ รัฐบาลเคยอ้างความจำเป็นในการกู้เงินเพิ่มเติมถึง 400,000 ล้านบาท เพื่อบริหารจัดการงบประมาณและโครงการต่างๆ แต่การดำเนินการครั้งนี้กลับเป็นไปในลักษณะเสมือนเป็นเรื่องปกติ ทั้งที่ยังมีข่าวปัญหาของหลายโครงการของรัฐปรากฏออกมาอย่างต่อเนื่องกู้ 4 แสนล้านผลักภาระหนี้เต็มเพดานนายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า เดิมฝ่ายค้านเคยประเมินหากรัฐบาลโอนงบฯได้ราว 100,000 ล้านบาท อาจไม่จำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มเติม แต่ล่าสุดได้รับข้อมูลว่าจะโอนงบฯเพียง 10,000 ล้านบาทเท่านั้น เราติดตามภาพรวมของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง จำเป็นต้องพิจารณารายละเอียด เบื้องต้นจะมี สส.หลายพรรคร่วมอภิปราย โดยเฉพาะสถานะหนี้สาธารณะ ขณะนี้รัฐบาลกำลังผลักภาระหนี้สาธารณะเข้าใกล้กรอบเพดานหนี้ที่กำหนดไว้มากขึ้น การขาดดุลงบฯ จำเป็นต้องใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ให้คุ้มค่าสูงสุด“เท้ง” นำทีม ส.ก.แห่รอบ กทม.ชั้นในช่วงเช้าวันเดียวกันนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน.พร้อม สส.กทม.และผู้สมัคร ส.ก.พรรค ปชน.ร่วมกิจกรรมคาราวาน กทม.ชั้นใน เชิญชวนประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.และ ส.ก.ในวันที่ 28 มิ.ย. เส้นทางคาราวานเริ่มต้นปราศรัยที่ตลาดวัดแขก (ซอยสีลม 20) เขตบางรัก ก่อนเคลื่อนขบวนผ่านพื้นที่เขตปทุมวัน ราชเทวีและพญาไท มุ่งหน้าไปปราศรัยจุดที่สองที่ตลาดราชวัตร เขตดุสิต จากนั้นคาราวานได้เดินทางต่อไปยังเขตพระนคร ปราศรัยที่ตลาดตรอกหม้อ ต่อไปยังเขตป้อมปราบศัตรูพ่ายและเขตสัมพันธวงศ์ ปิดท้ายการปราศรัยที่ย่านเยาวราช เขตสัมพันธวงศ์ บรรยากาศคึกคัก มีประชาชนสนใจรับฟังและให้กำลังใจตลอดเส้นทาง นายณัฐพงษ์กล่าวว่า โค้งสุดท้ายเหลืออีกเพียง 8 วันก่อนถึงวันเลือกตั้ง ขอเชิญชวนชาวกรุงเทพฯออกมาใช้สิทธิให้มากๆย้ำ 3 คุณสมบัติพ่อเมืองต่อมาเวลา 13.30 น. ที่พรรค ปชน.จัดงานกิจกรรม “เมืองแคร์คน Policy Fest” มีแกนนำพรรคเข้าร่วมคึกคัก นายณัฐพงษ์กล่าวในหัวข้อ “ประเทศไทยที่เราอยากเห็น กรุงเทพฯที่เราอยากให้เป็น” ว่า การเปลี่ยน กทม.ให้เป็นเมืองที่แคร์คนมากกว่านี้ ลำพังแค่อำนาจผู้ว่าฯอาจทำได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย แม้มีอำนาจเต็มมือ จัดทำข้อบัญญัติงบฯรายจ่ายปีละแสนล้านบาท แต่สุดท้ายจะผ่านงบฯต้องให้ ส.ก.50 เขตผ่านความเห็นชอบ ถ้าเรายังเปลี่ยนการเมืองในสนามสภาฯ กทม.ไม่ได้ หรือไม่ดีพอ หรือต่อรองกับผู้ว่าฯ กทม.ว่าจะผ่านงบฯได้ แต่ต้องมีผลประโยชน์ทับซ้อน เราจะเปลี่ยนงบฯ กทม.ให้โปร่งใสจริงได้อย่างไร งบฯลู่วิ่งหรือเครื่องออกกำลังกายที่มองไม่เห็น จะโปร่งใสได้ใช่หรือไม่ จำเป็นอย่างยิ่งต้องมีพลังจากสภาฯ กทม.สร้างความเปลี่ยนแปลง พ่อเมืองที่เป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงต้องมีคุณสมบัติ 3 ข้อ 1.มีเจตจำนงทางการเมืองชัดเจน อาสามาทำงานการเมือง รับใช้ประชาชน ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน 2.มีทีมบริหารมืออาชีพ พร้อมมาทำงานตั้งแต่วันแรกหลังได้รับตำแหน่ง 3.มี ส.ก.ในมือเพื่อผลักดันวาระก้าวหน้าผ่านสนามการเมืองท้องถิ่น แถมโบนัส มีเพื่อน สส.อีก 119 คนที่พร้อมผลักดันกฎหมายระดับประเทศเพื่อทำให้กรุงเทพฯเป็นเมืองที่แคร์ทุกคนมากกว่านี้ลั่นถึงโอกาสล้างส่วยยุค “ชัชชาติ”นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ที่ผ่านมาลงพื้นที่ช่วยผู้สมัคร ส.ก.หาเสียงมากกว่า 20 เขต พ่อค้าแม่ค้าบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่าค้าขายลำบาก เจอวิกฤติพลังงาน เศรษฐกิจฝืดเคืองและรีดรับส่วย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ยอมรับว่าส่วยเทศกิจมีอยู่จริงเราจะปล่อยให้ระบบเหล่านี้กดขี่คนตัวเล็กตัวน้อยต่อไปใช่หรือไม่ หากอยากจะสร้างความเปลี่ยนแปลง ทำให้ระบบราชการ กทม.โปร่งใสมากยิ่งขึ้น ถ้าอยากได้การเปลี่ยนแปลงระดับเขต การเมืองที่โปร่งใส ระบบราชการที่มีประสิทธิภาพ ต้องให้ตัวแทนประชาชนเข้าไปจัดการ เราต้องยอมรับว่าการไต่เต้าในระบบราชการมีอยู่ทุกที่ ต้องมีค่าตำแหน่งค่าเก้าอี้มาจากส่วยที่รีดไถประชาชน เป็นเรื่องปกติที่ไม่ต้องโจมตีใครเป็นเรื่องผิดที่มันเป็นเรื่องปกติในสังคมไทย หากอยากเปลี่ยนนี่คือโอกาสชูเครื่องจักรฉีดน้ำแรงดันสูงลอกท่อต่อมานายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า กล่าวในหัวข้อ “การเมืองท้องถิ่นใกล้ตัวกว่าที่คิด ติดขัดกว่าที่เห็น” ถึงการจัดการแก้ปัญหาน้ำท่วม กทม. ว่า ใน 1 ปีสำนักระบายนํ้า กทม.มีงบฯกว่า 8,000 ล้านบาท เป็นงบลอกท่อประมาณ 120 ล้านบาท ทำได้ประมาณ 3,811 กม.หรือคิดเป็น 58% ของความยาวท่อทั้งหมด แต่ยังใช้แรงงานคนลอกท่อระบายน้ำใช้ค้อนทุบเปิดฝาท่อ ใช้อุปกรณ์กระสวยแบบเก่าที่ใช้แรงคนดึงชักเย่อทำความสะอาดท่อ หลังจากได้ทดลองทำโปรเจกต์ร่วมกับบริษัทเอกชน ทดลองเครื่องจักรฉีดน้ำแรงดันสูงทำความสะอาดท่อระบายนํ้าทำได้รวดเร็วกว่า สะอาดกว่า ประหยัดงบฯกว่า ต้องมีข้อมูลควรทำที่ใดบ้าง เสนอให้ใช้ AI Smart City แบบในต่างประเทศ ใช้เซ็นเซอร์วัดระดับน้ำกับสิ่งอุดตันห่างกันเท่าไหร่ ประมวลผลส่งข้อมูลไปที่ศูนย์บัญชาการ หาก กทม.ติดตั้งอุปกรณ์นี้ราว 5 พันตัว จะมีข้อมูลว่าตรงไหนต้องลอกท่อ 28 มิ.ย.เปิดประตูให้พรรค ปชน.เข้าไปทำงาน เราต้องการความท้าทายที่ใหญ่กว่าเดิม เพื่อแสดงให้ทุกคนเห็นว่าประเทศไทยที่ดีกว่านี้เป็นไปได้“ดร.โจ” เพิ่มงบแลนด์มาร์ก 500 ล้านช่วงบ่าย นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรค ปชน. ลงพื้นที่แฟชั่นไอส์แลนด์ ร่วมกับ น.ส.นันท์นภัส สุขสิริฐานันท์ ผู้สมัคร ส.ก. เขตคันนายาว แล้วไปหาเสียงที่ซีคอนสแควร์ ร่วมกับนายมาโนช วงศ์เกตุใจ ผู้สมัคร ส.ก.เขตสวนหลวง พบปะพูดคุยกับประชาชน นายชัยวัฒน์ กล่าวระหว่างหาเสียงตอนหนึ่ง ว่า พรรค ปชน.เสนอนโยบายเพิ่มงบพัฒนาย่านท่องเที่ยวและแลนด์มาร์กใหม่ 500 ล้านบาทต่อปีหรือเพิ่มขึ้น 10 เท่า เปิดโอกาสให้ชุมชนและภาคเอกชนร่วมเสนอแนวคิดพัฒนาพื้นที่ตามศักยภาพของตนเอง ไม่ว่าย่านวัฒนธรรม ย่านอาหาร ย่านสร้างสรรค์หรือย่านบริการเฉพาะทาง เพื่อสร้างจุดหมายใหม่ กระจายคน กระจายรายได้ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจไปสู่ทุกเขตของกรุงเทพฯ ตนพร้อมผู้สมัคร ส.ก.ของพรรค ปชน.ทุกคน พร้อมทำงานสร้างกรุงเทพฯที่แคร์คน เป็นเมืองที่เติบโตทั่วถึง โปร่งใส เป็นธรรม เพื่อให้คนตัวเล็กในเมืองที่โตนี้มีที่ยืน ลืมตาอ้าปากได้ มีโอกาสในเมืองนี้อย่างเท่าเทียมเปิดแผน 100 วันแรกผุดเมืองแคร์คนต่อมาช่วงเย็นนายชัยวัฒน์กลับเข้าพรรคแถลงวิสัยทัศน์และโรดแม็ปการทำงาน “100 วันแรก สร้างเมืองที่แคร์คน” นำเสนอภารกิจเร่งด่วน ตั้งแต่วันแรกไปจนถึงเป้าหมายภายใน 1 ปีว่า โรดแม็ปแบ่งออกเป็น 4 เป้าหมายหลัก ได้แก่ เลี้ยงครอบครัวง่าย ใช้ชีวิตง่าย ค้าขายง่ายและเดินทางง่าย ภารกิจเร่งด่วนตั้งแต่วันแรก ทำหนังสือถึง สปสช.ขอเพิ่มโควตาดูแลผู้ถือสิทธิบัตรทองของ กทม.จาก 800,000 คนเป็น 1 ล้านคน ภายในสัปดาห์แรก จะเพิ่มบริการรถรับส่งผู้ป่วยเข้ารับการรักษาเป็น 180,000 เที่ยวต่อปี เปิดเผยระบบ BKK Red Flag AI ให้ประชาชน นักวิชาการและสื่อ ร่วมตรวจสอบความเสี่ยงด้านการทุจริตและการใช้งบฯ กทม. ภายในเดือนแรกจะเร่งแก้ปัญหาผลกระทบจากโรงกำจัดขยะอ่อนนุช ยกเลิกสัญญาเดิม เจรจาชดเชยภาคเอกชน6 เดือนกระตุ้น ศก.–ลอกท่อครบ 100%นายชัยวัฒน์กล่าวว่า ระยะ 6 เดือนจะเดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านหวยใบเสร็จ SMEs กรุงเทพฯ เป็นต้น เป้าหมายภายใน 1 ปี จะลอกท่อระบายน้ำครบ 100% พร้อมเปิดเผยแผนลอกท่อประจำปีต่อสาธารณะ เพิ่มงบพัฒนาย่านเป็น 500 ล้านบาทต่อปี ปรับปรุงศูนย์เด็กเล็กทั่ว กทม.ให้มีคุณภาพมากขึ้น เปิดดูแลเด็กถึงเวลา 18.00 น. เพิ่มผู้ดูแลผู้ป่วยติดเตียงถึง 2,500 ตำแหน่ง พร้อมบริการดูแลถึงบ้านฟรี 16 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ขยายพื้นที่ค้าขายที่เป็นธรรมและปราศจากการเรียกรับผลประโยชน์ รวมถึงเพิ่มเส้นทางรถเมล์และฟื้นฟูระบบเรือโดยสารในคลองสำคัญของ กทม.ปชป.เร่งเครื่องลงพื้นที่ 3 เขตรวดเมื่อเวลา 07.30 น. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.พรรค ปชป. เบอร์ 5 พร้อมนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคและคณะผู้บริหารพรรค ลงพื้นที่ช่วยนายมนตรี เปรมบุญ ผู้สมัคร ส.ก.เขตสาทร เบอร์ 1 พบปะกลุ่มคนรักษ์สุขภาพที่สวน สุขภาพแต้จิ๋ว ต่อด้วยเดินตลาดเช้ากิตติหรือตลาดเซนต์หลุยส์ จากนั้นไปที่ตลาดรุ่งเจริญ เขตยานนาวา หาเสียงให้นายสมเกียรติ ปัญญะธารา ผู้สมัคร ส.ก.เขต ยานนาวา เบอร์ 3 พรรค ปชป.แล้วไปที่ตลาดบางแค ล่องเรือผ่านชุมชนริมคลองราชมนตรีกับนายกวิน ชาตะวนิช ผู้สมัคร ส.ก.เขตบางแค พรรค ปชป.เบอร์3“เจมส์” ลั่นยกเครื่องเก็บขยะทั้งระบบนายอนุชาเปิดเผยถึงภาพรวมการลงพื้นที่ทั้ง 3 เขตว่า เสียงตอบรับดีมาก หลายคนดีใจที่ได้พบปะพูดคุยกับผู้สมัครโดยตรง สะท้อนว่านโยบายทั้ง 5 ด้านที่พรรคนำเสนอตรงใจ อยากให้เร่งนำไปขับเคลื่อนจริงหากได้รับความไว้วางใจให้เข้าไปทำหน้าที่ในศาลาว่าการ กทม. และสภา กทม. ปัญหาเร่งด่วนในเขตสาทร 2 เรื่องหลักที่ต้องแก้ไขเร่งด่วน คือ การบริหารจัดการขยะ ประชาชนสะท้อนว่าแม้พยายามคัดแยกขยะจากครัวเรือนแล้ว แต่สุดท้ายรถเก็บขยะของ กทม. ยังนำขยะมารวมในรถคันเดียว ต้องยกเครื่องใหม่ทั้งระบบตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง อีกเรื่องปัญหาน้ำท่วมขัง ต้องเร่งแก้ไขให้ตรงจุด ส่วนผลโพลที่ยังเป็นรอง จะอยู่อันดับเท่าไหร่ ตนคือที่หนึ่งในใจพี่น้องประชาชนที่มาให้กำลังใจขณะลงพื้นที่เขตต่างๆ ช่วงโค้งสุดท้ายพรรคเน้นใช้การทำงานเป็นทีมทั้งองคาพยพ มีผู้บริหารพรรคทุกระดับชั้นกระจายกำลังลงพื้นที่ทั้ง 50 เขต แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและสร้างความเชื่อมั่นให้คนกรุงเทพฯ“ชัชชาติ” ทิ้งขาดนำโด่งร้อยละ 61วันเดียวกัน “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวน ดุสิต สำรวจความคิดเห็นของคนกรุงเทพฯ เฉพาะผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 2,562 คน เรื่อง “โค้งสุดท้ายเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. (ครั้งที่ 4)” ระหว่างวันที่ 16-19 มิ.ย. พบว่าคนที่อยากให้เป็นผู้ว่าฯ กทม.คนต่อไป ร้อยละ 61.09 คือนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เพราะมีผลงานให้เห็น พัฒนา กทม.ดีขึ้น ขยัน ตั้งใจทำงาน มีประสบการณ์ ต้องการให้สานงานต่อ ร้อยละ 10.93 นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร เพราะต้องการคนรุ่นใหม่ ซื่อสัตย์ โปร่งใส เข้ามาจัดการปัญหาทุจริต ร้อยละ 9.84 นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง ให้โอกาสผู้หญิงลองบริหาร ร้อยละ 4.64 นายอนุชา บูรพชัยศรี เพราะชื่นชอบพรรค ปชป. ทีมงานมีประสิทธิภาพ ร้อยละ 1.56 ม.ล. กรกสิวัฒน์ เกษมศรี เพราะชอบนโยบาย ชื่นชอบส่วนตัวคะแนนนิยมพุ่งเรื่อยๆ– “ดร.โจ” ตกวูบสำหรับการเลือกตั้ง ส.ก. ร้อยละ 33.96 จะเลือกผู้สมัครอิสระมากที่สุด ร้อยละ 31.81 พรรค ปชน.ร้อยละ 10.62 พรรค พท. ร้อยละ 8.78 พรรค ปชป. ความเป็นไปได้ที่จะเปลี่ยนใจโค้งสุดท้าย ร้อยละ 55.66 ไม่เปลี่ยนใจแน่นอน ร้อยละ 32.47 คงไม่เปลี่ยนใจ และร้อยละ 10.46 ยังไม่แน่ใจ เทียบผลสำรวจทั้ง 4 ครั้งที่ผ่านมา พบว่าคะแนนนิยมนายชัชชาติเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากครั้งที่ 1 ร้อยละ 56.70 ครั้งที่ 2 ร้อยละ 57.68 ครั้งที่ 3 ร้อยละ 60.08 และร้อยละ 61.09 ในครั้งที่ 4 ขณะที่คะแนนนายชัยวัฒน์ลดลงต่อเนื่องจากครั้งที่ 1 ร้อยละ 18.90 ครั้งที่ 2 ร้อยละ 17.90 ครั้งที่ 3 ร้อยละ 13.17 และครั้งที่ 4 ตกลงมาเหลือ ร้อยละ 10.93อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่