2–3 วันที่ผ่านมา จังหวัดภูเก็ตเป็นข่าวใหญ่มาก รวมทั้งหน้า 1 “ไทยรัฐ” ด้วย พาดหัวตัวยักษ์เอาไว้ว่า “ล้าง ภูเก็ต เซ่นมาเฟีย...เด้งผู้ว่าฯ เข้ากรุรองปลัดฯ” ก่อนหน้านี้ 1 วัน ก็มีข่าวว่ามีการโยกย้ายรองผู้ว่าฯ ฉายา “ซีฟู้ด” ถึง 2 ท่าน ซึ่งลือกันว่าท่านใดท่านหนึ่งมีเรื่องขัดแย้งกับท่านผู้ว่าฯที่ถูกส่งไปเข้ากรุอย่างรุนแรง ถึงขนาดคุยว่าท่านรองรายนี้เส้นใหญ่มากสามารถย้ายท่านผู้ว่าฯได้รายละเอียดจะเป็นอย่างไรกรุณาไปหาอ่านกันเอาเองนะครับ...อ่านย้อนไปสักวัน 2 วันก็ได้ เพราะสื่อทุกสำนักลงข่าวเรื่องขัดแย้งในภูเก็ตมาหลายวันแล้วผมเองไม่ชอบความขัดแย้งขออนุญาตไม่เขียนถึง...แต่โดยส่วนตัวผมหลงรักจังหวัดนี้อยู่มาก เคยเขียนเชียร์มาหลายครั้งในอดีต และรู้สึกดีใจที่เชียร์ขึ้น ก็เลยอยากมาเล่าถึงความหลังของผมกับจังหวัดภูเก็ต ว่าทำไมผมถึงรักจังหวัดนี้ และขอฝากภูเก็ตเอาไว้ด้วย เพื่อให้เป็นจังหวัดที่น่ารักสืบต่อไปตราบกาลนานผมไปเยือนจังหวัดภูเก็ตครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ.2510 เกือบๆ 59 ปีที่แล้ว...ช่วงนั้นเป็นข้าราชการน้องใหม่ของสภาพัฒน์ ทางกองต้นสังกัดส่งไปสำรวจภาวะเศรษฐกิจของภาคใต้ฝั่งอันดามัน นั่งรถ บขส.ล่องไปทีละจังหวัด ตั้งแต่ระนอง กระบี่ พังงาวันที่ไปถึงภูเก็ต ช่วงเย็นๆระหว่างรถโดยสารวิ่งข้าม สะพานสารสิน เห็นธงทิวปลิวไสว ยังนึกแปลกใจว่าเขามีงานอะไรกัน... ปรากฏว่าเป็นงานฉลองพิธีเปิดสะพานนั่นเอง 7 กรกฎาคม 2510 ทำให้ผมจำจังหวัดภูเก็ตได้แม่นยำมาจนถึงวันนี้ช่วงนั้นเศรษฐกิจภูเก็ตอยู่ในสภาพซบเซา หลังจากธุรกิจเหมืองแร่ล่มสลาย โลกเลิกใช้ดีบุกมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ใหม่ๆ... ภูเก็ต จังหวัดที่เคยร่ำรวยและรุ่งเรือง จึงเริ่มชะลอตัวลงเมื่อปี 2502 รัฐบาลไทย ซึ่งตั้ง องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยว ขึ้นหมาดๆ พยายามโปรโมตให้ภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวทำให้เศรษฐกิจเริ่มดีขึ้นเป็นลำดับและในปี 2510 ที่ผมไปเยือนครั้งแรกนั้น เพื่อนๆที่ไปเป็นข้าราชการอยู่ที่โน่นพาตระเวนท่องเที่ยวทั้งภาคกลางวันและภาคกลางคืน...สร้างความประทับใจให้แก่ผม จนหลงรัก ภูเก็ตมาตั้งแต่นั้นภูเก็ตเดินหน้าด้วยการปักหมุดหมายว่า จะเป็นเมืองท่องเที่ยวต่อมาเรื่อยๆ...จนถึง พ.ศ.2529 ก็เกิดเหตุการณ์ใหญ่ เมื่อ “ขี้แร่” ในเหมืองร้างต่างๆเกิดกลายเป็นแร่มูลค่าสูงขึ้นมาอย่างไม่คาดฝันนักลงทุนเตรียมลงทุนสร้างโรงงานสกัดแร่แทนทาลัม และเตรียมสร้างท่าเรือน้ำลึกซึ่งทางภาครัฐก็อนุมัติไปเรียบร้อยจนชาวภูเก็ตลุกขึ้นมาประท้วงกลายเป็นการจลาจลครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งถึงขึ้นเผาโรงงานแทนทาลัม...เพราะเป็นห่วงว่าโรงงานดังกล่าวจะเป็นอันตรายต่อชีวิต รวมถึงทำลายสิ่งแวดล้อมของภูเก็ตจนส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวผลการประท้วงทำให้ภูเก็ตไม่กลับไปเป็นเกาะแห่งเหมืองแร่อีกเลย และค่อยๆเดินหน้าพัฒนาด้านท่องเที่ยวมาเรื่อยๆ ระหว่าง พ.ศ.2530 จนถึงปัจจุบันผู้ว่าราชการภูเก็ตที่เริ่มทุ่มเทให้แก่การท่องเที่ยวอย่างแท้จริง หลังเหตุการณ์แทนทาลัม ได้แก่ ท่านผู้ว่าฯ เฉลิม พรหมเลิศ, ยุวัฒน์ วุฒิเมธี, สุดจิต นิมิตกุล, จำนง เฉลิมฉัตร ฯลฯ เป็นต้นผมอำลาราชการปี 2540 แต่ก็ติดตามภูเก็ตอยู่ห่างๆ รู้สึกดีใจมากที่ภูเก็ตและจังหวัดในชายฝั่งทะเลอันดามันกลายเป็นจังหวัดดังระดับโลกไปหมด โดยเฉพาะภูเก็ตน่าจะดังที่สุด กลายเป็นศูนย์กลางของการท่องเที่ยวในภาคใต้ของเราแต่เมื่อดังแล้วมีเรื่องราวไม่ค่อยดี กลายเป็นเมืองที่ถูกครอบงำโดยมาเฟีย (ต่างชาติ) อะไรมิอะไรอย่างที่พูดกันอยู่ทุกวันนี้ก็สมควรแล้วที่จะต้องล้างบางและหาทางแก้ไขขอฝากภูเก็ตเมืองรักแรกพบของผมไว้ด้วยนะครับท่านนายกฯอนุทิน...ทำให้สำเร็จนะครับ...อย่าให้กลายเป็นการแสดงนาฏดนตรี (ลิเก) อย่างที่เขาล้อๆกันซะล่ะ."ซูม"คลิกอ่านคอลัมน์ “เหะหะพาที” เพิ่มเติม