สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงไร้ทางออก การปะทะยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเจรจาต่อรองหาทางหย่าศึกได้ถูกระงับเป็นการชั่วคราว จนเป็นเหตุให้ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต้องออกมาไว้เชิง ยอมรับกับสภาพที่กำลังเป็นอยู่ และขีดเงื่อนไขไว้ว่า หากมีทหารอเมริกันเสียชีวิตเมื่อใด ปฏิบัติการทางทหารจะกลับมาอย่างเต็มรูปแบบการประกาศระงับการเจรจาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แน่นอนว่ามาจากเงื่อนไขที่รัฐบาลอิหร่านกำหนดไว้ตั้งแต่แรกว่า หากต้องการเจรจากันต่อ การสู้รบจำเป็นต้องยุติทุกแนวรบโดยเฉพาะในประเทศ “เลบานอน”แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือกองทัพอิสราเอล (IDF) ไม่มีท่าทีจะยับยั้งชั่งใจ ยังคงรุกคืบอย่างต่อเนื่องเข้าไปในเลบานอน และในเมื่อสหรัฐฯห้ามปรามแนวร่วมไม่ได้ ก็อย่ามาหวังให้อิหร่านตกลงรับคำแน่นอนว่าความขัดแย้งที่เกิดในวันนี้เป็นผลจากการที่สหรัฐฯและอิสราเอลรุมกินโต๊ะอิหร่าน เพื่อหวังเปลี่ยนโฉมอาณาจักรเปอร์เซียให้เป็นไปตามทิศทางที่ตัวเองต้องการ แต่ในขณะเดียวกันภาพฉากความขัดแย้งที่ยาวนานมาตั้งแต่อดีตก็ยังคงซ้อนทับกันอยู่ สำหรับอิหร่านนั้นกองกำลังติดอาวุธ “เฮซบอลเลาะห์” ในเลบานอน ถือเป็นปัจจัยทางยุทธศาสตร์ความมั่นคงในการ “ป้องปรามอิสราเอล” ความสูญเสียที่เกิดขึ้นในแนวรบเลบานอน ย่อมส่งผลกระทบต่อเครือข่ายความมั่นคงสำหรับงัดคานอำนาจอิทธิพลในภูมิภาคตะวันออกกลางในทางกลับกันรัฐบาลอิสราเอลมี 3 ปัจจัยสำคัญในเรื่องการทำศึกในเลบานอน ประการแรกคืออิสราเอลมองกองกำลังติดอาวุธเฮซบอลเลาะห์เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องจักรทางการทหารของอิหร่าน การโจมตีต่อเฮซบอลเลาะห์ย่อมหมายถึงการทำลายขีดความสามารถของกองทัพอิหร่านไปในตัว อิสราเอลไม่ต้องการรอผลลัพธ์จากการเจรจาระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ เพราะย่อมมีโอกาสที่กลุ่มเฮซบอลเลาะห์จะถูกปล่อยไว้ตามเดิมประการต่อมารัฐบาลของ “เบนจามิน เนทันยาฮู” นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ต้องการสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนว่า กองทัพอิสราเอลมีขีดความสามารถในการพิทักษ์พรมแดนทางตอนเหนือ โดยนับตั้งแต่เหตุโศกนาฏกรรม 7 ต.ค.2566 ยังคงมีชาวบ้านจำนวนมากยังไม่สามารถกลับไปพักอาศัยตามภูมิลำเนาเดิมในพื้นที่พรมแดน เหตุการณ์ครั้งนั้นได้กลายเป็นเครื่องชี้วัดไปแล้วว่า รัฐบาลคุ้มครองประชาชนได้หรือไม่ ดังนั้นการสร้างเขตความมั่นคงหรือ “เขตกันชน” จึงเป็นประเด็นที่ควรดำเนินการให้สำเร็จเช่นเดียวกับประการที่สาม กลุ่มการเมืองสายอนุรักษนิยมขวาจัดและกลุ่มคลั่งศาสนา กำลังมีบทบาทมากขึ้นภายในรัฐบาลอิสราเอล ซึ่งขั้วอิทธิพลนี้มองว่า เหตุ 7 ต.ค. คือความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากการ “ประนีประนอม” สันติภาพไม่ได้นำไปสู่ความมั่นคง แต่ความมั่นคงต่างหากที่นำมาซึ่งสันติภาพ ดังนั้นหลักการนี้จึงสามารถนำไปสู่ความคิดได้เช่นกันว่า “การยึดครองดินแดน” คือการสร้างความปลอดภัยในระยะยาวนอกจากนี้ ยังมีปัจจัยสุดโต่งจากกลุ่มคลั่งศาสนาในเรื่องของ Greater Israel โดยมอง “แผนที่” อิสราเอลตามความเชื่อทางศาสนา ปักใจเชื่อว่าชาติเพื่อนบ้านรอบๆล้วนเป็นดินแดนของชาวยิว ซึ่งแน่นอนว่าแนวคิดแบบนี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลอิสราเอลไม่ต้องการ และไม่ได้นำมาใช้กำหนดยุทธศาสตร์ทางความมั่นคง แต่สุดท้ายแล้วแนวคิดสุดโต่งดังกล่าวยังคงวนเวียนอยู่ในบรรยากาศทางการเมืองปัจจัยทั้งหมดจึงทำให้รัฐบาลสหรัฐฯของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จำเป็นต้องเจรจาต่อรองทุกแนวรบในคราเดียว ในทางหนึ่งจำเป็นต้องพยายามรักษาช่องทางติดต่อประสานงานกับอิหร่าน ลดความเสี่ยงจากสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ และพยายามต่อรองขยายกรอบเวลาการหยุดยิง ในอีกทางหนึ่งก็จำเป็นต้องเกลี้ยกล่อมอิสราเอล สนับสนุนกระบวนการคลี่คลายสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับเลบานอนแหล่งข่าวในรัฐบาลสหรัฐฯระบุว่า ฝ่ายเลบานอนและกลุ่มเฮซบอลเลาะห์ให้ความร่วมมือ ทิศทางการเจรจาเป็นไปในเชิงบวก ขณะที่อิสราเอลก็บอกว่าการเจรจาต่อรองอาจนำไปสู่การปลดอาวุธกลุ่มเฮซบอลเลาะห์และเปิดทางให้อิสราเอล-เลบานอนบรรลุแนวทางสันติภาพ แต่สภาพในความเป็นจริงคือกองทัพอิสราเอลยังคงปฏิบัติการรุกคืบในเลบานอนอย่างหนักหน่วง มีการยึดป้อมโบฟอร์ตในทางภาคใต้ของเลบานอน ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญต่อการรุกคืบลึกเข้าไปในดินแดนของเลบานอน ขณะที่อิหร่านก็บอกว่าสิ่งเหล่านี้คือหลักฐานว่า สหรัฐฯคุมคนของตัวเองไม่อยู่ หรือเอาเข้าจริงแล้วไม่อยากคุมใช่หรือไม่ เช่นนี้จะเจรจาได้อย่างไรประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังต้องการอะไรหลายอย่างมากมาย ต้องการสนับสนุนอิสราเอลที่เป็นพันธมิตรสำคัญ และก็ต้องการยับยั้งไม่ให้สงครามลุกลามบานปลายสร้างความเสี่ยงต่อฐานทัพและผลประโยชน์ในภูมิภาค แต่เป้าหมายเหล่านี้ย่อมไม่มีทางลงรอยกันได้ อาจจำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งจึงไม่แปลกที่ผู้นำสหรัฐฯจะมีการสติหลุดด่านายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูผ่านทางโทรศัพท์ว่ามึงมันบ้าไปแล้ว กำลังทำบ้าอะไรอยู่ พร้อมแสดงท่าทีปล่อยสถานการณ์ให้คาราคาซังไปก่อน เพราะตราบใดที่อิสราเอลยังคงเลือกใช้กำลังทางทหาร มากกว่ากระบวนการทางการทูต ทางรัฐบาลสหรัฐฯก็ไม่สามารถทำอะไรได้เลย ทิศทางไปต่อยังคงมืดมน.วีรพจน์ อินทรพันธ์คลิกอ่านคอลัมน์ “7 วันรอบโลก” เพิ่มเติม