เป็นประเด็นที่สังคมสนใจ กรณีศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 1 สั่งจำคุก 3 ปี พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ อดีตประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) น.ส.สุภา ปิยะจิตติ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. กรณีปกปิดเอกสารสอบสวนคดีนาฬิกาหรู ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรองนายกฯอย่างไรก็ตาม ศาลให้ประกันตัว 2 อดีตกรรมการ ป.ป.ช.ไปสู้คดีต่อในชั้นอุทธรณ์ คดีนี้เป็นผลสืบเนื่องจากการที่ นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน (คปต.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้องอดีตกรรมการ ป.ป.ช. และอดีตเลขาธิการ ป.ป.ช. ในการพิจารณาคดีนาฬิกาหรู เป็นจำเลย รวมทั้งสิ้น 12 คนเนื่องจากไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ คำสั่งศาลปกครองกลาง ศาลปกครองสูงสุด ที่สั่งให้ ป.ป.ช.เปิดเผยรายละเอียดในสำนวนคดีนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตรแก่นายวีระตามที่ร้องขอมา แต่ ป.ป.ช.พยายามบ่ายเบี่ยงการให้ข้อมูล หรือให้ข้อมูลเพียงแค่บางส่วนเท่านั้นในช่วงการพิจารณาคดีชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลสั่งไม่รับฟ้องจำเลย 8 คน ต่อมานายวีระยื่นถอนฟ้องจำเลยอีก 2 คน เหลือเพียง พล.ต.อ.วัชรพล และ น.ส.สุภา ที่ลงมติฝ่าฝืนคำสั่งศาลปกครองไม่ให้ส่งสำนวนคดีนาฬิกาหรูให้นายวีระ แม้ต่อมานายวีระจะยื่นถอนฟ้อง พล.ต.อ.วัชรพล และนางสุภาด้วย แต่ศาลไม่อนุญาตให้ถอนฟ้องศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ให้เหตุผลการไม่อนุญาตถอนฟ้องทั้งสองคนว่า คำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์ไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณะ อาจเกิดผลเสียหายที่มีผลกระทบต่อรัฐ จึงตัดสินลงโทษตามกฎหมาย จำคุกคนละ 3 ปี ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ มีเจตนาปกปิดข้อมูลข่าวสารที่ควรต้องเปิดเผยแก่สาธารณะคำพิพากษาดังกล่าวสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ ป.ป.ช. ในฐานะผู้ตรวจสอบการทุจริต แต่กลับเป็นผู้กระทำความผิดเสียเอง เพราะกฎหมายไม่ได้คุ้มครองเจ้าหน้าที่รัฐผู้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ความเป็นองค์กรอิสระไม่ได้ช่วยคุ้มครองให้รอดคุกได้ แต่เกราะกำบังที่แท้จริงคือการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์เป็นการส่งสัญญาณเตือนการใช้ดุลพินิจตัดสินคดีต่างๆของ ป.ป.ช. ต้องอยู่ภายในกรอบกฎหมายอย่างเที่ยงธรรม คำนึงถึงคำวินิจฉัยของศาลอย่างเคร่งครัด ไม่ยึดติดอยู่แต่ดุลพินิจของตัวเอง โดยปราศจากความโปร่งใส หากละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ มุ่งปกป้องฝ่ายการเมือง อาจต้องแลกมาด้วยเสรีภาพ ได้รับโทษตามกฎหมาย.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม