ฉากเลือกตั้งท้องถิ่นคึกคัก เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.รอบนี้ “เดอะทริป” ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. มาตามนัด ลงสมัครชิงชัยกับคู่แข่งมากหน้าหลายตาโดยรายนี้ถูกคาดหมายเป็น “ตัวเต็ง” เบิ้ลเก้าอี้ พร้อมทีมงานอดีต สก.ทุกค่ายสี ไหลมาร่วมทีมสนับสนุนในนามกลุ่ม “คนทำงาน” และอีกหลายกลุ่มแนวร่วม หวังอิงแอบพลังแข็งแกร่งสุดในปฐพีของ “ชัชชาติ” กันทั้งนั้นโดยเฉพาะค่ายเพื่อไทยหนนี้ นายๆ “กลัวเปลือง” เลย “ฝากเลี้ยง” อดีต สก.แห่ติดยี่ห้อสีเขียว ไหลตามแรงดึงดูดขบวนรถไฟฟ้าที่แล่นมาหา “ชัชชาติ” หนาแน่นมั่งคั่ง หนำซ้ำนักการเมืองกลุ่มใหญ่มองทางแล้วต้องรีบ “แทงหวย” ล็อกสเปก “ชัชชาติ” ล่วงหน้า อ่านเกมถ้าได้เบิ้ลเก้าอี้ “ชัชชาติ” คงไม่หยุดแค่ป้ายเมืองกรุง มีโอกาสสูงคัมแบ็กสนามใหญ่ ชิงเก้าอี้ผู้นำรอบหน้าเรื่อง 250 นโยบายที่ประกาศไว้ หากเข้าบริหาร กทม.เข้าเป้าหรือไม่ก็ไม่มีปัญหาเพราะ 4 ปีที่ผ่านมาพิสูจน์แล้ว ปั่น “กลยุทธ์” การตลาด เร้าสื่อล้อกระแสสังคมก็ขายได้ขายดีแล้วยิ่งสังคมการเมืองไทยเหมือนละครลิเกอำนาจโรงใหญ่ ที่เริ่มใช้โมเดลคล้ายกันอย่าง “นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล” และ “กุนซือเนวิน ชิดชอบ” ต้องเตรียมรับไว้เนิ่นๆเพราะไม่แน่ “ขวัญใจหน้าจอ” แบบฉบับเดียวกัน อาจได้ประชันกันหน้าโรงลิเกการเมืองในวันหน้านั่นก็ว่ากันเรื่องอนาคตกาล แต่ที่ต้องโฟกัสห้วงนี้คือคิวแทรกรายการใหญ่ เมื่อคำว่า “นิติรัฐ นิติธรรม” แสดงให้เห็นชัด ยังเป็น “ที่พึ่งหวัง” ได้ในบ้านเมืองในห้วงที่ผู้คนในบ้านเมืองทุกภาคส่วนเริ่มรับรู้ข้อมูลข่าวสาร มองเห็นถึงอันตรายในการใช้อำนาจรัฐ อำนาจการเมืองจนผวา “ระบอบกินรวบ” หวั่นเข้าอีหรอบเดิม อำนาจเบ็ดเสร็จทำร้ายทำลายประเทศ ฉุดรั้งบ้านเมืองทันใดนั้น แสงสว่างวาบจาก 1 ใน 3 เสาอำนาจอธิปไตย ศาลและกระบวนการยุติธรรมยังปักหลักแน่นทั้งปรากฏการณ์ประธานศาลฎีกาได้ออกคำแนะนำข้อปฏิบัติต่อผู้พิพากษาเกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา เพื่อใช้เป็นแนวทางป้องกันมิให้กระบวนการทางศาลถูกนำไปบิดเบือน หรือใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้ง หรือจำกัดเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นสรุปภาษาชาวบ้านคือกระตุกการฟ้องร้องเพื่อ “กลั่นแกล้ง” และ “ปิดปาก” ที่ปัจจุบันใช้วิธีการแบบนี้กันมาก ทั้งฟ้องไม่ให้วิพากษ์วิจารณ์ แจ้งความดำเนินคดีทั่วประเทศในพื้นที่ห่างไกล ให้ผู้ถูกฟ้องเสียเวลาจากนี้ไป เล่ห์กฎหมายฟ้องแกล้งแนวๆนี้น่าจะลดลงและอีกปรากฏการณ์ กรณีศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 1 มีคำพิพากษาสั่งจำคุก อดีตประธาน ป.ป.ช.และกรรมการ ป.ป.ช. รวม 2 ราย ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ จงใจฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ที่ให้ ป.ป.ช.เปิดเผยข้อมูลผลตรวจสอบคดี “นาฬิกาหรู” ของอดีตรองนายกฯเหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่อง “กรรม” ที่ทำไว้ และผลจากการกระทำได้บทสรุปเท่านั้น แต่ยังเป็นประเด็นข้างเคียงที่เห็นถึงความหวังในกรณีก่อนหน้านี้ จำเลยในคดีนี้ 12 ราย นอกจากศาลยกฟ้อง โจทก์ยังทยอยถอนฟ้อง จนเหลือจำเลย 2 รายที่โดนโทษทัณฑ์ ซึ่งก็มีการยื่น “ถอนฟ้อง” เช่นกันเพียงแต่คิวนี้ศาลมองว่าถอนฟ้องก็ “ไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ” จึงยกคำร้องไปสรุปภาษาชาวบ้านก็ต้องบอกว่าเป็นบทเรียนสำหรับการเบรกเกมเจรจาต่อรอง คุยเงื่อนไขตอบแทนลงตัวก็เลิกแล้วต่อกัน กับเรื่องใหญ่คดีอาญาแผ่นดินอย่าทำเป็นเล่นซูเอี๋ยเกี้ยเซียะทั้งสองเหตุข้างต้นสะท้อนภาวะ “สถิต” ใน “ยุติธรรม” ความเป็นธรรม เที่ยงธรรมปรากฏแน่นอน นอกจากทำให้กลไกอำนาจ ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร หน่วยงานรัฐ หน่วยงานราชการ องค์กรตรวจสอบ องค์กรอิสระ ถึงเวลาตาดู หูฟัง และสมองต้องคิด ชะลอความเหิมในอำนาจกระตุกก๊วนนิยม “กินรวบ” ได้บ้างเพราะเมื่อถืออำนาจล้นและเบ็ดเสร็จ ส่อฟาดเรียบ แบบฉบับ “โหน” ไปก็โกยไป “ห้อย” งาบกันแหลกกับอำนาจรัฐ จะระบอบไหนติดสีอะไรก็ตาม คือ “อำนาจ” ของประชาชนและแผ่นดิน บ้านนี้เมืองนี้เห็นกันมามาก ประเภทมั่นใจว่าถือตั๋วใบใหญ่ เส้นแข็งแล้วทำอะไรก็ไม่ผิด โดยไม่เกรงกระทบผู้อุปถัมภ์แต่เมื่ออีก “เสาหลักบ้านเมือง” ยังปักหลักแน่นเช่นนี้หากว่ามีมโนสำนึก คงได้รู้สึก “แหยง” กันบ้าง.ทีมข่าวการเมืองคลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม