คดีปกปิดข้อมูลนาฬิกาหรู “พล.อ.ประวิตร” พ่นพิษ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 พิพากษาจำคุก 2 อดีต ป.ป.ช. “พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ-น.ส.สุภา ปิยะจิตติ” คนละ 3 ปี ไม่รอลงอาญา เหตุไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดให้ส่งข้อมูลให้ผู้ร้อง ยื่นประกันตัวไปต่อสู้คดีต่อชั้นอุทธรณ์ด้วยหลักทรัพย์คนละ 4 แสนบาท“วีระ” โวเป็นคดีแรกที่ประชาชนฟ้องเอาผิดกับองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ มีหน้าที่ป้องกันและปราบปรามการทุจริต แต่ทำผิดเสียเองจนสำเร็จ คดีนี้ศาลยกฟ้องไป 8 จาก 12 คน และขอถอนฟ้องเองไปอีก 2 คน เนื่องจากยอมให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ส่วน 2คนสุดท้ายที่โดนโทษจำคุก ศาลไม่อนุญาตให้ถอนฟ้องที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค1 จังหวัดสระบุรี เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 27 พ.ค.ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีนายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายนิวัติไชย เกษมมงคล จำเลยที่ 1 นายวรวิทย์ สุขบุญ จำเลยที่ 2 พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ จำเลยที่ 3 นายปรีชา เลิศกมลมาศ จำเลยที่ 4 พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง จำเลยที่ 5 นายณรงค์ รัฐอมฤต จำเลยที่ 6 น.ส.สุภา ปิยะจิตติ จำเลยที่ 7 นายวิทยา อาคมพิทักษ์ จำเลยที่ 8 นางสุวณา สุวรรณจูฑะ จำเลยที่ 9 พล.อ.บุณยวัจน์ เครือหงส์ จำเลยที่ 10 นายณัฐจักร ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา จำเลยที่ 11 และนายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข จำเลยที่ 12 เป็นผู้บริหารและกรรมการ ป.ป.ช. รวม 12 คน กรณีกล่าวหาว่ามีส่วนปกปิดเอกสารเกี่ยวกับการครอบครองนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณโจทก์ฟ้องความว่า โจทก์เป็นนักสิทธิมนุษยชน เป็นประธานเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน ทำหน้าที่ช่วยเหลือราชการต้านภัยคอร์รัปชัน จำเลยที่ 1 และ 2 เป็นเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จำเลยที่ 3ถึงที่12 เป็นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ระหว่างวันที่ 22 ส.ค.2562 ต่อเนื่องถึงวันที่ 23 พ.ค.2567 เวลากลางวัน จำเลยทั้ง 12เป็นเจ้าพนักงานร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมดังนี้1.จำเลยที่ 2-3-5-6-7-8-9 และ 10 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพิกเฉยไม่ส่งมอบข้อมูลข่าวสารที่โจทก์ขอให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการไต่สวนกรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ โดยไม่แสดงว่ามีนาฬิกาข้อมือราคาแพงอยู่เป็นจำนวนมากและแหวนประดับมีค่าหลายรายการ คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมาย มีคำวินิจฉัยให้ ป.ป.ช.เปิดเผยข้อมูลข่าวสารแก่โจทก์ 3 รายการคือ (1) รายงานการแสวงหาข้อเท็จจริงและการรวบรวมพยานหลักฐานเอกสารทั้งหมด (2) ความเห็นของพนักงานเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ทุกคนที่รับผิดชอบ และ (3) รายงานการประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ที่เกี่ยวกับเรื่องที่โจทก์ขอให้ดำเนินการไต่สวน พล.อ.ประวิตรดังกล่าว2.จำเลยที่ 1-3-7-8-11 และ 12 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยฝ่าฝืนคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่ให้จำเลยเปิดเผยข้อมูลข่าวสารแก่โจทก์ 3 รายการ ตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมาย3.จำเลยที่ 1-3-7-8-9-11 และ 12 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำบังคับของศาลปกครองกลางที่มีคำสั่งให้ ป.ป.ช.ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ 224/2566 ให้เปิดเผยข้อมูลคดียืมนาฬิกาหรูและแหวนเพชรแก่โจทก์ 3 รายการ ได้แก่ (1) รายการแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานเอกสารทั้งหมดในคดียืมนาฬิกาหรูและแหวนเพชรของ พล.อ.ประวิตร (2) ความเห็นของพนักงานเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ทุกคนที่รับผิดชอบเรื่องนี้ และ (3) รายงานการประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ถูกต้องครบถ้วนภายในวันที่ 11 ส.ค.25664.จำเลยที่ 1-3-7-8-9-11 และ 12 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ฝ่าฝืนการปฏิบัติตามคำบังคับของศาลปกครองกลาง เป็นเหตุให้ศาลปกครองกลางมีคำสั่งปรับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 รายละ 5,000 บาท การกระทำของจำเลยทั้ง 12 เป็นการสมคบกัน ร่วมกันปกปิดข้อความจริงที่เกี่ยวกับการตรวจสอบข้อมูลการปกปิดบัญชีทรัพย์สิน พล.อ.ประวิตรโดยมิชอบ แม้คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมาย จะมีคำวินิจฉัย และศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเปิดเผยข้อมูลแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้ง 12 ยังร่วมกันฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด จนศาลปกครองกลางต้องมีคำบังคับและลงโทษปรับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองฐานไม่ปฏิบัติตามคำบังคับในที่สุด ป.ป.ช.โดยจำเลยที่ 1 มีหนังสือด่วนที่สุดแจ้งให้โจทก์ไปรับเอกสารตามคำบังคับของศาล แต่จำเลยที่ 1 กับพวกกลับส่งมอบเอกสารไม่ครบตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด มีการคาดสีดำทับตัวอักษร และปกปิดข้อความหลายส่วน การกระทำของจำเลยทั้ง 12 เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 เหตุเกิดที่ ต.ท่าทราย อ.เมืองนนทบุรี ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 และ 157ระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องนายปรีชา เลิศกมลมาศ จำเลยที่ 4อ้างว่าจำเลยที่ 4 ครบวาระการดำรงตำแหน่งอายุ 70 ปีไปก่อนเกิดเหตุ ศาลมีคำสั่งอนุญาตชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 พิพากษาว่า พฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่ 3-7-8 และ 11 ที่ลงมติไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด มีมูลว่าเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมายเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 จึงให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 3-7-8 และ 11 ไว้พิจารณาต่อไป ยกฟ้องจำเลยที่ 1-2-5-6-9-10 และ 12ระหว่างพิจารณาโจทก์ขอถอนฟ้อง นายวิทยา อาคมพิทักษ์ จำเลยที่ 8 และนายณัฐจักร ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา จำเลยที่ 11 ศาลอนุญาต และในวันสืบพยานโจทก์ขอถอนฟ้อง พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ จำเลยที่ 3 และ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ จำเลยที่ 7 แต่ศาลยกคำร้อง ด้วยเหตุคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์ไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณะ และอาจเกิดความเสียหายที่มีผลกระทบต่อรัฐเป็นสำคัญ ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 7 เม.ย.2569ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค1 วินิจฉัยว่า “...โจทก์เป็นนักสิทธิมนุษยชนทำหน้าที่ช่วยเหลือราชการต้านภัยคอร์รัปชัน การที่โจทก์ขอข้อมูลข่าวสารจากสำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. และคณะกรรมการ ป.ป.ช. ล้วนแต่เป็นไปเพื่อการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชัน...โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายโดยตรง...โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง...” พิพากษาว่า จำเลยที่ 3 และที่ 7 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 3 ปีภายหลังมีคำพิพากษา พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ จำเลยที่ 3 และ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ จำเลยที่ 7 ยื่นคำร้องขอประกันตัวระหว่างอุทธรณ์คดี ศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้ประกันตัว ตีหลักทรัพย์คนละ 400,000 บาทด้านนายวีระกล่าวว่า คดีนี้ตนยื่นฟ้องจำเลยทั้งหมด 12 คน ต่อมาชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลยกฟ้องไป 8 คน ทำให้เหลือจำเลย 4 คน และในจำนวนนี้มีจำเลย 2 คนมาขอให้ตนถอนฟ้อง โดยให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์จึงยอมถอนฟ้องให้ เหลือจำเลยเพียง 2 คนศาลไม่อนุญาตให้ถอนฟ้องคือ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ และ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ ศาลพิพากษาว่ามีความผิดจริงตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ สั่งจำคุกจำเลยคนละ 3 ปีนายวีระกล่าวอีกว่า ที่มาของการฟ้องร้องเกิดจากการที่ตนขอเอกสาร และศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ ป.ป.ช. เปิดเผยเอกสารจำนวน 3 รายการ แต่ ป.ป.ช.กลับให้เอกสารมาไม่ถูกต้องและไม่ครบถ้วน นำมาซึ่งการฟ้องร้องดังกล่าว ตนรู้สึกเฉยๆไม่ได้คาดหวังอะไรเป็นพิเศษ เพียงแต่ต้องการให้กระบวนการยุติธรรมทำหน้าที่อย่างเต็มที่และดีที่สุด คดีนี้เป็นคดีแรกที่ประชาชนทั่วไปสามารถฟ้องร้องเอาผิดกับองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีหน้าที่ป้องกันและปราบปรามการทุจริต แต่ทำผิดเสียเองจนสำเร็จ ส่วนเรื่องการยื่นอุทธรณ์ ตนไม่กังวล พร้อมยื่นสู้ในประเด็นต่างๆในฐานะนักกฎหมายเตรียมแผนรับมือไว้หมดแล้ว และตัวเองก็ไม่มีอะไรจะฝากถึงใครอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่