“หมวดตี๋” ย่องเข้ามอบตัวสู้คดี หลังถูกซัดทอดเป็นผู้บงการ-คอยส่งเสบียงให้แก๊งสีกากีนอกรีต อุ้มตัว 5 คนจีนขบวนการสแกมเมอร์ที่หนีข้ามฝั่งมาจากกัมพูชาไปกักขังรีดค่าไถ่ เจ้าตัวปฏิเสธลั่น แต่พนักงานสอบสวนไม่ปักใจเชื่อ แจ้งดำเนินคดีหลายข้อหาหนัก “ผช.ผบ.ตร.” ระบุขอตรวจสอบพฤติกรรมให้แน่ชัด เข้าข่าย “พ.ร.บ.อุ้มหาย” หรือไม่ ยันไม่ปกป้องคนผิดแม้เป็น “เด็กนาย” ด้าน “บช.ก.” รวบขบวนการลำเลียงจีนเทาข้ามชาติ ค้น 23 เป้าหมายใน 15 จังหวัด จับผู้ต้องหา 22 ราย ยึดทรัพย์อื้อ ขณะที่ทางการลาวส่งกลับ 307 คนไทย เครือข่ายสแกมเมอร์และเว็บพนันออนไลน์กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต สร้างความเสื่อมเสียให้วงการสีกากี กรณีแก๊งตำรวจนอกรีตอุ้มชาวจีนแก๊งสแกมเมอร์ในฝั่งกัมพูชาที่ลักลอบเข้าเมือง 5 คน ไปกักขังรีดค่าไถ่คนละ 3 แสนบาท เหยื่อแอบส่งพิกัดแจ้งญาติประสานตำรวจตรวจคนเข้าเมืองบุกเข้าช่วยเหลือ สำเร็จ พร้อมจับกุมตำรวจ 4 นาย และพลเรือนผู้ร่วมขบวนการ 1 คน มี ด.ต.ปภาวิน ประหยัดเวลา อายุ 43 ปี ผบ.หมู่ ส.ทร.3 กก.3 บก.ทล. ด.ต.วุฒิกรณ์ วงษ์ธรรม อายุ 33 ปี ผบ.หมู่ ป. สภ.คลองหาด จ.สระแก้ว ด.ต.สมชาย คงอยู่ อายุ 45 ปี ผบ.หมู่ ป. สภ.คลองหาด จ.สระแก้ว ด.ต.พิเชษฐ์ เส็งศูนย์ อายุ 41 ปี ผบ.หมู่ ป. สภ.บ้านแปลง จ.จันทบุรี และนายณัฏฐ์นันท์ โตรอนโต อายุ 41 ปี ชาว จ.นครสวรรค์ หลังเกิดเหตุสถานทูตจีนประจำประเทศไทยออกแถลงการณ์ด่วนแจ้งเตือนคนจีนให้ระมัดระวังการเดินทางมาท่องเที่ยวในไทย พร้อมจี้ให้ทางการไทยเร่งดำเนินคดีตำรวจกลุ่มดังกล่าว ส่งผลกระทบเชิงลบเป็นวงกว้างต่อภาพลักษณ์ของประเทศความคืบหน้าของคดี เมื่อวันที่ 21 พ.ค. ภายหลัง การสอบปากคำกลุ่มชาวจีนผู้เสียหาย ประกอบกับการตรวจสอบข้อมูลในช่วงที่ ตม.จ.สระแก้ว ร่วมกับตำรวจ สภ.วังสมบูรณ์ จ.สระแก้ว บุกเข้าค้นบ้านเช่าไม่มีเลขที่ ในพื้นที่หมู่ 1 ต.วังใหม่ อ.วังสมบูรณ์ จ.สระแก้ว เพื่อช่วยเหลือกลุ่มคนจีนดังกล่าว พบว่าระหว่างเข้าจับกุม ยังมีผู้ร่วมขบวนการอีก 1 คน หลบหนี ออกจากบ้านหลังเกิดเหตุไปก่อน จากคำให้การของผู้ต้องหาบางรายซัดทอดว่า บุคคลดังกล่าวเป็นนายตำรวจยศ ร.ต.ท. สังกัด สภ.คลองหาด จ.สระแก้ว และเป็นหัวหน้าแก๊งผู้บงการสั่งการให้จับตัวคนจีนมากักขังเรียกค่าไถ่ ขณะเกิดเหตุได้ออกไปซื้ออาหาร ซื้อน้ำ ซื้อกาแฟ นำเสบียงมาส่งให้ผู้ร่วมขบวนการ ทำให้รอดพ้นเงื้อมมือชุดจับกุมไปได้หวุดหวิด แต่ผู้เสียหายจำหน้าได้แม่นยำ ได้ชี้รูปภาพของนายตำรวจคนดังกล่าวเพื่อยืนยันตัวตนได้อย่างถูกต้องช่วงดึกที่ผ่านมา ร.ต.ท.ประยูร พัฒคำ อายุ 57 ปี หรือหมวดตี๋ สังกัด สภ.คลองหาด จ.สระแก้ว ที่ถูกระบุว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการอื้อฉาว ได้เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน สภ.วังสมบูรณ์ จ.สระแก้ว เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา มี พ.ต.อ.วิสาขะ เพ็ชรเกษม ผกก.สภ.วังสมบูรณ์ พร้อมด้วย พ.ต.ท.อัฐธนภัคธร พงธนบดีปัณชัย รอง ผกก. (สอบสวน) ร่วมรับตัวและสอบปากคำ พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหา “ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น, เป็นเจ้าพนักงาน ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ, ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้มอบทรัพย์สิน และร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต” ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ก่อนได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว และต้องเข้าให้ปากคำหากถูกเรียกเข้าสอบสวนเพิ่มเติม ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของ พล.ต.ต.ถาวร ดุลยวิทย์ ผบก.ภ.จ.สระแก้วช่วงเช้า พ.ต.อ.ปรีชา สมสถาน รอง ผบก.ภ.จ.สระแก้ว รับผิดชอบงานจเรตำรวจ พร้อมด้วย พ.ต.อ.จตุรภัทร สิงหัษฐิต รอง ผบก.ภ.จ.สระแก้ว รับผิดชอบงานสืบสวน และ พ.ต.อ.ดำรง เอี่ยมไพโรจน์ ผกก. สส.ภ.จ.สระแก้ว เดินทางลงพื้นที่ สภ.วังสมบูรณ์ เพื่อประชุมติดตามความคืบหน้าทางคดีด้วยตนเอง กำชับให้เร่งขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการที่เหลือ รวมถึงตรวจสอบว่าเคยมีพฤติการณ์ก่อเหตุในลักษณะเดียวกันมาก่อนหรือไม่ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสอบสวนผู้เสียหายชาวจีนเพิ่มเติมผ่านล่ามแปลภาษา รวมถึงตรวจสอบเส้นทางการเงิน การติดต่อสื่อสาร และข้อมูลการเดินทางของผู้ต้องหาทั้งหมด เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดี ล่าสุด ชุดสืบสวนได้เบาะแสว่ายังมีนายตำรวจยศ ร.ต.อ. อีก 1 นาย ร่วมขบวนการฉาวโฉ่นี้ด้วย อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้กระจ่างผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ต.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผช.ผบ.ตร.เตรียมลงพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว ในวันอาทิตย์ที่ 24 พ.ค.นี้ เพื่อติดตามความคืบหน้าของคดีอย่างใกล้ชิด รวมถึงตรวจสอบแนวทางการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ เนื่องจากคดีดังกล่าวสร้างผลกระทบเชิงลบอย่างยิ่งต่อภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่เป็นหน่วยงานด้านความมั่นคงหลัก และสร้างความไม่เชื่อมั่นให้กับประชาชน รวมทั้งส่งผลเสียต่อวงการท่องเที่ยวไทย เนื่องจากแถลงการณ์ของสถานทูตจีนประจำประเทศไทย นับเป็นคำเตือนที่รุนแรง ทำให้กลุ่มทัวร์จีนที่ประสงค์จะมาเที่ยวเมืองไทยเกิดความหวาดกลัว การลงพื้นที่ของ ผช.ผบ.ตร.ครั้งนี้ จะตรวจสอบด้วยว่ายังมีขบวนการอุ้มรีดเรียกค่าไถ่ชาวต่างชาติอยู่ในพื้นที่ชายแดนอีกหรือไม่ โดยเฉพาะการใช้เจ้าหน้าที่รัฐหรือบุคคลมีสีเข้ามาอำนวยความสะดวกและควบคุมตัวเหยื่อ อีกทั้งคดีนี้เป็นคดีสำคัญที่หลายฝ่ายจับตา เพราะเชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติในพื้นที่ชายแดนที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี 4 ตำรวจอุ้มเรียกค่าไถ่ 5 คนจีน และ “เพจบิ๊กเกรียน” ระบุ 5 คนจีนบอกว่าผู้กองตี๋มาส่งเสบียงอาหารให้ตลอด แต่ ผบก.ภ.จ.สระแก้ว รายงานไปยัง บช.ภ.2 อ้างหลักฐานเอาผิดไม่เพียงพอว่า เบื้องต้นได้รับรายงานจาก บช.ภ.2 และ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ตนได้รู้จาก ผบช.สตม. มาก่อนเกิดข่าวนี้แล้วว่าจะมีเรื่องนี้ ได้บอกไปว่าจะไม่ปล่อยไว้เลยแม้แต่รายเดียว อะไรที่เป็นเห็บหมัดในองค์กรต้องดำเนินการ ใช้ยาแรง และเข้าจับกุมทันที ทีมสืบสวนของ ตม.และ บช.ภ.2 ดำเนินการตามคำสั่งขั้นเด็ดขาด แม้เป็นตำรวจก็ให้ดำเนินคดีทั้งวินัยและอาญา เป็นที่มาของการเข้าจับกุมผบ.ตร.กล่าวต่อว่า ในพื้นที่ก็ไม่ได้ปล่อยปละ ละเลย สิ่งที่คนกระทำผิดจะไม่ให้ใครรู้ว่ามีการกักขังหน่วงเหนี่ยว จากเหตุการณ์เชื่อได้ว่ามีการกระทำผิด แต่การดำเนินการทางคดีต้องเป็นไปตามขั้นตอน เบื้องต้นบอกว่าในพฤติการณ์ ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย ถ้าเข้ากันต้องให้ออกจากราชการไว้ก่อน จะไม่เอาตำรวจ เหล่านี้ไว้ เพราะเกี่ยวข้องระหว่างหลายหน่วยงานที่เป็นตำรวจสังกัดต่างๆ ตนให้รายงานมา และ ตร.ต้องมาดำเนินการเอง ส่วนผิดถูก หลักฐานจะแน่นหนาอย่างไร ขอยืนยันเรื่องนี้ให้นโยบายกับทุกคดีว่า ไม่มี การช่วยเหลือ และดำเนินการขั้นเด็ดขาดอย่างจริงจังที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษก ตร. เปิดเผยความคืบหน้ากรณีจับตำรวจ 4 นาย และพลเรือน 1 คน กักขังชาวจีน 5 คน ว่า ล่าสุดตำรวจภูธรภาค 2 รายงานความคืบหน้ามายังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่า เมื่อช่วงเช้าวันนี้ได้แจ้งข้อหาเพิ่มเติมกับนายตำรวจสัญญาบัตรอีก 1 นาย ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว คดีนี้ถือเป็นเรื่องร้ายแรง เกี่ยวข้องกับตำรวจหลายหน่วยงาน ยืนยันว่าตำรวจ 4 นายแรกที่ถูกจับกุม มีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนแล้ว เพื่อเปิดทางให้กระบวนการสอบสวน เป็นไปอย่างโปร่งใส และป้องกันไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐาน ตำรวจภูธรภาค 2 ยังอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนขยายผลเพิ่มเติม หากพบพยานหลักฐานเชื่อมโยงถึงบุคคลใด ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ พลเรือน หรือผู้มีอิทธิพล จะดำเนินคดีทั้งหมดถามว่าคดีดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ. “อุ้มหาย” หรือไม่ พล.ต.ท.ไตรรงค์กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและเจตนาของผู้กระทำเป็นสำคัญว่ามีเจตนาจับกุมบุคคลตามกฎหมาย หรือมีเจตนาเพื่อเรียกรับผลประโยชน์ หากพฤติการณ์เข้าข่ายตามกฎหมายดังกล่าว จะแจ้งข้อหาเพิ่มเติมและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการทันที แต่ดูจากพฤติกรรมของขบวนการพบว่า ทำงานกันเป็นเครือข่ายและอาจเชื่อมโยงกับกลุ่มบุคคลฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน ส่งสัญญาณและประสานข้อมูลกันเป็นขั้นตอน เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบเส้นทางการเงิน โทรศัพท์ การติดต่อสื่อสาร รวมถึงผลประโยชน์ที่แต่ละคนได้รับ เพื่อขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการทั้งหมดว่าผู้ต้องหากลุ่มนี้เคยก่อเหตุในลักษณะเดียวกันมาก่อนหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบยานพาหนะและสถานที่ต่างๆที่อาจใช้ในการก่อเหตุ เพราะเชื่อว่าอาจไม่ได้เป็นการกระทำเพียงครั้งเดียว แต่มีลักษณะเป็นขบวนการที่ทำมาอย่างต่อเนื่องส่วนกระแสข่าวที่ระบุว่า ผู้ต้องหาบางส่วนอาจเป็น “เด็กนาย” หรือมีผู้มีอิทธิพลในพื้นที่คอย ให้การช่วยเหลือ พล.ต.ท.ไตรรงค์ยืนยันว่า ไม่มีเรื่องการปกป้องคนผิด คดีนี้เกิดจากการทำงานของตำรวจระดับปฏิบัติการในพื้นที่เอง ไม่ใช่ชุดเฉพาะกิจจากส่วนกลาง ตำรวจที่เป็นกำลังหลักในการเข้าช่วยเหลือผู้เสียหายและจับกุมผู้กระทำผิด คือสารวัตรสืบสวน สภ.วังสมบูรณ์ และสารวัตรตรวจคนเข้าเมือง จ.สระแก้ว หลังได้รับข้อมูลได้เร่งเข้าตรวจสอบทันที แม้ผู้ต้องหาจะเป็นข้าราชการตำรวจด้วยกันก็ตาม เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติพร้อมดำเนินการกับตำรวจที่กระทำผิด ไม่มีการเลือกปฏิบัติ และหากผลการขยายผลพบว่านำเงินหรือผลประโยชน์ไปมอบให้บุคคลใด รวมถึงมีผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม จะดำเนินคดีตามพยานหลักฐานทั้งหมดอย่างเด็ดขาด ไม่มีการละเว้นแน่นอนที่ห้องแถลงข่าวชั้น 2 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. มอบหมายให้ พล.ต.ต.โสภณ สารพัฒน์ รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป. พล.ต.ต.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย ผบก.ทล. พ.ต.อ.แมน เม่นแย้ม รอง ผบก.ทล. พ.ต.อ.บุญลือ ผดุงถิ่น รอง ผบก.ปพ. พ.ต.อ.นโรตม์ ยุวบูรณ์ ผกก.3 บก.ทล. พ.ต.ท.อิทธิศักดิ์ ค้ำคูณ สวญ.ส.ทล.2 กก.3 บก.ทล. ร่วมแถลงเปิดยุทธการ Ghost Drivers “รวบขบวนการลำเลียงสแกมเมอร์ ตัดวงจรอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ”นำกำลังตรวจค้น 23 เป้าหมาย ใน 15 จังหวัด กรุงเทพฯ, จันทบุรี, ระยอง, นครปฐม, สุพรรณบุรี, กาญจนบุรี, เชียงราย, เชียงใหม่, กำแพงเพชร, ตาก, ชัยนาท, ขอนแก่น, ชัยภูมิ, ศรีสะเกษ, ตรัง จับผู้ต้องหา 22 รายจาก 25 หมายจับ เป็นชาย 12 ราย หญิง 10 ราย ตามหมายจับศาลอาญา มีผู้ต้องหา 13 ราย ถูกแจ้งข้อหา ร่วมกันเป็นอั้งยี่, ร่วมกันช่วยเหลือคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรฯ และร่วมกันฟอกเงินฯ ส่วนผู้ต้องหาอีก 9 ราย ถูกแจ้งข้อหาเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน, เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์จากการตรวจสอบนายทศพล ขันกสิกรรม อายุ 34 ปี ตัวการใหญ่ขบวนการลำเลียงชาวจีนพบมียอดเงินหมุนเวียนในบัญชี เฉพาะปี 68 ปีเดียว ถึง 49 ล้านบาท ถูกถอนออกมาแปรสภาพไปใช้จ่ายซื้อบ้าน และทรัพย์สินมีค่า ยึดของกลางเงินสด 117,000 บาท, สมุดบัญชีธนาคาร 33 เล่ม, รถยนต์ 6 คัน, โฉนดที่ดิน 6 ฉบับ, คอมพิวเตอร์ 6 เครื่อง, พระเครื่อง 88 องค์, ปืน 2 กระบอก, กระสุนปืน 350 นัด, ตุ๊กตาแบร์บิกซ์ 208 ตัว, สินค้าแบรนด์เนม, ทองคำน้ำหนัก 10 บาท, ยาบ้า 15 เม็ด และยาไอซ์ 1 ซอง รวมมูลค่าของกลางทั้งหมดกว่า 20 ล้านบาททั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อปลายเดือน พ.ย.68 ตำรวจ ส.ทล.2 กก.3 บก.ทล. จับชาวจีน 42 ราย พร้อมโทรศัพท์มือถือ 215 เครื่อง ในพื้นที่ชายแดน อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี พบพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับเครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์ข้ามชาติ ได้ขยายผลสืบสวนต่อเนื่องจนพบว่า มีกลุ่มรถยนต์หลายคันทำหน้าที่ลำเลียงบุคคลต่างด้าวเป็นทอดๆ จากพื้นที่ตอนในของประเทศ ไปยังแนวชายแดนทั้งฝั่งตากและจันทบุรี ได้วางแผนสกัดจับและแกะรอยเครือข่าย ตรวจสอบพบทั้งข้อมูลการติดต่อ การสั่งการ และพยานหลักฐานสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่าเป็นขบวนการลักลอบนำพาชาวจีนเข้า-ออกประเทศผิดกฎหมาย มีการแบ่งหน้าที่เป็นลำดับขั้น ตั้งแต่ผู้สั่งการ ผู้ประสานงาน ผู้จัดหารถ ผู้สนับสนุนด้านการเงิน ไปจนถึงกลุ่มรับช่วงในพื้นที่ปลายทาง ลักษณะเป็นองค์กรอาชญากรรม ชัดเจน เข้าข่ายความผิดฐานอั้งยี่หลังการจับกุมครั้งแรก เจ้าหน้าที่ขยายผลร่วมกับ กก.2 บก.ป. พบว่ากลุ่มผู้ต้องหาได้รับเงินสนับสนุนผ่านบัญชีม้า ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล มีพฤติการณ์โอน รับ และปกปิดเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด เข้าข่ายความผิดฐานฟอกเงิน และมีการออกหมายจับเพิ่มเติมดังกล่าว จากแนวทางสืบสวนยังพบว่าแหล่งเงินทุนของเครือข่ายดังกล่าวเชื่อมโยงกับขบวนการหลอกลวงออนไลน์ หรือสแกมเมอร์ ที่มีผู้เสียหายแจ้งความไว้หลายพื้นที่ทั่วประเทศ เงินจากการหลอกลวงจะถูกโอนผ่านบัญชีม้าหลายทอด ก่อนส่งต่อมายังบัญชีทุนของเครือข่ายขนคนจีนตรวจสอบธุรกรรมทั้งหมด พบเชื่อมโยงคดีฉ้อโกงออนไลน์รวม 181 คดี มีรายการธุรกรรมกว่า 665 รายการ และมียอดเงินหมุนเวียนรวมกว่า 185 ล้านบาท เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเครือข่ายดังกล่าวเป็นขบวนการ ข้ามชาติที่มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ ใช้เงินจากอาชญากรรมออนไลน์เป็นทุนในการลำเลียงบุคคลต่างด้าว จ่ายค่าจ้างผู้ขนคน จัดหายานพาหนะ และอำพรางทรัพย์สินผ่านบัญชีบุคคลและนิติบุคคลบังหน้า ก่อนถูกตำรวจ บก.ป., บก.ทล. และ บก.ปพ. เปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายครั้งใหญ่ดังกล่าวที่กองร้อย อส.จ.หนองคาย พล.ต.ต.นพเก้า โสมนัส รอง ผบช.ภ.4, พล.ต.ต.วุฒิพงษ์ เย็นจิตต์ ผบก.ตชด.ภาค 2, พร้อมหน่วยงานความมั่นคง ร่วมกันรับตัว 307 คนไทย เป็นชาย 137 คน หญิง 170 คน ทั้งหมดเป็นเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์และเว็บพนันออนไลน์ที่ถูกทางการ สปป.ลาวกวาดล้างในพื้นที่แขวงสะหวันเขตและนครหลวงเวียงจันทน์ หลังการดำเนินคดีสิ้นสุดลง ได้ถูกส่งตัวกลับประเทศ ไทย ผ่านทางด่านสะพานมิตรภาพแห่งที่ 1 อ.เมือง หนองคาย จากนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ตรวจสอบประวัติอาชญากรรมและคัดกรองบุคคลเหล่านี้ ก่อนส่งตัวกลับภูมิลำเนาอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่