“พระคึกฤทธิ์” เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง ดอดรับทราบ 2 ข้อ กล่าวหาทั้งยักยอกเงินวัดนำไป แจกเป็นโบนัสให้ลูกศิษย์หลายคนเดือนละ 3 หมื่นบาท และความผิดตาม ม.157 หลังพนักงานสอบสวน บก.ปปป.สอบเครียด กว่า 4 ชม. เลี่ยงสื่อเดินทางกลับวัดทันที มีเพียงทนาย แถลงชี้แจงข้อหาแจกโบนัสลูกศิษย์ ยันให้จริง เนื่องจาก ทุกคนทำงานหามรุ่งหามค่ำ มั่นใจว่าไม่เกินสมควร โต้แย้งความผิดตาม ม.157 เพราะตามกฎหมายอาญา เจ้าอาวาสไม่ถือว่าเป็นเจ้าพนักงาน แต่กฎหมายของ มหาเถรที่เพิ่งออกเมื่อปี 2568 ถือว่าเป็นเจ้าพนักงาน ต้องมาดูกันว่ามีผลย้อนหลังหรือไม่ ฝากถึงกลุ่มคนฝั่งตรงข้ามอย่าร้องเรียนด้วยข้อมูลที่บิดเบือนจะฟ้อง ร้องดำเนินคดีทุกรายที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 12 พ.ค. พระคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง จ.ปทุมธานี พร้อมทีมทนายความ เข้าพบพนักงานสอบสวน กก.2 บก.ปปป. เพื่อรับทราบข้อกล่าวหายักยอกทรัพย์ และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีตรวจพบพยานหลักฐานว่า พระคึกฤทธิ์นำเงินของวัดไปจ่ายโบนัสให้ลูกศิษย์หลักแสนบาทต่อคน ช่วงปี 2555-2559 ถือเป็นการกระทำเข้าข่ายใช้เงินวัดผิดวัตถุประสงค์ หลังจากนั้นพาพระคึกฤทธิ์ไปสอบปากคำเพื่อรับทราบข้อกล่าวหา การเดินทางเข้าพบครั้งนี้ พระคึกฤทธิ์ติดต่อเข้ามาพบด้วยตัวเองเพื่อขอชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวต่อมาเวลา 10.20 น. หลังจาก พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผบก.ปปป. และพนักงานสอบสวน กก.2 บก.ปปป.สอบปากคำพระคึกฤทธิ์นานกว่า 4 ชม. แจ้งข้อกล่าวหายักยอกทรัพย์ และข้อหาเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ พิมพ์ลายนิ้วมือตามขั้นตอน เมื่อเสร็จสิ้นทีมทนายความประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจขอความช่วยเหลือให้ช่วยกันสื่อมวลชนที่มาดักรอทำข่าวหน้าห้องพนักงานสอบสวน บก.ปปป.ชั้น 15 ไม่ให้ถ่ายภาพ อ้างว่ากลัวเสียภาพลักษณ์ และเกรงว่าจะนำรูปไปตัดต่อลงโซเชียลในทางไม่ดี ก่อนตำรวจจะพาพระคึกฤทธิ์ลงลิฟต์อีกทางไปยังชั้น 3 ของอาคาร เพื่อออกทางเชื่อมไปยังอาคารจอดรถอีกอาคารเดินทางกลับวัดทันทีหลังจากนั้นนายนันทน อินทนนท์ ทนายความพระคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล แถลงต่อสื่อมวลชนว่า วันนี้มารับทราบข้อกล่าวหาฐานความผิด ม.157 และ ม.147 ยักยอกเงินวัด ทางพระคึกฤทธิ์เซ็นรับทราบข้อกล่าวหาไปแล้ว แต่ยื่นแย้งความผิดมาตรา 157 เพราะประเด็นสำคัญที่สุดคือ ข้อกฎหมายที่ว่าด้วยเจ้าอาวาสวัดเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่ เพราะถ้าไม่ใช่อาจไม่เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 157 เนื่องจาก พ.ร.บ.คณะสงฆ์ มาตรา 45 ระบุว่า ผู้ที่ถือเป็นเจ้าพนักงานต้องเป็นพระที่ได้รับแต่งตั้งในตำแหน่งปกครองคณะสงฆ์ เช่น เจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอ หรือเจ้าคณะตำบล ส่วนเจ้าอาวาสมีอำนาจเพียงบริหารกิจการภายในวัด ไม่ได้ปกครองคณะสงฆ์ จึงไม่ใช่เจ้าพนักงานตามกฎหมายอาญา“ส่วนประเด็นที่ทนายฝั่งตรงข้ามยื่นตรวจสอบการเปิดบัญชีวัดตั้งแต่ปี 2554 - 2559 แต่กฎหมายของมหาเถรสมาคมเพิ่งออกมาเมื่อปี 2568 สามารถนำมาบังคับใช้ย้อนหลังได้ ส่วนประเด็นที่มีการจ่ายเงินค่าโบนัสให้พนักงานวัด 4 คน โดยเงินที่ได้รับเฉลี่ยประมาณเดือนละ 30,000 บาท สำหรับคนที่ทำงานหามรุ่งหามค่ำมองว่าไม่เกินสมควร ถ้าพนักงานสอบสวนมองว่า ไม่สมควร ก็พร้อมที่จะเข้ามาชี้แจงเส้นทางการเงิน” ทนายนันทนกล่าวทนายความพระคึกฤทธิ์เผยอีกว่า พระคึกฤทธิ์ถูกสอบไม่ได้มีท่าทีเครียด บรรยากาศการสอบสวนเป็นไปด้วยดี พนักงานสอบสวนมีท่าทีอ่อนน้อมถ่อมตนในฐานะที่ท่านเป็นพระสงฆ์ ส่วนที่พระคึกฤทธิ์ไม่ออกมาให้สัมภาษณ์ เพราะไม่ต้องการเผชิญหน้ากับคู่กรณี ถ้าสื่อมวลชนต้องการซักถามข้อเท็จจริงอย่างไม่เป็นทางการ สามารถไปที่วัดนาป่าพงเพื่อพูดคุยกับเจ้าอาวาสได้ ส่วนกรณีนักเปรียญธรรม 9 ประโยคที่ไปออกรายการดังพูดประเด็นเกี่ยวกับเรื่องกฎหมายทางสงฆ์ ตนในฐานะทนายความพร้อมไปดีเบต หากรายการไหนเชิญ โดยเฉพาะรายการโหนกระแสทนายนันทนระบุอีกว่า เตรียมดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลจำนวนหนึ่ง ที่นำข้อมูลเส้นทางการเงินและข้อมูลส่วนบุคคลของลูกศิษย์วัดกว่า 30 คนไปเผยแพร่ต่อสาธารณะ ทำให้ถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับการทุจริต ทั้งที่ยืนยันว่าเป็นการรับเงินโดยชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้ยังมีกรณีกลุ่มบุคคลกล่าวหาวัดเรื่องใช้เงินทำคดีที่เยอรมนีกว่า 42 ล้านบาท และจ่ายค่าทนาย 20 ล้านบาท ฝ่ายทนายมองว่าเป็นข้อมูลบิดเบือนจึงยื่นฟ้องหมิ่นประมาทแล้ว ขอย้ำว่า หากพบว่ามีการร้องเรียนหรือแจ้งความโดยใช้ข้อมูลเท็จหรือบิดเบือนจะดำเนินคดีกลับอย่างเด็ดขาด บางส่วนศาลนัดไต่สวนในเดือน ก.ค.นี้อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่