“นักกู้ลุ่มเจ้าพระยา” กลายเป็นฉายาหลักของ รมว.คลัง ประเทศไทย จนดูเหมือนจะเป็นฉายาประจำของ “ขุนคลัง” ทุกรัฐบาล ล่าสุดบทนี้ตกเป็นของ “ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯ และ รมว.คลัง รัฐบาลพรรคภูมิใจไทย ที่ออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อนำมาอัดฉีดเศรษฐกิจที่เจอวิกฤติพลังงานจากสงครามเหมือนลอกสคริปต์เดียวกัน ตามเหตุความจำเป็นที่อ้างตรงกันทุกรัฐบาล ต้องประคองปากท้องประชาชนคนไทย โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยที่เป็นจุดเปราะบางสุดในสังคม อาจจะเติมความแปลกใหม่ ก็ตรงที่ขุนคลังรัฐบาลปัจจุบันอ้างวิกฤติที่ไม่ได้มาระลอกเดียว แต่มีถึง 4-5 ระลอก จากภาวะวิกฤติน้ำมันที่สั่นสะเทือนถึงราคาสินค้ายังหมายรวมถึงการเกาะเทรนด์โลก ดร.เอกนิติระบุถึงการแบ่งเงินกู้ครึ่งหนึ่งคือ 2 แสนล้านบาทในการปรับโครงสร้างพลังงานของไทยให้ประชาชนหันมาใช้พลังงานทดแทน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ รถยนต์ไฟฟ้า เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล ทั้งน้ำมันเชื้อเพลิง และก๊าซธรรมชาติที่จัดหายากลำบากในภาวะสงครามเงื่อนไขสถานการณ์ถือว่า มีน้ำหนักพอจะให้รัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านได้ แม้ฝ่ายค้านอย่าง น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน จะส่งเสียงทักดังๆถึงการซิกแซกแบ่งงบออกเป็น 2 ส่วน คือ ในส่วนช่วยเหลือเยียวยาประชาชนและเปลี่ยนผ่านพลังงาน ที่อาจไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขเร่งด่วนตามรัฐธรรมนูญรัฐบาลจำเป็นต้องเติมกระสุนในการบริหารเศรษฐกิจ นี่คือบทสรุปสุดท้าย เป็นสิทธิของฝ่ายถืออำนาจที่จะกำหนดวิธีการบริหารงบประมาณแผ่นดิน แต่ประเด็นที่น่าสนใจมันอยู่ตรงที่สถานะ “นักกู้ลุ่มเจ้าพระยา” ของขุนคลังประเทศไทย จะต้องเป็นแบบนี้ไปตลอดใช่หรือไม่ เอะอะรัฐบาลต้องกู้เงินมาบริหารปากท้องประชาชนทุกยุคสมัยในสภาพที่จ่อทะลุเพดาน สถานการณ์หนี้สาธารณะของประเทศไทย ณ พ.ศ.2569 แตะเพดานที่ร้อยละ 70 ของจีดีพี ตามความเสี่ยงที่ต้องจับตาภาวะหนี้โตเร็วกว่าเศรษฐกิจ หนี้เพิ่มเร็วกว่าความสามารถในการสร้างรายได้ ทำให้เสี่ยงต่อสถานะความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว ทั้งภาระดอกเบี้ย ความเชื่อมั่นของนักลงทุนมันก็มาจากการเมืองแบบไทยๆ ต้นเหตุวงจรหนี้ชั่วลูกชั่วหลาน เกิดจากนักเลือกตั้งอาชีพใช้นโยบายประชานิยมและคะแนนเสียง ปรนเปรอประชาชนจนชินกับการรอความช่วยเหลือจากรัฐบาล ไม่มีการเติมทักษะการประกอบอาชีพ สร้างรายได้ให้ตัวเองตามกลไกหมุนเวียนเศรษฐกิจปกติ กู้มาบริหารวนไปวนมาจนใกล้น็อกรอบ.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม