ตัวเลข “หนี้ครัวเรือนไทย”...ในปี 2569 มีแนวโน้ม วิกฤติหนัก แตะระดับสูงสุดที่ 86.7-86.8% ต่อจีดีพี สูงเป็นอันดับ 3 ในเอเชีย สาเหตุหลักจากรายได้โตไม่ทันค่าครองชีพและภาระหนี้เดิม โดยแรงงานกว่า 98% มีหนี้สินล้นตัวเฉลี่ยเกือบ 5 แสนบาทต่อครัวเรือนขณะที่หนี้ในระบบอัตราดอกเบี้ยสูงถึง 9.42% ต่อปีพลิกแฟ้มสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยปี 2569 ระดับหนี้...ทะลุเกิน 16 ล้านล้านบาท (คิดเป็น 86.8% ของ GDP) สถานะแรงงาน...98% ของผู้มีรายได้น้อยมีหนี้สิน โดย 60% ไม่มีเงินเก็บเลย ภาระต่อครัวเรือน...เฉลี่ยสูงถึง 494,505 บาทต่อครัวเรือน เพิ่มขึ้น 14.4% จากปีก่อนหน้าโครงสร้างหนี้...เป็นหนี้ในระบบ 87% (ดอกเบี้ย 9.42% ต่อปี) และนอกระบบ 13% (ดอกเบี้ย 10.72% ต่อเดือน) ผลกระทบ...แรงงานกว่า 86.7% ต้องลดการใช้จ่าย ทำให้การบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวลง สาเหตุหลัก รายได้ไม่พอกับค่าครองชีพ...รายได้เติบโตไม่ทันค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น หนี้เดิมสะสม...ภาระหนี้สินจากการอุปโภคบริโภคและหนี้ที่เกิดในช่วงโควิด-19 ยังคงอยู่ บวกกับเศรษฐกิจชะลอตัว...ส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ แน่นอนว่า...สถานการณ์นี้ส่งผลให้ครัวเรือนมีความเปราะบางสูงแม้ภาครัฐจะพยายามตรึง “หนี้สาธารณะ” ไม่เกิน 70% ของจีดีพี แต่ “หนี้ภาคประชาชน” ยังคงเป็นความเสี่ยงหลักต่อเศรษฐกิจ ย้ำว่าคำว่า “หนี้ครัวเรือนไทย” ก็คือ เงินที่บุคคลธรรมดาในไทยกู้ยืมจากสถาบันการเงินหรือแหล่งอื่นน่าสนใจว่าสถานการณ์ปัจจุบัน...หนี้ครัวเรือนไทยอยู่ในสัดส่วนที่สูงมาก ติดอันดับต้นๆของเอเชีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาว แบ่งเป็นหนี้ในระบบและหนี้นอกระบบซึ่งมีความเสี่ยงสูง ส่วนใหญ่กู้เพื่ออุปโภคบริโภค ค่าครองชีพ ผ่อนชำระยานพาหนะ มากกว่ากู้เพื่อลงทุนสร้างรายได้กลุ่มที่เปราะบางคือ...เกษตรกร แรงงานรับจ้าง และคนรุ่นใหม่ที่กู้ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ มีสัดส่วนหนี้สินสูงและมีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ เกิดจากค่าครองชีพสูง รายได้ไม่เพียงพอ และพฤติกรรมการกู้เงินเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวันผลกระทบ...เมื่อหนี้ครัวเรือนที่สูงทำให้ประชาชนมีเงินเหลือใช้ลดลง ส่งผลให้เศรษฐกิจโดยรวมชะลอตัว เนื่องจากกำลังซื้อลดลง และทำให้คุณภาพสินเชื่อของสถาบันการเงินลดลงตัวเลข “หนี้ครัวเรือนไทย” พุ่งสูงว่าน่ากังวลแล้ว ที่น่าสะพรึงยิ่งกว่าคือ “คุณภาพหนี้” ข้อมูลจากเครดิตบูโรชี้ชัดว่า หนี้เสีย (NPL) และ หนี้ที่กำลังจะเสีย (SM) ในกลุ่มสินเชื่อรถยนต์และบัตรเครดิตพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ “เจน Y”...“เจน Z” ที่เริ่มสตาร์ตชีวิตด้วยการเป็นหนี้เสียตั้งแต่ออกเรือน “เรากำลังอยู่ในยุคที่พ่อแม่กู้เงินมาส่งลูกเรียน พอลูกจบมาทำงานก็ต้องกู้เงินมาใช้หนี้ให้พ่อแม่ และกู้เพิ่มเพื่อประทังชีวิตตัวเอง มันคือกับดักหนี้ที่ส่งต่อกันเป็นมรดก” นี่คือหนึ่งในเสียงสะท้อนจากผู้เชี่ยวชาญเศรษฐศาสตร์สังคมเมื่อหันมามองฟาก “รายได้” แม้รัฐบาลจะมีความพยายามขยับค่าแรงขั้นต่ำขึ้นไปที่ 400 บาท ทั่วประเทศ แต่นักวิชาการหลายสำนักชี้ชัดว่านั่นเป็นเพียงการ “ประคองอาการ” ไม่ใช่การ “รักษาโรค”ส่องกระจกชะตากรรมคนหาเช้ากินค่ำเมื่อ “ค่าแรงขั้นต่ำ” คือ “ค่าครองชีพที่ติดลบ”...ตั้งต้นกันที่สมการชีวิตของพี่น้องแรงงานไทย ตัวเลข 400 บาท อาจดูเหมือนเป็นตัวเลขที่ขยับขึ้นมาเพื่อสร้างความหวังแต่...เมื่อกางแผ่นพับบัญชีครัวเรือนออกดูจริงๆ เราจะพบกับความจริงที่น่าตกใจว่า “ค่าแรงขั้นต่ำ” ในวันนี้ ไม่ใช่จุดที่ทำให้คนรอดพ้นจากความจน แต่...คือเส้นชัยที่วิ่งไปไม่ถึงค่าครองชีพพื้นฐานหรือไม่?กางบัญชี “รายวัน”...แค่มอง “รายรับ” ก็พ่ายแพ้ต่อ “รายจ่าย” ราบคาบเสียแล้ว หากเราลองแตกตัวเลข 400 บาทออกมาเป็นค่าใช้จ่ายในหนึ่งวัน จะเห็นภาพ “ความตึงเครียด” ทางการเงินที่ชัดเจนค่าอาหาร 3 มื้อ (180-210 บาท)...ในยุคที่ข้าวกะเพราไข่ดาวพุ่งไปจานละ 60 บาท และน้ำดื่มขวดละ 10 บาท เพียงแค่การกินเพื่ออยู่รอดก็ดึงเงินออกจากกระเป๋าไปแล้วกว่า “ครึ่งหนึ่ง” ของ “รายได้”ค่าเดินทาง (60-100 บาท) สำหรับคนที่ไม่ได้อยู่ใกล้ที่ทำงาน การต่อรถเมล์ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง หรือรถไฟฟ้าคือรายจ่ายภาคบังคับที่หลีกเลี่ยงไม่ได้...ค่าที่พักและสาธารณูปโภค (150 บาท) คำนวณจากห้องเช่าราคาประหยัดเดือนละ 4,500 บาท (รวมน้ำ-ไฟ) ซึ่งหารออกมาเป็นรายวันเพื่อความเห็นภาพชัดเจน เมื่อรวมยอดรายจ่ายข้างต้น เราจะพบว่าเงิน 400 บาทนั้น “หมดเกลี้ยง” ทันทีที่สิ้นวัน โดยที่ตัวเลขนี้ยังไม่ได้นับรวมรายจ่ายจำเป็นอื่นๆ เช่น ของใช้ส่วนตัว...สบู่ ยาสีฟัน ผงซักฟอก สวัสดิการชีวิต...ค่าหยูกยาเวลาเจ็บป่วย หนี้สิน...ดอกเบี้ยเงินกู้ทั้งในและนอกระบบนี่คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ “แรงงานไทย” ส่วนใหญ่ตกอยู่ในภาวะ “หนี้เรื้อรัง” เพราะเมื่อรายได้พื้นฐานไม่พอจ่ายค่าใช้จ่ายพื้นฐาน ทางออกเดียวคือการ “กู้” เพื่อมาเติมส่วนที่ขาดในแต่ละวัน จนกลายเป็น “ดินพอกหางหมู” ที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นข้างต้นนี้ประหนึ่งเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า การขยับค่าแรงขั้นต่ำเพียงอย่างเดียวโดยไม่คุม “เพดานค่าครองชีพ” หรือการสร้าง “รัฐสวัสดิการ” ที่ช่วยลดภาระค่าเดินทางและค่าที่พัก จะไม่สามารถแก้ปัญหาความยากจนได้จริง...หาก “ค่าแรง” ยังวิ่งไล่กวด “ค่ากะเพรา” ไม่ทันเช่นนี้ ชะตากรรมของแรงงานไทยก็คงหนีไม่พ้นการเป็นนักกายกรรมที่ต้องเลี้ยงตัวอยู่บนเส้นด้ายทางการเงินที่พร้อมจะขาดได้ทุกวินาที คำถามทิ้งท้ายจึงมีว่า...เราจะยกระดับ “ขั้นต่ำของค่าแรง” ให้กลายเป็น “ขั้นต่ำของความเป็นคน” ได้อย่างไร?คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม