เมื่อวานนี้ผมเขียนถึงโครงการที่ถูกล้อเลียนว่า “7 ชั่วโคตร” อันได้แก่ โครงการ “แลนด์บริดจ์” ที่ฝันว่าจะสร้างสะพานบกคร่อมคอคอดภาคใต้ของเราเพื่อขนส่งสินค้าจากทะเลฝั่งนี้ไปทะเลฝั่งโน้นไม่ต้องไปถึงช่องแคบมะละกากลับมาโด่งดังอีกครั้งเหตุเพราะรัฐบาลนี้หยิบมาปัดฝุ่นใหม่ และทำท่าขึงขังว่าจะเอาจริงเอาจัง มอบหมายให้รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม พิพัฒน์ รัชกิจประการ ไปทบทวนความเป็นไปได้ต่างๆที่เคยมีการศึกษาไว้ และให้รับฟังความเห็นของประชาชนทุกหมู่เหล่าให้รอบคอบด้วยผมซึ่งเป็นห่วงมากว่าสถานการณ์วิกฤติเศรษฐกิจเฉพาะหน้าอันเนื่องภาวะสงครามตะวันออกกลางยังทะมึนรอเราอยู่เลย ควรจะใช้สติปัญญาเท่าที่มีอยู่หาทางเอาตัวรอดให้ได้เสียก่อน...กลับจะไปฝันถึงเรื่องไกลตัว และเถียงกันมายาวนานเหลือเกินเข้าให้อีกที่สำคัญหากมีการแบ่งกำลังคนที่มีความรู้ความชำนาญไปดูแลเรื่องแลนด์บริดจ์อีกเรื่องหนึ่ง ก็จะทำให้จำนวนคนเก่งที่จะทำหน้าที่สู้กับปัญหาเฉพาะหน้าเหลือน้อยลงผมก็เขียนกราบเรียนติงท่านนายกฯไปด้วยความรักและห่วงใยไม่อยากให้เปิดศึกหลายด้าน...บรรดาแม่ทัพนายกองของท่านจะได้มีสมาธิ และมีกำลังวังชาที่จะสู้รบกับสงครามที่หนักหนาสาหัสที่เราและทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่นี้ได้อย่างเข้มแข็งระหว่างที่เขียนผมก็นึกในใจว่าท่านนายกฯอาจจะไม่ได้จริงจังอะไรนักก็ได้ เพราะการที่ท่านมอบหมายให้ท่านรองฯพิพัฒน์ไปดำเนินการนั้นแสดงว่าท่านไม่ซีเรียส เพราะอดีตมือบริหารธุรกิจบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างท่านย่อมจะตระหนักดีว่า ท่านรองฯพิพัฒน์ยังมี “จุดอ่อน” อยู่พอสมควรที่จะทำงานเรื่องนี้ด้วยความเคารพและขอโทษที่ผมต้องใช้ถ้อยคำในลักษณะนี้ เพราะ “มิติ” ของเรื่องแลนด์บริดจ์นั้นครอบคลุมทุกด้านแบบ 360 องศา คนที่จะไปดูแลจะต้องเป็นที่ยอมรับของสังคม 100 เปอร์เซ็นต์การที่ท่านส่งท่านรองฯพิพัฒน์ซึ่งช่วงนี้โชคร้ายตกเป็นจำเลยของสังคม ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์เยอะมาก เมื่อครั้งบริหาร “นํ้ามัน” ขาดแคลนช่วงแรกๆจนพี่น้องประชาชนต้องออกมาถือแกลลอน ถือขวดพลาสติกเข้าคิวซื้อนํ้ามันอย่างโกลาหลทั่วประเทศย่อมจะทำให้ประชาชนรู้สึกไม่เชื่อมั่นเต็มร้อยว่าท่านจะมาดูแลเรื่องแลนด์บริดจ์ได้ผมก็เลยตีความว่าท่านนายกฯ ท่านมิได้จริงจังกับเรื่องแลนด์บริดจ์หรอก...ที่เกิดความคิดว่าควรทำควรสร้าง และจุดประเด็น ขึ้นมาใหม่น่าจะมาจากเหตุผลอะไรอื่นๆ ที่ผมก็ยังนึกไม่ออกเสียมากกว่าจึงตั้งใจจะเขียนแค่วันเดียวว่าผมคิดเห็นอย่างไรกับโครงการแลนด์บริดจ์ เมื่อเทียบกับสถานการณ์ที่ประเทศไทยเผชิญอยู่ที่ไหนได้ รุ่งขึ้นอีกวันท่านให้สัมภาษณ์ใหม่ว่าท่านมอบให้ท่านรองฯ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นประธานการศึกษาเรื่องนี้แล้วให้กรอบเวลาการศึกษาไว้ “90 วัน”ผมก็เลยต้องกลับมาเขียนอีกที เพราะแสดงว่าท่านคิดจะเอาจริงมากขึ้น จึงมอบให้ ดร.เอกนิติ เป็นประธานดูแลเขียนด้วยความเห็นใจ ดร.เอกนิติ และทีมงานของท่าน ซึ่งผมดูๆแล้วก็ไม่พ้นสภาพัฒน์, กระทรวงการคลัง, สำนักกฤษฎีกา, สำนักงบประมาณ ฯลฯ ซึ่งงานหนักอยู่แล้ว ต้องมาทำงานหนักขึ้นไปอีก (โดยไม่จำเป็นในความเห็นของผม)แทนที่จะได้ทุ่มเทสมาธิสู้กับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง ซึ่ง ณ นาทีนี้ก็ยังวุ่นๆไม่จบ...ล่าสุดขณะเขียน นํ้ามันดิบ เบรนท์ ลอนดอน ขึ้นไปอีก 6 เหรียญกว่า กลายเป็น 114 เหรียญกว่าต่อบาร์เรลเข้าให้แล้ว...เกินกว่าราคา 107 เหรียญ ที่นักวิชาการบางท่านเคยประเมินว่าเป็นจุดที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยเข้าขั้น “ร้ายแรง”แต่ก็เอาเถอะไหนๆท่านนายกฯก็สั่งการไปแล้ว ทำให้จบใน 90 วันนะครับ ท่านรองฯเอกนิติ...ดีเหมือนกัน...จะได้รู้กันไปว่าควรทำ หรือไม่ควรทำสำหรับผมยังคงยืนยัน 1 เสียงตรงนี้ครับว่า ไม่ควรทำ และควรแขวนไว้ต่อไป ด้วยรักและห่วงใยจากใจจริงครับท่านนายกฯ."ซูม"คลิกอ่านคอลัมน์ “เหะหะพาที” เพิ่มเติม