“โทน บางแค” แจ้งความดำเนินคดี “รองเต่า-อัยการแหม่ม” ฐานเป็นเจ้าหน้าที่รัฐติดตามทวงหนี้ที่ไม่ใช่ของตน และข้อหาสนับสนุนฯ พนักงานสอบสวน สน.พหลโยธินสอบเครียดมาราธอนกว่า 3 ชม. ออกมาเผยว่า ให้ข้อมูลตำรวจหมดแล้ว แต่หวั่นถูกคุกคามเพราะคู่กรณีเป็นคนมีอำนาจ รับวันพบรองเต่าเสียความรู้สึก เจอคำพูด “จะคุยหรือเปล่า ถ้าไม่คุยก็ออกไป” ถึงกับถอดใจ หลังจากนั้นเข้าร้องเรียนอัยการสูงสุด ตรวจสอบ “อัยการแหม่ม” เป็นอัยการจริงหรือไม่ มาร่วมทวงหนี้ที่ไม่ใช่ของตนได้ยังไง ยันไม่มีใบสั่งจากใครให้มาแจ้งความดำเนินคดี ด้าน“รองเต่า” แฉแหลก “โทน บางแค” อยู่ในขบวนการฉ้อโกงการซื้อขายพระเครื่องรายใหญ่ มีผู้ร่วมขบวนการ 9 คน ความเสียหายกว่า 5 พันล้านบาท เบื้องต้นพนักงานสอบสวนกองปราบฯเรียกเซียนพระ 3 คนรวม “โทน บางแค” มาแจ้งข้อหาแล้ว แย้ม “มาดามเก่ง”ผู้เสียหายและทนายเตรียมแถลงรายละเอียดเอง ยันไม่มีคอมมิชชันค่าทวงหนี้ 30 เปอร์เซ็นต์ตามที่ถูกปล่อยข่าวที่ สน.พหลโยธิน เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 5 พ.ค. นายโทนทอง สุขแก่น หรือ “โทน บางแค” อายุ 43 ปี เซียนพระชื่อดัง พร้อมทนายความ นำเอกสารหลักฐานเข้าแจ้งความกับ พ.ต.ท.ศักดินาถ หนูฉ้ง สว. (สอบสวน) สน.พหลโยธิน ดำเนินคดี พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. หรือรองเต่า ข้อหาข่มขู่กรรโชก รับจ้างทวงหนี้ หลังให้ปากคำกว่า 3 ชม. โทน บางแค ออกมาเปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 1พ.ค.ที่ผ่านมา ได้เข้าร้องเรียน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.ว่า ถูก พล.ต.ต.จรูญเกียรติข่มขู่ทวงหนี้ที่ชั้น 27 อาคาร บช.ก. เมื่อวันที่ 17 เม.ย. วันนี้มาแจ้งความดำเนินคดี พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ข้อหาเป็นเจ้าหน้าที่รัฐทวงถามหนี้ หรือสนับสนุนการทวงถามหนี้ที่ไม่ใช่ของตน เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ 2558 ขณะเดียวกันตนแจ้งความกลุ่มบุคคลที่เข้าข่ายสนับสนุน แต่ขอสงวนรายละเอียดว่ามีใครบ้าง กี่คน เพราะอยู่ในสำนวน แต่มีหลายคนมากกว่า 1 คนแน่นอนเซียนพระดังเผยต่อว่า เมื่อวันที่ 17 เม.ย.ได้รับการประสานจากบุคคลตามข่าว (ป๋อง สุพรรณ) เซียนพระรุ่นใหญ่ตั้งใจไปเป็นการส่วนตัวเพื่ออธิบายเรื่องหนี้ที่เกิดขึ้น เพราะไม่สบายใจ อยากชี้แจงเพื่อความเข้าใจ รวมทั้งไม่รู้ว่ามีคดีด้วยหรือไม่ ปรากฏว่า พล.ต.ต.จรูญเกียรติพูดลักษณะว่า “จะคุยหรือเปล่า ถ้าไม่คุยก็ออกไป” ทั้งที่ตนตั้งใจไปอธิบายเรื่องหนี้สิน พอมาเจอคำพูดและพฤติกรรมแบบนี้รู้สึกไม่สบายใจ สงสัยว่าคนเป็นเจ้าหน้าที่รัฐสามารถตามทวงหนี้ได้หรือไม่ ตนไม่รู้ว่า พล.ต.ต.จรูญเกียรติเข้ามาเกี่ยวข้องได้อย่างไร ตัดสินใจแจ้งความครั้งนี้เพราะต้องการปกป้องสิทธิ์ตัวเอง“ผมยอมรับว่ากลัว ไม่รู้ว่าหลังจากนี้จะถูกคุกคามหรือจะโดนอะไรหรือไม่ เพราะคู่กรณีเป็นคนมีอำนาจ รวมทั้งรู้สึกถูกกดดันและไม่สบายใจ นำเรื่องราวที่เกิดขึ้นเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดีตามกฎหมาย ยืนยันว่าการแจ้งความครั้งนี้เพราะถูกกระทำในสิ่งที่ไม่เป็นธรรมจริง ไม่มีใบสั่งจากใครแน่นอนให้คำมั่นล้านเปอร์เซ็นต์ จะให้ไปสาบานที่วัดพระแก้วหรือวัดอะไรก็ได้” เซียนพระดังกล่าวโทน บางแค กล่าวอีกว่า ตนมีหนี้สินกับเจ้าหนี้รายดังกล่าวจริง 2 สัญญาหลักร้อยล้านบาท ที่ผ่านมาทยอยชำระบ้างตามเงินหมุนเวียนธุรกิจ ชำระหนี้ล่วงหน้าถึงปี 2570 มีการค้ำประกันหนี้ไม่ว่าจะเป็นพระเครื่อง อาคารพาณิชย์ ไปถึงการจ่ายเช็คล่วงหน้ารายเดือนเพื่อชำระหนี้ ส่วนที่มีสื่อบางสำนักรายงานว่า ตนฉ้อโกง เบี้ยวหนี้หรือจ่ายเช็คเด้งนั้น ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง ไม่เคยทำผิดสัญญาเช็กเครดิตบูโรได้ ตอนนี้มีหนี้เอกชนรายเดียวคือ เจ้าหนี้รายดังกล่าว ส่วนหนี้ธนาคารมี 2-3 แห่ง สาเหตุที่หนี้เยอะเพราะต้องหาเงินทุนมาหมุนเวียนธุรกิจซื้อขายพระเครื่อง พระบางองค์ก็จมขายไม่ออกหรือขายไม่ได้กำไร ทำธุรกิจมากว่า 30 ปี เคยกู้หนี้ยืมสินหลายครั้งไม่เคยมีปัญหา“ผมไม่โกรธและยังคงเคารพนับถือป๋อง สุพรรณ ฐานะรุ่นพี่เช่นเดิม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเหตุเฉพาะหน้า ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดขึ้น ถ้าผมทำให้พี่ป๋อง สุพรรณ รู้สึกลำบากใจ ขอโทษผ่านสื่อมวลชนและยืนยันว่าไม่มีเจตนาจะทำให้ลำบากใจ” โทน บางแค พูดพร้อมยกมือไหว้ต่อหน้าสื่อ หลังจากนั้นเดินทางต่อไปยังสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อยื่นเรื่องตรวจสอบพฤติกรรมของบุคคลที่อ้างตัวเองว่าเป็นอัยการอยู่ในวันที่เกิดเหตุด้วยที่สำนักบริหารกลาง สำนักงานอัยการสูงสุด ศูนย์ราชการ อาคารเอ เวลา 14.00 น. นายโทนทอง สุขแก่น หรือโทน บางแค พร้อมนายเฉลิมชัย ศรียุภักดิ์ ทนายความ เข้ายื่นหนังสือถึงอัยการสูงสุด ขอให้ตรวจสอบพนักงานอัยการชื่อ “แหม่ม” ว่าเป็น อัยการจริงหรือไม่ กรณีอยู่ในวงเจรจาเคลียร์หนี้ที่ บช.ก.ด้วย โทน บางแค กล่าวว่า มีอัยการผู้หญิงคนหนึ่งชื่อแหม่มอยู่ในเหตุการณ์ที่ชั้น 27 อยู่ในวงเจรจาเคลียร์หนี้ด้วย จึงมาร้องให้ตรวจสอบว่าเป็นอัยการจริงหรือไม่ หากเป็นอัยการจริงมีหน้าที่ทวงถามหนี้สินในเวลาราชการได้หรือไม่ ส่วนรายละเอียดอยู่ในสำนวนการสอบสวนที่ให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวน สน.พหลโยธินไปหมดแล้ว“เขาอ้างว่าเป็นอัยการ แต่ไม่ได้โชว์บัตรอะไรทั้งสิ้น วันนี้จึงมาขอให้อัยการสูงสุดตรวจสอบ ก่อนหน้านี้เคยเจออัยการคนนี้ 2 ครั้ง ครั้งแรกที่สำนักงานของผมเอง และมาเจออีกครั้งในวันมาพบเจ้าหนี้ที่ชั้น 27 อาคาร บช.ก. มีภาพจากสำนักงานมามอบเป็นหลักฐานด้วย” โทน บางแคกล่าวที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) เวลา 15.00 น. พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. ให้สัมภาษณ์กรณีถูกเซียนพระชื่อดังแจ้งความดำเนินคดีกล่าวหาข่มขู่ทวงหนี้ว่า อยู่ระหว่างพิจารณาว่าสิ่งที่นายโทนพูดเป็นไปตามข้อเท็จจริงไหม หรือทำให้เสียหาย เนื่องจากอยู่ในช่วงใกล้วาระการแต่งตั้ง ประจำปี 2569 ดังนั้น จะสงวนสิทธิ์ด้วยการปรึกษาฝ่ายกฎหมายพิจารณาฟ้องกลับหรือไม่ แต่ถือว่าเป็นสิทธิ์ของนายโทน ที่ผ่านมาไม่อยากตอบโต้ พยายามหลีกเลี่ยง ยืนยันเราสู้ในความถูกต้องและ ข้อเท็จจริงอยู่แล้ว“เรื่องนี้เริ่มต้นเมื่อปี 2568 น.ส.ดรณ์ เทียนถาวรวงษ์ หรือไฮโซเก่ง ผู้เสียหาย มาร้องขอความเป็นธรรมกรณีถูกกลุ่มเซียนพระ 9 คน รวมโทน บางแค ฉ้อโกงหลอกขายพระเครื่องห้วงปี 2568-2569 มูลค่าความเสียหายกว่า 2,000 ล้านบาท พฤติการณ์เซียนพระกลุ่มนี้จะทำทีมาขอเช่าพระเครื่องราคา 10 ล้านบาทด้วยการจ่ายเช็คค้ำประกันแต่ขอพระเครื่องไปก่อน แล้วมีอีกกลุ่มมาขอเช่าพระเครื่องราคาที่สูงกว่าแล้วจ่ายเช็คค้ำประกันไว้ ก่อน 2 กลุ่มนี้แกล้งทะเลาะกัน บอกผู้เสียหายว่า เอาพระเครื่องไปจำนำไว้ 20 ล้านบาทให้มาดามเก่งไปไถ่ออกมาเพราะเกรงว่าจะถูกยึด จากการตรวจสอบพบว่า กลุ่มนี้ทำลักษณะนี้กับหลายคน พบความเสียหายมูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาท ทางคดีพนักงานสอบสวน กก.2 บก.ป. แจ้งข้อหาร่วมกันฉ้อโกงไปแล้ว 3 คนรวมนายโทนด้วย” รอง ผบช.ก.กล่าวพล.ต.ต.จรูญเกียรติกล่าวต่อว่า ส่วนที่เป็นข่าวระหว่างนายโทนกับตนยืนยันว่า เป็นคนละเรื่อง ไม่อยากพูด จะประสานให้ผู้เสียหายพร้อมทนายความพูดเองในวันที่ 6 พ.ค. ยืนยันว่าที่ถูกครหาว่ารับค่าคอมมิชชันทวงหนี้ 30 เปอร์เซ็นต์ไม่เป็นความจริง ส่วนเหตุการณ์วันที่ 17 เม.ย.ยืนยันไม่ได้เรียกนายโทนมา แต่นายโทนประสานมาเองเพื่อให้ตนเป็นคนกลางไกล่เกลี่ย ไม่ได้บังคับขู่เข็ญ และไม่เคยพูดกับนายโทนว่า “ถ้าไม่พร้อมคุย ก็เดินออกไปได้เลย” แต่พูดว่า “ถ้าไม่พร้อมคุย ก็กลับได้เลย” เพราะต้องการความสมัครใจ ผลการเจรจาวันนั้นไม่จบ เพราะนายโทนบอกว่า ไม่มีทรัพย์สินอะไรแล้ว แต่จากการตรวจสอบพบว่า ยังมีทรัพย์สินหลายรายการกว่า 60 ล้านบาท ต่อมาวันที่ 24 เม.ย.ทนายโทนนำกระเป๋าแบรนด์เนม 5-6 ใบ และทะเบียนรถหรู แต่มีมูลค่าต่ำกว่าราคาเช็คค้ำประกัน เลยทำให้การเจรจาไม่เป็นผลอีกส่วนเรื่องที่นายโทนจะรับงานใครมาหรือไม่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติกล่าวว่า ไม่ทราบ แต่ตำรวจมีหลักฐานที่ไม่ตรงกับนายโทนเล่า พร้อมทั้งฝากไปถึงประชาชน ถ้าหากเจองูพร้อมกับเซียนพระกลุ่มนี้ ขอให้ตีเซียนพระก่อน เพราะเป็นเซียนกระดาษเปล่า และยังมีข้อเท็จจริงอีกหลายส่วน แต่ตนไม่อยากเป็นผู้เปิดเผย เพราะเดี๋ยวถูกมองว่าไม่เป็นกลาง ปล่อยให้ผู้เสียหายออกมาพูดเอง คาดว่าวันที่ 6 พ.ค.ผู้เสียหายอาจแถลงชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมดด้วยตนเองอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่