บรรดาองค์กรแรงงานผนึกกำลัง ตบเท้ายื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลในวันแรงงานแห่งชาติ มุ่งเน้นด้านความมั่นคงและสวัสดิการแรงงาน โดยเฉพาะในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ขอให้เร่งจัดตั้งกองทุนประกันความเสี่ยง เพื่อป้องกันปัญหาลูกจ้างถูกลอยแพ ในกรณีที่นายจ้างปิดกิจการ หลีกเลี่ยงการจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายการรับรองอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87 และ 98 เป็นหลักประกันรับรองสิทธิลูกจ้างรวมตัวจัดตั้งสหภาพแรงงาน ต่อรองกับนายจ้างได้ เป็นอีกเสียงสะท้อนที่ดังกึกก้องมายาวนานกว่าสองทศวรรษ ที่ขอให้รัฐบาลแสดงเจตจำนงทางการเมืองให้เป็นที่ประจักษ์ ลงสัตยาบันเข้าเป็นภาคีผลประโยชน์ตกกับภาคธุรกิจในมิติลดความขัดแย้งด้านแรงงานสัมพันธ์ และปลดล็อกสถานะของประเทศไทย ออกจากรายชื่อประเทศส่วนน้อยของ ILO ที่ยังไม่ยอมลงสัตยาบัน โดยยกระดับสถานะของประเทศในเวทีโลก ไม่ให้ถูกเพ่งเล็ง หรือใช้เป็นข้ออ้างกีดกันทางการค้า และเป็นแม่เหล็กดึงดูดการลงทุนจากบริษัทชั้นนำตรงกับเป้าหมายสำคัญยกระดับกติกาและเศรษฐกิจของประเทศให้ได้มาตรฐาน ตามยุทธศาสตร์ของรัฐบาลอนุทินพลัส ที่ปักธงให้ไทยต้องเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาเศรษฐกิจ (OECD) ภายในปี 2571 แต่องค์กรนี้มีกฎเกณฑ์เข้มงวดมากในด้านธรรมาภิบาล และด้านสิทธิมนุษยชนปัจจัยที่เป็นใบเบิกทางแสดงว่ากติกาภายในประเทศสอดคล้องกับมาตรฐานสากล ทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) แนะนำให้รัฐบาลเร่งลงสัตยาบัน ที่ไม่ใช่แค่เรื่องของมนุษยชน แต่เป็นการบริหารความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง เพื่อสร้างแต้มต่อการแข่งขันในตลาดทุนยุคใหม่ ที่มีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการสร้างความเชื่อมั่นให้บริษัทชั้นนำระดับโลก มีกฎเหล็กในการประกอบธุรกิจ โดยยึดนโยบาย Environ mental Social and Governance (ESG) เมื่อไทยมีกฎหมายแรงงานรองรับสิทธิการรวมตัว จะเป็นเสน่ห์ดึงดูดบริษัทเหล่านี้ ว่าการลงทุนในประเทศไทย จะไม่สร้างความเสี่ยงด้านชื่อเสียงให้กับแบรนด์ของบริษัทถ้ารัฐบาลไม่มีความกล้าหาญลงสัตยาบัน จะมีผลกระทบต่อเมกะโปรเจกต์ โครงการแลนด์บริดจ์ มูลค่า 1 ล้านล้าน ที่ต้องการเม็ดเงินลงทุนมหาศาลจากต่างชาติและบริษัทโลจิสติกส์ข้ามชาติ เพราะขาดแม่เหล็กดึงดูดสถาบันการเงินโลก รวมถึงกฎหมายแรงงานที่ล้าสมัย ไม่ช่วยดึงดูดแรงงานฝีมืออุตสาหกรรมไฮเทคเข้าสู่ระบบได้.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม