รู้กันเมื่อวันวานแล้วนะครับ ชื่อย่อ คสส. คือคณะสามสิบสาม วันนี้คุณศรัณย์ ทองปาน จึงต้องเล่าเรื่อง “รัฐประหารโดยคนดี” ต่อ (สุเมรุจักรวาล เมืองโบราณ พิมพ์ มี.ค.2569)เมื่อบรรดาคณะสามสิบสามขึ้นสวรรค์ใหม่ๆ พวกเทวดารุ่นที่อยู่มาแต่เดิมก็ดีใจ จัดปาร์ตี้รับน้อง เอาต้น “คันธบาล” เหล้าหอมทิพย์ออกมาเลี้ยงดูปูเสื่อแต่มฆะมาณพ หัวหน้า คสส.มีแผนแล้วในใจสั่งลูกน้องไม่ให้กินเหล้า ให้เล่นบท “เมาดิบ” ไปพักใหญ่จนเมื่อเทวดาหน้าเก่าเมาปลิ้นหลับเละเทะ หัวหน้าจึงส่งสัญญาณให้สมาชิกช่วยกันจับเทวดาที่กำลังหลับใหล...เหวี่ยงลงจากสวรรค์ยอดเขาหล่นไปอยู่ที่ตีนเขา ลึกลงไปแปดหมื่นสี่พันโยชน์ขึ้นชื่อว่าเทวดา แม้หน้าเก่าก็ยังไม่ตาย สร่างเมาแล้วก็สำนึก...“ทีนี้พวกเราจะไม่กินเหล้าอีก” นับแต่นั้นมาเทวดาพวกนี้จึงได้ชื่อว่า “อสูร”ตั้งสติได้พร้อมหน้า เหล่าอสูรจึงชวนกันมุดเข้าใต้เขาพระสุเมรุ ด้วยอำนาจแห่งกุศลที่ทำไว้แต่เดิม พลันเกิดอสูรพิภพขึ้นทันตา ทุกสิ่งเหมือนสวรรค์ที่เพิ่งพลัดหล่นลงมา กว้างยาวด้านละหมื่นโยชน์เหมือนกันทุกประการแม้แต่น้ำในสีทันดรสมุทรที่อยู่รอบเขาพระสุเมรุก็ไม่ท่วมทะลักเข้ามาส่วน คสส.ที่ก่อรัฐประหาร ยึดอำนาจในสุทัศนนคร (ผมก็เพิ่งรู้ นี่คือชื่อเดิมของสวรรค์ชั้นนี้) จึงเฉลิมฉลองชัยชนะด้วยการขนานนามสวรรค์ชั้นนั้น ว่า “ดาวดึงส์” อันแปลว่า 33 ตามจำนวน คสส.พร้อมกับที่หัวหน้า คสส.ก็สถาปนาตัวเองเป็นสวรรยาธิปัตย์ในนาม “พระอินทร์” หรือนายกรัฐมนตรีแห่งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นที่เรียบร้อยมีอย่างเดียว ที่ทำให้อสูรพิภพต่างจากดาวดึงส์ คือต้นไม้สำคัญบนดาวดึงส์มีต้นปาริชาตหรือทองหลาง เป็นต้นไม้ประจำพิภพ ส่วนพิภพอสูรมีแค่ต้นแคฝอย (ผู้รู้บางคนว่า แคฝอยเป็นญาติกับต้น “แคนา” ที่ตามบ้านผู้ดีนิยมปลูกกันในวันนี้)แต่มีบางคนแน่ใจว่า ต้นแคฝอยที่ว่านี้ คนภาคใต้เรียกว่า “ศรีตรัง”ในเวลาปกติ พวกอสูรก็งงๆ หลงๆ เพ้อๆ พวกเขายังอยู่บนสวรรค์ชั้นเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจนเมื่อถึงฤดูแคฝอยออกดอก ก็หวนระลึกนึกถึงรูปร่างหน้าตาและกลิ่นหอมพิเศษของดอกปาริชาต (ซึ่งใครได้กลิ่นแล้วระลึกชาติได้) เหล่าอสูรเมื่อ “ตระหนัก” ก็ “ตระหนก” พวกเราถูกหลอกว่า ที่นี่ไม่ใช่สวรรค์ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น อสูรจึงจัดทัพเต็มรูปแบบ หมายยกไปทำสงครามตีสุทัศนนครของ คสส.รบกันผลัดกันแพ้ชนะเรื่อยมา แต่มักจบลงตรง พวกอสูรไม่เคยบุกเข้าถึงนครหลวงของพระอินทร์ได้แม้แต่ครั้งเดียวดังนั้น แต่ละปีเมื่อถึงหน้าแคฝอยออกดอก ทัพอสูรก็ปีนเขาพระสุเมรบุกขึ้นไปรบกับเทวดา คสส. รบแล้วแม้ไม่ชนะก็วนลูปกลับยกมาที่เดิม รบแพ้ก็กลับ พอเห็นแคฝอยออกดอกก็ยกกลับมารบใหม่ไตรภูมิโลกวินิจฉยกถาอธิบายว่า “เทพยดากับอสูรกระทำศึกสงครามนั้น จะได้มีผู้ใดผู้หนึ่งต้องบาดเจ็บเลือดตกยางออก มาตรว่าน้อยหนึ่งหาบ่มิได้อาการที่รบกันนั้น เปรียบเหมือนพิสัยแห่งทารกทรามคะนองเล่น อันโลดเต้น แล่นไล่รุกรบกัน ด้วยไม้ค้อนและก้อนดิน”คุณศรัณย์ ทองปาน จบเรื่องรัฐประหารโดยคนดี แค่นี้แหละครับ... ผมอ่านแล้ว นึกถึงสงครามในบ้านเมืองเรา...หลายครั้ง กระทั่งครั้งล่า...ก็คลับคล้ายข้อต่าง เทวดาหน้าเก่าที่เป็นคนรุ่นใหม่ ไม่ได้เผลอเมาเหล้า...แต่ทำท่าจะเมาปัญญา ยกมือให้...ใครที่ไม่เค้าจะได้เป็น...เป็นรัฐบาลขัดตาทัพชั่วคราว...เปิดช่องให้ใครพวกนั้นตีตั๋วยาว...ถึงวันนี้ ทำท่าจะเป็นรัฐบาลถาวรคนแค่รุ่นผมยังงง...เหตุไฉน? ผู้คนบ้านเมืองเราจึงยอมให้โจรปล้นเมืองได้ง่ายดายเสียจริงๆ.กิเลน ประลองเชิงคลิกอ่านคอลัมน์ “ชักธงรบ” เพิ่มเติม