วิกฤติราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำตั้งแต่ช่วงต้นปี 2569 กำลังส่งผลกระทบต่อเกษตรกรไทยอย่างรุนแรง หลังจากราคาสินค้าทางการเกษตรหลายชนิดตกต่ำอย่างหนัก ทั้งราคาผลไม้และพืชผัก อาทิ ปาล์มน้ำมัน มะพร้าวน้ำหอม ทุเรียน มะม่วง กะหล่ำปลี มันฝรั่ง กระเทียม เนื่องจากผลผลิตล้นตลาดและการส่งออกชะลอตัวสาเหตุปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เพียงสถานการณ์ด้านตลาดตามปกติ แต่ยังมีสาเหตุจากการกำกับดูแลมาตรฐานของสินค้าที่ไม่ครอบคลุม ไม่ชัดเจน ปริมาณการนำเข้าที่มากเกินไป ยิ่งสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางยังรุนแรง ยิ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตของเกษตรกรเพิ่มขึ้น ทั้งราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ปุ๋ยเคมี ค่าขนส่งในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 22 เม.ย. มีการพิจารณาญัตติด่วนการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ และการเยียวยาความเดือดร้อนของเกษตรกร จากสถานการณ์สงครามสู้รบในตะวันออกกลาง เพื่อเร่งหาแนวทางแก้ปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรนายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะเจ้าของญัตติอภิปรายว่า ความเดือดร้อนเรื่องราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ เกษตรกรไม่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลย่างจริงจัง โดยเฉพาะสินค้าที่ราคาวิกฤติสุดขณะนี้คือ มะม่วง เหลือกิโลกรัมละ 3 บาท เฉลี่ยต่อลูกไม่ถึงบาท ราคาต่ำกว่าถุงห่อมะม่วงนายเลาฟั้งระบุว่า มาตรการช่วยเหลือราคาผลผลิตการเกษตรของรัฐบาลเป็นแบบฉาบฉวย ทอดทิ้งเกษตรกร ขาดการช่วยเหลือการลดต้นทุนการผลิต ทั้งราคาน้ำมัน ราคาปุ๋ย ต่างจากหลายประเทศ ที่เลือกปกป้องเกษตรกร ใช้วิธีให้เงินอุดหนุนโดยตรง หรือแจกคูปองให้เกษตรกรนำไปซื้อน้ำมัน ปุ๋ย ในราคาถูกกว่าคนอื่นมุมมอง สส.ฝ่ายค้านและรัฐบาลสะท้อนตรงกัน การแก้ปัญหาอย่างถูกวิธี ต้องแก้ที่โครงสร้างต้นทุน โดยเฉพาะราคาปุ๋ย ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ควบคุมราคา รัฐบาลจึงควรหาวิธีลดต้นทุนในการเพาะปลูก ช่วยให้เกษตรกรไทยผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ เพราะส่งผลกระทบต่อชีวิตของประชาชน 1 ใน 3 ของประเทศราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำเป็นปัญหาเรื้อรังมาหลายรัฐบาล ท้าทายฝีมือฝ่ายบริหาร แต่ที่ผ่านมาไม่ค่อยเห็นผลสำเร็จเป็นรูปธรรม เกษตรกรและชาวนายังเป็นกลุ่มยากจน สะท้อนภาพจำซ้ำๆ สส.เอาใจเกษตรกรเฉพาะเวลาหาเสียง ทุกพรรคมักเสนอนโยบายราคาพืชผลสูง ปลดหนี้เกษตรกร แต่เมื่อได้เป็นรัฐบาล สิ่งที่พูดไว้กลับเป็นแค่ลมปาก.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม