วันนี้มีข่าวดีมาเล่าสู่กันฟัง Kearney บริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดการระดับโลก ได้เปิดเผยผลสำรวจ “ดัชนีความเชื่อมั่นด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDICI) ประจำปี 2569” (Kearney’s 2026 FDI Confidence Index) ปรากฏว่า ประเทศไทยกลับเข้าไปติดอันดับท็อป 25 ของโลกอีกครั้ง หลังจากที่หลุดจากการจัดอันดับตั้งแต่ปี 2566 การกลับมาครั้งนี้ ไทยขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 20 ดีกว่า มาเลเซีย ที่กลับเข้ามาติดอันดับอีกครั้งในรอบ 12 ปีอยู่อันดับที่ 21 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้บริหารระดับสูงทั่วโลกที่มีต่อไทย ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของห่วงโซ่อุปทานโลกผลสำรวจครั้งนี้ยังพบว่า ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์หลักของโลก มีประเทศติดอันดับมากที่สุด 10 ประเทศจากทั้งหมด 25 ประเทศ เป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในรอบกว่า 10 ปี สหรัฐฯ ยังอันดับ 1 อันดับ 2 แคนาดา อันดับ 3 ญี่ปุ่น อันดับ 4 จีนคุณเดวิด อูเลนบร็อค พาร์ตเนอร์ของ Kearney (ประเทศไทย) ได้วิเคราะห์ถึงทิศทางที่เกิดขึ้นว่า ไทยกำลังฟื้นตัวอย่างชัดเจนในด้านความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยได้รับแรงหนุนจากนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ตรงเป้าหมาย มีโครงสร้างพื้นฐานที่แข่งขันได้ และกลยุทธ์ China+1 ในภูมิภาค ส่งผลให้การลงทุนใหม่มุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตมากขึ้น สำนักงานส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้ขยายสิทธิประโยชน์ครอบคลุมไปถึงกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ พลังงานยั่งยืน ศูนย์ข้อมูล (Data Center) ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยนักลงทุน 31% ให้ความสำคัญกับความสะดวกในการทำธุรกิจ และ 29% ให้ความสำคัญกับทักษะความสามารถของแรงงานใน กลุ่มดัชนีความเชื่อมั่นตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ไทยมีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขยับจากอันดับที่ 10 ขึ้นไปอยู่อันดับที่ 6 และ ความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะ 3 ปีข้างหน้าของไทยก็พุ่งขึ้นไปอยู่อันดับ 5 ของโลก และ เป็นอันดับ 2 ในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ รองจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE)ดัชนี FDICI 2026 ยังพบว่านักลงทุนกว่า 88% ยังคงมีแผนเพิ่มสัดส่วนการลงทุนระหว่างประเทศในช่วง 3 ปีข้างหน้า โดยให้นํ้าหนักกับนโยบายอุตสาหกรรมภาครัฐสูงถึง 84% ในการตัดสินใจเลือกเป้าหมายการลงทุน อย่างไรก็ตาม รายงานได้ระบุถึง ปัจจัยเสี่ยงที่ผู้บริหารทั่วโลกเฝ้าระวัง คือ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ผันผวน และความไม่แน่นอนทางการเมืองของประเทศที่พัฒนาแล้วการโยกย้ายฐานการผลิตของโลกกำลังเข้มข้นมาก จากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้าที่ ประธานาธิบดีทรัมป์ ก่อขึ้น จีนก็ต้องย้ายฐานการผลิตในประเทศไปต่างประเทศด้วยกลยุทธ์ “China+1” และอาเซียนกำลังเนื้อหอม โดยเฉพาะ ประเทศไทย และ เวียดนาม ทั้งรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เซมิคอนดักเตอร์ ฯลฯคุณนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการบีโอไอ ซึ่งกลับจากการ ประชุม ไอเอ็มเอฟ–เวิลด์แบงก์ ที่สหรัฐฯกับ คุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรัฐมนตรีคลัง เปิดเผยว่า คุณเอกนิติ และ ทีมไทยแลนด์ ได้ไปหารือกับบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ชั้นนำสหรัฐฯ 3 ราย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเชิญชวนให้ขยายการลงทุนในประเทศไทย รายแรก Phononic ผู้ผลิตชิปควบคุมอุณหภูมิ (Cooling Chip) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีความแม่นยำสูง มีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรม AI ในการระบายความร้อน มี NVIDIA เป็นลูกค้าหลัก Phononic เลือกไทยเป็นฐานผลิตหลักโดยร่วมทุนกับ 3 บริษัทไทย กำลังจะย้ายฐานผลิตวัสดุเซมิคอนดักเตอร์ต้นนํ้าจากสหรัฐฯมายังไทยเพิ่มเติมภายในปี 2570รายที่สอง Global Foundries ผู้ผลิตชิปอันดับ 5 ของโลก เชี่ยวชาญชิปเฉพาะทาง เช่น ชิประบบสื่อสารไร้สาย ระบบอิเล็กทรอนิกส์ในยานยนต์ไฟฟ้า การเชื่อมต่อข้อมูลด้วยแสงสำหรับ AI Data Center รายที่สาม Teradyne ผู้ผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์ทดสอบเซมิคอนดักเตอร์แบบอัตโนมัติอันดับ 1 ของโลก มีลูกค้าหลัก เช่น Intel, Qualcomm, IBM, Samsung เป็นต้นทุกวิกฤติย่อมมีโอกาส วันนี้ ไทยพบโอกาสในวิกฤติแล้ว ก็หวังว่า รัฐบาลจะดูแลลูกค้ารายใหญ่เหล่านี้ให้ดี อย่าให้มีนักการเมืองไปรีดเงินเขา เช่น ใบอนุญาต รง.4 ที่เคยถูกพูดกันหึ่ง อย่าให้ใครมาทำลายโอกาสทองของประเทศไทย อีกนะครับ.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม