“ความยุติธรรมคือจุดเริ่มต้นของความสามัคคีและความเป็นธรรมคือบ่อเกิดแห่งสันติสุข ดังนั้นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐคือการเรียกคืนความศรัทธาต่อกระบวนการยุติธรรมกลับมาให้ได้ โดยขอให้ใช้ความเข้าใจ ความอดทนอดกลั้น และความเห็นอกเห็นใจในการสื่อสารกับประชาชนเป็นหลักเพื่อเป้าหมายคือคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนในพื้นที่”ตัดตอนมาจากถ้อยแถลง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อครั้งลงพื้นที่ค่ายสิรินธร จ.ปัตตานี เพื่อประชุม กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ติดตามสถานการณ์ความมั่นคงใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาภารกิจเรียกคืนศรัทธาครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ท่ามกลางประวัติศาสตร์ความบาดหมางที่ฝังรากลึก แต่การที่ “ผู้นำรัฐบาล” ประกาศชูความยุติธรรมเป็น “กุญแจสำคัญ” คือความหวังใหม่ที่คนใต้กำลังเฝ้ามอง“เสียงปืนอาจทำให้สงบในชั่วคราว แต่ความยุติธรรมที่จับต้องได้เท่านั้นที่จะดับไฟใต้ให้มอดสนิท...งานนี้คนในพื้นที่ไม่ได้ต้องการคำสัญญาที่สวยหรู แต่ต้องการความจริงที่จะล้างความระแวงให้หมดไปจากหัวใจ” นักวิชาการด้านความมั่นคงจังหวัดชายแดนภาคใต้ เปิดประเด็นแน่นอนว่า “ความเท่าเทียมที่กินได้” คือหนึ่งในการปลดล็อกคลี่คลายเงื่อนปมปัญหาที่สะสมฝังรากลึก สะท้อนถึงการเปลี่ยนจาก “นามธรรม” เป็น “รูปธรรม” เช่น การจ้างงาน...ลูกหลานคนธรรมดาต้องมีโอกาสเข้าทำงานในหน่วยงานรัฐเท่ากับลูกหลานผู้มีอิทธิพล“การเข้าถึงทรัพยากร...โครงการรัฐต้องกระจายไปถึงหมู่บ้านที่ห่างไกล ไม่ใช่กระจุกตัวอยู่แค่ในเขตพื้นที่ของหัวคะแนน การคุ้มครองสิทธิ...เมื่อถูกละเมิด ประสิทธิผลของการได้รับความเป็นธรรมต้องรวดเร็วเท่ากันทุกคน”นับจากอดีตปัญหาความไม่สงบในชายแดนภาคใต้เปรียบเสมือน “แผลเรื้อรัง” ของสังคมไทยที่ผ่านมือหมอ (รัฐบาล) มาแล้วหลายยุคสมัย แต่ละยุคก็มี “สูตรยา” หรือยุทธศาสตร์ในการรักษาที่แตกต่างกันไปบางยุคเน้นยาแรงจนแผลอักเสบ บางยุคเน้นประคบประหงมจนแผลหายช้า ลองมาย้อนรอยดูว่า 5 ยุครัฐบาลที่ผ่านมา ใช้ยา สูตรไหนกันบ้างดับไฟใต้ เริ่มจาก...ยุคทักษิณ ยาแรง “กำปั้นเหล็ก” (พ.ศ.2544–2549) ในยุคนี้รัฐบาลเชื่อมั่นในอำนาจเด็ดขาดและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นผลลัพธ์กลับกลายเป็น “ไฟลามทุ่ง” โดยเฉพาะในปี 2547...เกิดเหตุการณ์ “กรือเซะ”...“ตากใบ” กลายเป็นบาดแผลที่ลึกที่สุด และกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ฝ่ายเห็นต่างใช้ในการปลุกระดมมาจนถึงปัจจุบันต่อมา...ยุคอภิสิทธิ์ พยายามใช้ “การเมืองนำการทหาร” (พ.ศ.2551–2554) เมื่อยาแรงใช้ไม่ได้ผล รัฐบาลยุคนี้จึงพยายามเปลี่ยนมาใช้ซอฟต์พาวเวอร์มากขึ้น เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจและการศึกษาเพื่อดึงใจคนในพื้นที่...ความเป็นจริงแม้ปากจะบอกว่าการเมืองนำ แต่โครงสร้างการทำงานจริงในพื้นที่ยังคงถูกผูกขาดโดย “ฝ่ายความมั่นคง” หรือทหารเป็นหลัก ทำให้การเปลี่ยนแปลงยังไม่เห็นผลชัดเจนนักยุคยิ่งลักษณ์ เปิดประตู “คุยบนโต๊ะ” (พ.ศ.2554–2557)...นี่คือยุคที่สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ด้วยการเปลี่ยนจาก “การสู้กันใต้ดิน” มาเป็นการ “เจรจาบนดิน”...เป็นครั้งแรกที่ “รัฐบาลไทย” ยอมลงนามพูดคุยสันติภาพอย่างเป็นทางการกับกลุ่ม BRN (28 ก.พ.56) แม้จะยังไม่บรรลุข้อตกลงเบ็ดเสร็จ แต่ถือเป็นการปักหมุดว่าปัญหาใต้ต้องจบด้วย “การคุย” ไม่ใช่ “การฆ่า”ยุคประยุทธ์ กระชับพื้นที่ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” (พ.ศ. 2557–2566)...ยุคนี้ “รัฐบาลทหาร” นำโดย คสช. กลับมาเน้นการคุมพื้นที่อย่างเข้มงวดผ่านกลไก กอ.รมน. ใช้การควบคุมควบคู่กับการพัฒนาพื้นที่ มีโครงการเด่นอย่าง “พาคนกลับบ้าน” เพื่อดึงผู้ก่อเหตุให้ออกจากป่ามาเข้าสู่กระบวนการของรัฐท่ามกลางเสียงวิจารณ์เรื่องการละเมิด “สิทธิมนุษยชน” ในบางกรณีแล้วก็มาถึง ยุคอนุทิน อาวุธใหม่ “นิติธรรมนำศรัทธา” (พ.ศ. 2568–ปัจจุบัน)...โจทย์ใหญ่ของรัฐบาลปัจจุบันคือ “ศรัทธาที่หายไป” จึงได้ชูยุทธศาสตร์ที่แหลมคมที่สุดคือการใช้ “ความยุติธรรม” มาเป็นตัวนำ จับตาความหวัง?...หากมีการสั่งรื้อฟื้นคดีเก่าที่ค้างคา ทำความจริงให้ปรากฏ ไม่ว่าคนผิดจะเป็นใครเพื่อพิสูจน์ให้คนพื้นที่เห็นว่า “รัฐบาลเอาจริงเรื่องความโปร่งใส” เพราะเชื่อว่าถ้าประชาชนได้ความยุติธรรม ความระแวงจะหมดไป และสันติสุขจะตามมาเองตอกย้ำ...นโยบายปี 2569 ของรัฐบาลปัจจุบัน กำลังเผชิญกับ “บททดสอบความจริงใจ” หากการรื้อคดีค้างคาทำได้อย่างโปร่งใสและเห็นผลจริง จะเป็นการสร้าง “ชัยชนะทางความคิด” ที่ยั่งยืนกว่าการเพิ่มงบประมาณซื้ออาวุธ อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่ยากที่สุดคือ “โครงสร้างอำนาจซ้อน”ระหว่างฝ่ายพลเรือนและทหาร หากนายกฯไม่สามารถควบคุมกลไกความมั่นคงให้เดินตามแนวทางนิติธรรมได้อย่างแท้จริง นโยบาย “ความยุติธรรมคือบ่อเกิดแห่งสันติสุข”...อาจถูกมองว่าเป็นเพียง “พิธีกรรมทางการเมือง” และไฟใต้จะยังคงคุโชนต่อไปจากเชื้อไฟแห่งความคับแค้นที่ยังไม่ได้รับการเยียวยาการทำความเข้าใจ “ความยุติธรรม” ในพื้นที่เปราะบางช่วยให้มองเห็นทางออกของความขัดแย้งที่ฝังรากลึกได้ดีขึ้น เพื่อ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา”...นโยบายดับไฟใต้ของรัฐบาลจะต้องทำให้ครบทุกมิตินับจากวันวานจนถึงวันนี้เป็นบทเรียนที่ต้องจดจำจาก “กำปั้นเหล็ก” สู่ “นิติธรรม” เป็นอีกก้าวสำคัญแห่งความคาดหวังในคำตอบสุดท้าย เราเห็นพัฒนาการของการเรียนรู้ว่า “ความรุนแรงไม่ใช่คำตอบ” ปืนอาจทำให้คนหยุดสู้ชั่วคราว แต่ความจริงและความเป็นธรรมเท่านั้นที่จะทำให้คนวางอาวุธอย่างถาวรวันนี้รัฐบาลกำลังเดิมพันด้วย “ศรัทธา” ซึ่งเป็นทรัพยากรที่หาได้ยากที่สุดในชายแดนใต้...หากทำสำเร็จ นี่อาจจะเป็นกุญแจดอกสุดท้ายที่ดับไฟใต้ให้มอดสนิทเสียที.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม