มีข่าวจากกระทรวงการคลังระบุว่า คุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรัฐมนตรีคลัง มีแนวคิดจะ ขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% ของจีดีพีเป็น 75% ของจีดีพี เพื่อเพิ่มพื้นที่เงินกู้อีก 1 ล้านล้านบาท รองรับวิกฤติเศรษฐกิจ รองนายกฯเอกนิติ ให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศระหว่างไปร่วมประชุม IMF-World Bank Spring Meeting 2026 ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. 13-18 เมษายน ว่า ไทยพร้อมพิจารณาปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะจากระดับ 70% ของจีดีพีหากมีความจำเป็น เพื่อรับมือกับวิกฤติพลังงาน การเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานทดแทน และการลงทุนเพื่อเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจข้อมูลของ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ระบุว่า ณ สิ้นเดือน ก.พ.2569 ไทยมีหนี้สาธารณะรวมกว่า 12.595 ล้านล้านบาท คิดเป็น 66.09% ของจีดีพี ภายใต้สมมติฐานว่า จีดีพีไทยปี 2569 มีมูลค่า 19.05 ล้านล้านบาทการไปร่วมประชุมไอเอ็มเอฟ-เวิลด์แบงก์ สปริง มีตติ้ง ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ครั้งนี้ รองนายกฯเอกนิติ ได้เดินสายชี้แจงกับ 3 บริษัทจัดอันดับยักษ์ใหญ่ของโลก คือ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส, ฟิทช์ เรทติ้งส์ และ เอสแอนด์พี เพื่อทำความเข้าใจถึงนโยบายการคลังของไทย ในภาวะความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลกและสงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน กระทบต่อฐานะการคลังของประเทศไทยเพดานเงินกู้ปัจจุบัน 70% ของจีดีพี ยังเหลือช่องว่างให้กู้ได้อีก 2-3 แสนล้านบาท หากมีการออก พ.ร.ก.คํ้าประกันเงินกู้กองทุนนํ้ามัน 150,000 ล้านบาท จะทำให้พื้นที่เงินกู้ลดลงเหลือเพียง 50,000-150,000 ล้านบาทสถานะการคลังของไทยในเวลานี้จึงถือว่าอยู่ขั้นวิกฤติเหมือนกัน สิบกว่าปีที่ผ่านมา ไทยมีรัฐบาลที่ไร้ประสิทธิภาพ มีการคอร์รัปชันสูง ทำให้ต้องเพิ่มเงินกู้ชดเชยการขาดดุลงบประมาณทุกปี ปี 2569 ก็ต้องกู้เงินมาชดเชยงบประมาณที่ขาดดุลสูงถึง 940,000 ล้านบาท งบปี 2570 วงเงินกู้ชดเชยขาดดุลอาจสูงเกิน 1 ล้านล้านบาท ดังนั้นทางรอดเดียวของฐานะการคลังไทย คือ เพิ่มเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% เป็น 75% เพื่อให้รัฐบาลมีวงเงินกู้เพิ่มขึ้นอีกกว่า 950,000 ล้านบาท แต่ที่ผมเป็นห่วงคือ การเพิ่มหนี้สาธารณะของทุกรัฐบาลที่ผ่านมา เป็นการกู้มาประคับประคองเศรษฐกิจ มากกว่ากู้มาพัฒนาประเทศ ทำให้หนี้สาธารณะพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ แต่เศรษฐกิจจริงกลับแย่ลงนโยบายแก้ปัญหาวิกฤติพลังงานในปัจจุบัน เช่น การเพิ่มเงินช่วยเหลือผู้ถือบัตรคนจนคนละ 100 บาท มาตรการรถเก่าแลกรถใหม่เป็นรถยนต์ไฟฟ้า 10,000–20,000 คัน ก็เป็นการประคองปัญหา แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจจริงได้ทางรอดเดียวที่ผมขอเสนอต่อ คุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรัฐมนตรีคลัง และ คุณอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ ไว้ตรงนี้ก็คือ ไหนๆจะเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะเพื่อแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจแล้ว ก็เพิ่มให้พอเพียงไปเลย แทนที่จะเพิ่มเพดานหนี้ทีละ 5% ให้เพิ่มเพดานหนี้ครั้งนี้ 10% ไปเลย เป็น 80% ของจีดีพี รัฐบาลจะได้มีวงเงินกู้ในมือเพิ่มขึ้นอีกเกือบ 2 ล้านล้านบาท มีเงินเพียงพอที่จะแก้ปัญหาวิกฤติในปัจจุบัน มีเงินเหลือพอที่จะ พัฒนาเศรษฐกิจใหม่ที่เป็นอนาคตใหม่ของประเทศ แต่ต้อง ลงโทษคนทุจริตโกงกินประเทศชาติให้เด็ดขาด ไม่งั้นประเทศไทยเจ๊งแน่นอนในอดีต รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รัฐบาลเดียว กู้เงินใช้กันมโหฬารกว่า 3.4 ล้านล้านบาท ทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มจาก 41.75% ในปี 2559 เป็น 60.41% ในปี 2565 แต่มีการทุจริตมากมาย ทำให้เศรษฐกิจไทยโตต่ำที่สุด จนกลายเป็นผู้ป่วยแห่งอาเซียนผมเสนอให้ เพิ่มเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% เป็น 80% แทนที่จะเพิ่มแค่ 5% ผมอยากให้รัฐบาลมีเงินมากพอที่จะ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยครั้งใหญ่ไปสู่เศรษฐกิจใหม่ที่เป็นอนาคตของโลก แทนที่จะกู้มาใช้หนี้และแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งไม่ได้ทำให้อนาคตของประเทศดีขึ้น ก็ฝากความหวังไว้กับ คุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรัฐมนตรีคลังครับ ไม่เปลี่ยนอนาคตประเทศในวันนี้ เราไปไม่รอดแน่นอนครับ.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม