เปิดอาณาจักรสแกมเมอร์ โอเสม็ด กัมพูชา หลอกคนทั่วโลกเป็นศูนย์ครบวงจร ห้องหลอกลวง โรงพยาบาล ห้องคาราโอเกะ อาบอบนวด และห้องทรมานพล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) พาสื่อมวลชนทั้งสื่อไทยและต่างประเทศ ลงพื้นที่ศูนย์สแกมอาชญากรรมออนไลน์ข้ามชาติ ในพื้นที่ช่องจอม ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ สถานที่ที่ทหารไทยได้เข้าควบคุมและวางรั้วลวดหนามใกล้กับช่องจอมภายในเป็นอาณาจักรพื้นที่มีอาคารกว่า 160 หลัง แบ่งโซนออกเป็น A ถึง G...ด้านในอาคารยังพบเอกสารต่างๆซึ่งเป็นเอกสารเกี่ยวกับบทสนทนา พูดตามสคริปต์ที่จัดเตรียมไว้ทุกภาษา แต่ละห้องในอาคารจะมีโต๊ะทำงาน, อุปกรณ์คอมพิวเตอร์, อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ นอกจากนี้ยังพบห้องคุมขังของสแกมเมอร์ที่ไม่สามารถทำยอดได้ต้องถูกนำตัวมาคุมขัง ซึ่งอยู่ชั้นใต้ดินของพื้นที่โซนE มีจำนวน 12 ห้อง มีอุปกรณ์ทรมาน มีเพียงขวดน้ำเล็กๆที่เอาไว้สำหรับปัสสาวะ พร้อมกับมีการติดกล้องวงจรปิด เพื่อติดตามพฤติกรรมความเคลื่อนไหวตลอดเวลาอยู่ภายในห้องข้อมูลข้างต้นทั้งหมดนี้โพสต์ไว้ในเฟซบุ๊ก “อนุวัต จัดให้” (8/4/69)ภาพสะท้อนนี้ในวันวานพื้นที่แห่งนี้ประหนึ่ง...กาสิโนหรูหรา แสงไฟสลัวจากห้องคาราโอเกะ และเสียงหัวเราะในสถานบันเทิงยามค่ำคืน...ที่ใครจะเชื่อว่าเบื้องหลังฉากสว่างของ “อาณาจักรโอเสม็ด” ฝั่งกัมพูชา ตรงข้ามด่านช่องจอม จ.สุรินทร์ คือ“ขุมนรก” ที่ซ่อนความโหดเหี้ยมระดับทาสยุคดิจิทัลไว้ใต้ดิน!เมื่อความจริงถูกเปิดเผย...อาคารกว่า 160 หลัง ไม่ใช่แค่แก๊งคอลเซ็นเตอร์กระจอกๆ แต่คือ “นิคมอาชญากรรมครบวงจร” ที่มีระบบจัดการระดับรัฐซ้อนรัฐกันเลยทีเดียว พลิกแฟ้มข้อมูลเปิดเผย ดูเหมือนว่า “อาณาจักรโอเสม็ด” บนพื้นที่กว่า 500 ไร่จะถูกออกแบบมาให้เป็น “เอกเทศ” อย่างสมบูรณ์แบบ ภายในแบ่งโซนราวกับนิคมอุตสาหกรรม แต่สิ่งที่ผลิตคือ “ความตายทางเศรษฐกิจ” ของเหยื่อทั่วโลกราวกับว่า...ฉากสว่างบังหน้าเป็น “เมืองในเมือง” ที่พึ่งพาตนเองเพื่อการลวงโลก?สตูดิโอโรงพักปลอม...มีการจัดฉากห้องทำงานตำรวจนับ 10 สัญชาติ รวมถึงไทยและจีน เพื่อใช้ทำวิดีโอคอลหลอกเหยื่อให้หลงเชื่อด้วยภาพลักษณ์ที่สมจริงนิคมปิดตาย...มีทั้งโรงพยาบาลที่ผ่าตัดได้เอง ร้านสะดวกซื้อและสถานบริการอาบอบนวด เป้าหมายเดียวคือการกักขังแรงงานสแกมเมอร์กว่า 10,000 คน ไม่ให้ก้าวเท้าออกไปนอกพื้นที่เพื่อป้องกันความลับรั่วไหล ที่สำคัญคือ...นรกใต้ดินโซน E เมื่อ “ยอดไม่ถึง” ต้องแลกด้วยเลือด?ชั้นใต้ดินของอาคารโซน E คือจุดจบของ “ทาสดิจิทัล” ที่ทำยอดหลอกลวงไม่ได้ตามเป้า หรือคิดขัดขืน นับรวมไปถึง ห้องขังมรณะ ห้องแคบไร้หน้าต่าง มีเพียงขวดปัสสาวะและกล้องวงจรปิดจ้องมองทุกฝีก้าว อีกทั้งยังมี เครื่องทรมาน หลักฐานชัดเจนถึงการลงทัณฑ์ด้วยความรุนแรงผู้สันทัดกรณีอาชญากรรมแนวชายแดนมองว่า ในอดีต (ทุนเทาเฝ้าชายแดน)...เริ่มต้นจากกาสิโนชายแดนที่พึ่งพาเงินพนันของคนไทย ก่อนจะขยับสู่ “ทุนจีนเทา” ที่หอบเม็ดเงินมหาศาลมาเนรมิตตึกสูง แลกกับการได้รับความคุ้มครองจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น วันเวลาเดินไปๆ...ผ่านมาถึงปัจจุบัน ก็พัฒนามาเป็น “อาชญากรรมแบบ Hybrid War”...โอเสม็ดไม่ได้หลอกเงินอย่างเดียว ซึ่งมีข้อมูลลับเปิดเผยอีกว่า พื้นที่นี้ถูกใช้เป็น“ฐานปฏิบัติการทางทหาร” ในช่วงความขัดแย้งชายแดน พบฝูงโดรนสอดแนมนับร้อยลำและจุดซุ่มยิงสไนเปอร์บนตึกสูงนี่คือภาพสะท้อนการเปลี่ยน “อาชญากร” ให้กลายเป็น “เครื่องมือสงคราม” เพื่อสถาปนาอำนาจเหนือพื้นที่สีเทาได้หรือไม่? ยังเป็นหนึ่งในประเด็นคำถามสำคัญส่วนในอนาคตมองว่ามะเร็งร้ายนี้จะแพร่กระจายไปอีกอย่างต่อเนื่องและจะไม่หยุดลงง่ายๆ แม้ไทยจะเข้าควบคุมพื้นที่บางส่วนได้ แต่ “เชื้อร้าย” กำลังลามไปจุดอื่น ด้วยว่ามีรายงานการเร่งสร้าง “นิคมสแกมเมอร์” ใหม่ตามชายแดนกัมพูชาอีกอย่างน้อย7จุดหากนานาชาติยังไม่ร่วมกันกดดันระดับรัฐต่อรัฐ โอเสม็ดจะเป็นเพียง “ครูฝึก” ของ “อาณาจักรลวงโลก” ที่โหดเหี้ยมกว่าเดิมในอนาคต ต้องยอมรับความจริงที่ว่าการที่ “JIC” นำสื่อมวลชนลงพื้นที่ในครั้งนี้ คือการส่งสัญญาณ “ประกาศสงคราม” กับขบวนการคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ข้ามชาติอย่างเป็นทางการ เป็นกระจกสะท้อนภาพอันแจ่มชัดว่า...เมื่อชายแดนคือ “พื้นที่สีเทา” ย่อมส่งผลให้ทั่วโลกจับตายกระดับเป็นปัญหาระหว่างประเทศ...ความร่วมมือไทย-กัมพูชาถูกทดสอบด้วยอาณาจักร “โอเสม็ด” การวางรั้วลวดหนามคือการตัดวงจรการสัญจรสีเทาที่เคยเฟื่องฟูเปิดเผยขบวนการ “ธุรกิจทาสยุคใหม่”...ที่ไม่ใช่แค่การฉ้อโกงเงิน แต่คือ “การค้ามนุษย์” และ “การกักขังหน่วงเหนี่ยว” ที่ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือล่อลวงคนให้มาติดกับนี่คือ...“จิตวิทยาความตาย” การสร้างความบันเทิง(คาราโอเกะ) ควบคู่ไปกับความตาย (ห้องทรมาน) คือวิธีการควบคุมคนแบบ “พระเดชและพระคุณ” ที่ขบวนการอาชญากรนำมาใช้เป๊ะๆความจริงอันโหดร้ายที่เกิดขึ้นใน “โอเสม็ด” ที่ถูกเปิดเผยคือการประกาศว่า “ประเทศไทย” จะไม่ทนต่ออาชญากรรมข้ามชาติที่ใช้ตะเข็บชายแดนเป็นโล่กำบัง ความเสียหายหมื่นล้านบาทต่อปีคือตัวเลขสะเทือนใจ แต่ชีวิตและความเป็นมนุษย์ที่ถูกฝังไว้ใต้ซากปรักหักพัง คือความอัปยศที่ต้องกวาดล้างให้สิ้นซากจำไว้ว่า... เมื่อใดที่ท่านรับสายจากเบอร์แปลก เสียงหวานๆที่ได้ยินอาจกำลังพูดผ่านคราบน้ำตาและรอยแผลที่ถูกทารุณอยู่ใน “นรกใต้ดิน” ไม่ที่ใดก็ที่หนึ่งก็เป็นได้.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม