สวนดุสิตโพลเผยผลสำรวจ “การรับมือวิกฤติพลังงานของรัฐบาล” ชี้ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการ “ปรับโครงสร้างราคาพลังงาน” อยากให้รัฐบาลลดภาษีน้ำมัน ภาษีสรรพสามิต ตรึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงคาดหวังรัฐบาลจะฝ่าวิกฤติพลังงานได้อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยมาตรการระยะสั้นที่จับต้องได้มากกว่านโยบายเชิงหลักการหลังจากรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายก รัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย แถลงนโยบายเกี่ยวกับการรับมือวิกฤติพลังงานเชื้อเพลิงที่มีราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และต่อมามีการออกมาตรการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่พุ่งขึ้นตามราคาน้ำมันเชื้อเพลิงต่อมาเมื่อวันที่ 12 เม.ย. สวนดุสิตโพล เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “การรับมือวิกฤติพลังงานของรัฐบาล” จากจำนวนกลุ่มตัวอย่าง 1,266 คน ระหว่างวันที่ 7-10 เม.ย.2569 พบว่า จาก 3 แนวทางที่นายกรัฐมนตรีแถลงเพื่อรับมือวิกฤติพลังงาน โดยการจัดอันดับมากที่สุด กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 72.27 เห็นด้วยกับแนวทางปรับโครงสร้างราคาพลังงานมากที่สุด ขณะที่ร้อยละ 59.48 เป็นการจัดมาตรการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อน เช่น คนละครึ่งพลัส/สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ สำหรับเกษตรกร ผู้ประกอบการ และ SMEs และร้อยละ 58.06 การปรับลดงบประมาณภาครัฐ เพื่อนำมาช่วยเหลือลดผลกระทบแก่ประชาชนเป็นลำดับแรก ทั้งน้ำมันและค่าไฟฟ้าทั้งนี้ ความคาดหวังว่าจาก 3 แนวทางนี้น่าจะช่วยแก้ปัญหาวิกฤติพลังงาน ร้อยละ 34.36 ระบุว่า น่าจะสำเร็จ ร้อยละ 32.23 ไม่แน่ใจ และร้อยละ 14.69 สำเร็จแน่นอน ส่วนสิ่งที่อยากให้รัฐบาลดำเนินการร้อยละ 76.07 เรื่องลดภาษีน้ำมัน ภาษีสรรพสามิตเพิ่มเติม ร้อยละ 75.12 ตรึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และร้อยละ 54.74 เพิ่มเงินอุดหนุนค่าไฟสำหรับผู้มีรายได้น้อยด้าน ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลสำรวจสะท้อนความหวังของประชาชนต่อรัฐบาลนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ที่ต้องการเห็นประเทศฝ่าวิกฤติพลังงานได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการเร่งบรรเทาภาระค่าครองชีพในทันทีและมีมาตรการระยะสั้นที่จับต้องได้มากกว่านโยบายเชิงหลักการ หรือความเห็นทั่วไปที่อาจสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชน สะท้อนว่าการสื่อสารและการแก้ปัญหาของรัฐบาลต้องชัดเจน ตรงจุด และตอบโจทย์สถานการณ์จริงที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ขณะที่ผู้ช่วยศาสตราจารย์ เอกอนงค์ ศรีสำอางค์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิจัยและประกันคุณภาพการศึกษา โรงเรียนกฎหมาย และการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่า ประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับแนวทางรัฐบาลในการ “ปรับโครงสร้างราคาพลังงาน” เพราะมองว่าเป็นรากของปัญหาค่าครองชีพทั้งค่าน้ำมันและค่าไฟฟ้า ขณะเดียวกันระดับความเชื่อมั่นต่อมาตรการทั้ง 3 แนวทางว่าจะแก้วิกฤติได้จริงยังอยู่ในระดับปานกลาง และมีสัดส่วน “ไม่แน่ใจ” สูง สื่อถึงทุนทางความไว้วางใจที่ยังจำกัด อย่างไรก็ตาม ความต้องการให้ “ลดภาษีน้ำมันและภาษีสรรพสามิตเพิ่มเติม” ในสัดส่วนสูงมาก แสดงให้เห็นว่าประชาชนให้ความสำคัญกับมาตรการบรรเทาผลกระทบระยะสั้นที่เห็นผลได้ทันทีควบคู่กับการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ในมุมของการบริหารภาครัฐจึงเป็นโจทย์ใหญ่ในการผสานระหว่างการตอบสนองความเดือดร้อนของประชาชนกับการรักษาวินัยการคลังและความยั่งยืนเชิงนโยบายของรัฐขณะเดียวกัน ผลจากสงครามตะวันออกกลาง ทำให้วัสดุในการผลิตพลาสติกเริ่มขาดแคลนส่งให้ราคารับซื้อขวดพลาสติกรีไซเคิล มีราคาพุ่งขึ้นมาทันที ที่ร้านรับซื้อของเก่า “พิเชษฐนครสวรรค์” บ้านบางปรอง ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมืองนครสวรรค์ มีประชาชนนำขวดพลาสติกมาจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง ขวดพลาสติกประเภท PET จากเดิมรับซื้อกิโลกรัมละ 9.50 บาท ปรับขึ้นเป็น 13.50-14.00 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่พลาสติกรวมจากเดิมกิโลกรัมละ 3 บาท ปรับขึ้นเป็น 6.50 บาท นางบุญนาค มาดี เจ้าของกิจการ เปิดเผยว่า การปรับขึ้นราคาครั้งนี้เป็นไปตามกลไกตลาด หลังราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนเม็ดพลาสติกและวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทำให้ราคารับซื้อพลาสติกรีไซเคิลปรับราคารับซื้อขึ้น แต่ปริมาณพลาสติกที่รับซื้อในแต่ละวันยังคงอยู่ใกล้เคียงเดิม ไม่ได้เพิ่มขึ้นมากกว่าปกติมากนัก แต่การปรับขึ้นราคาดังกล่าวส่งผลดีต่อประชาชนที่เก็บของเก่ามาจำหน่าย โดยเฉพาะกลุ่มรายย่อยที่สามารถมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยวันละประมาณ 30-50 บาทขึ้นไปอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่