วิกฤติ “น้ำมันแพง” บาดหัวใจ ผลพวงจากภาวะสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน ยังคงกระทบหนักอย่างต่อเนื่องและยืดเยื้อ สื่อสะท้อนความเป็นจริงเรื่อง “ราคาน้ำมัน” มีหลากเหลี่ยมหลากแง่มุม โดยเฉพาะในโลกสังคมสื่อโซเชียล หนึ่งในนั้นที่อ่านเข้าใจง่าย มาจากเพจ “สติ”เหตุผลหลักที่ผู้ค้าน้ำมันต้องปรับราคาขายตามราคาตลาดโลกปัจจุบัน (Replacement Cost) มากกว่าราคาที่ซื้อมาสต๊อก (Historical Cost) สามารถสรุปได้ดังนี้หลักการ “ต้นทุนในการทดแทน” นี่คือหัวใจสำคัญของธุรกิจสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities) อย่างน้ำมันครับแนวคิด...เมื่อผู้ค้าน้ำมันขายน้ำมันสต๊อกเก่าออกไป 1 ลิตร เขาจะต้องนำเงินที่ได้จากการขายนั้นไปซื้อน้ำมัน 1 ลิตรใหม่กลับมาเติมในคลังเพื่อให้บริการต่อเนื่องสถานการณ์ราคาขึ้น...สมมติสต๊อกเก่าซื้อมาลิตรละ 20 บาท แต่ราคาตลาดโลกวันนี้พุ่งไป 25 บาท ถ้าขายที่ 20 บาท (+กำไรนิดหน่อย) จะได้เงินไม่พอไปซื้อน้ำมันใหม่ที่ราคา 25 บาทมาเติม สต๊อกได้เท่าเดิม ธุรกิจจะเกิดภาวะขาดแคลนเงินทุนหมุนเวียน และอาจต้องลดขนาดการซื้อลงเรื่อยๆ จนไม่มีน้ำมันขายในที่สุดสถานการณ์ราคาลง...ในทางกลับกัน ถ้าสต๊อกเก่าซื้อมา 30 บาท แต่ราคาตลาดโลกวันนี้ลดลงเหลือ 25 บาท ถ้าเขาฝืนขายที่ 30 บาท ปั๊มน้ำมันคู่แข่งที่เพิ่งซื้อน้ำมันใหม่ราคา 25 บาทจะขายตัดราคาทำให้เขาขายน้ำมันไม่ได้เลย...เขาจึงจำเป็นต้องลดราคาลงตามตลาดโลกทันทีเพื่อแข่งขัน แม้จะต้องยอมขาดทุนจากสต๊อกเก่าก็ตาม “น้ำมัน” เป็นสินค้าที่ราคาผันผวนสูงและต้องมีสต๊อกต่อเนื่อง “ธุรกิจน้ำมัน”...ไม่สามารถซื้อมาขายไปเป็นลอตๆ แล้วค่อยสั่งใหม่ได้ แต่ต้องรักษาระดับสต๊อกขั้นต่ำตลอดเวลาเพื่อความมั่นคง...คลังน้ำมันสถานีบริการมีน้ำมันไหลเข้า...ไหลออกตลอดเวลา ดังนั้นน้ำมันที่อยู่ในถังจึงเป็นการผสมผสานระหว่างน้ำมันที่ซื้อมาหลายราคาทั้งเก่าและใหม่ การแยกขายตามราคาที่ซื้อมาแต่ละลอตเป็นไปได้ยากมากทางปฏิบัติประเด็นต่อมา...การแข่งขันทางด้านราคา กลไกตลาดเป็นตัวบังคับให้ราคาต้องปรับตามตลาดโลกโดยอัตโนมัติหากราคาตลาดโลกลดลงแล้วมีปั๊มหนึ่งไม่ยอมลดราคาเพราะอ้างสต๊อกเก่า ผู้บริโภคก็จะไปเติมปั๊มอื่นที่ลดราคาหากราคาตลาดโลกเพิ่มขึ้น...แล้วมีปั๊มหนึ่งไม่ยอมขึ้นราคา น้ำมันจะถูกกวาดซื้อจนหมดสต๊อกอย่างรวดเร็ว (เพราะถูกกว่าตลาด) และปั๊มนั้นจะไม่มีเงินทุนพอไปซื้อน้ำมันใหม่มาขายต่อถึงตรงนี้...บทบาทของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในบางประเทศ เช่น ประเทศไทย รัฐบาลมีกลไก กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง มาช่วยบริหารจัดการความผันผวนนี้ระดับหนึ่งครับเวลาตลาดโลกขึ้นแรงๆ กองทุนฯอาจจะ “ชดเชย” เพื่อให้ราคาหน้าปั๊มขึ้นช้ากว่าตลาดโลก (ใช้เงินเก่ามาชดเชยสต๊อกใหม่)...เวลาตลาดโลกเก็บเงินกองทุนฯ อาจจะ “เก็บเงินเข้ากองทุน” ทำให้ราคาหน้าปั๊มลดลงช้ากว่าตลาดโลก (เก็บเงินจากสต๊อกใหม่ไปชดเชยสต๊อกเก่าหรือเก็บไว้ใช้)สรุปง่ายๆ...การขายน้ำมันต้องอิง “ราคาที่จะซื้อมาเติมใหม่” ไม่ใช่ “ราคาที่เคยซื้อมา” เพื่อให้ธุรกิจสามารถมีเงินทุนพอที่จะซื้อน้ำมันมาขายให้เราได้อย่างต่อเนื่องในอนาคตอีกหนึ่งข้อกังขาเรื่อง “ค่าการกลั่น” เพจ “EPPO Thailand” นำเสนอข้อมูลทำความเข้าใจเรื่องค่าการกลั่นเอาไว้ว่า “ค่าการกลั่น (Gross Refining Margin: GRM)” คือส่วนต่างระหว่างมูลค่าเฉลี่ยของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่ได้จากกระบวนการกลั่นน้ำมันกับต้นทุนเฉลี่ยน้ำมันดิบอ้างอิง...จึงเป็นเพียงตัวสะท้อนส่วนต่างของราคาในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น โดยยังไม่รวมค่าใช้จ่ายต่างๆของโรงกลั่น เช่น ค่า Crude Premium ค่าขนส่งและค่าระวางเรือ ค่าประกันภัย ค่าเชื้อเพลิง ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ ค่าซ่อมบำรุง ค่าแรง ดอกเบี้ยและภาษีดังนั้น “ค่าการกลั่น” จึงไม่ใช่ “กำไรสุทธิของโรงกลั่น”และ...อาจเปลี่ยนแปลงขึ้นลงได้ตามสถานการณ์ตลาดน้ำมันโลกโดยเฉพาะในช่วงที่เกิดความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์หรือภาวะสงคราม ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนด้านการขนส่ง การประกันภัย และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องปรับสูงขึ้นได้ทันทีตอกย้ำทำความเข้าใจการกำหนดราคาน้ำมันImport Parity vs Cost Plus ต่างกันอย่างไร?Import Parity ราคาเทียบการนำเข้าสำเร็จรูปคือ การกำหนดราคาน้ำมันสำเร็จรูป อ้างอิงราคาในตลาดกลางของภูมิภาคส่วน Cost Plus ราคาต้นทุนบวกกำไรตามสมควรคือ การกำหนดราคาน้ำมันสำเร็จรูป ตามต้นทุนการผลิตสำหรับประเทศไทยใช้หลักการ Import Parity เนื่องจาก ไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบเป็นสัดส่วนสูง ช่วยให้ราคาสามารถแข่งขันกับราคานำเข้าได้สะท้อนราคาที่สามารถทดแทนการนำเข้าได้จริงส่งเสริมประสิทธิภาพและการแข่งขันด้านราคาโรงกลั่นไทยต้องแข่งขันกับตลาดภูมิภาคให้ได้ทั้งนี้ การอ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์ เป็นเพียงราคาอ้างอิงของภูมิภาค ไม่ได้หมายความว่าไทยต้องซื้อน้ำมันจากสิงคโปร์โดยตรง และหากนำเข้าจากประเทศอื่น ค่าขนส่งก็สามารถอ้างอิงตามระยะทางจากแหล่งนั้นได้.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม