ในสภาวการณ์ที่ประเทศไทยเกิดวิกฤติขาดแคลนน้ำมันอย่างหนัก จนชาวบ้านต้องเอารถไปเข้าคิวรอกันเป็นวันๆตลอดช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาน่ะมีหลายคำถามที่ชาวบ้านต้องการคำตอบจากรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา ตั้งแต่เรื่องที่ว่าใครคือไอ้โม่งซึ่งยังเคลียร์ไม่ได้ จนถึงใครลักลอบนำน้ำมันราคาถูกออกไปขายต่างประเทศ เพราะรัฐบาลไทยอุดหนุนราคาหน้าปั๊มอยู่...ส่วนจะตอบหรือไม่ตอบเป็นเครดิตของรัฐบาลที่ผู้คนจะจดจำกันไปในทางใดทางหนึ่ง แล้วแต่รัฐบาลจะเลือกอีกประเด็นที่ถามเข้ามามาก และเห็นว่าสำคัญก็คือถ้าสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้โรงกลั่นซึ่งยังกลั่นน้ำมันดิบเดิมที่มีอยู่ในคลังจะยกเลิกการใช้ราคาน้ำมันดีเซลสำเร็จรูปที่อิงจากสิงคโปร์ (ราคาขึ้นไปกว่า 220 เหรียญ) ได้ไหม?คำตอบจากผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานคือ “ได้” แต่ต้องแลกกับ 4 ความเสี่ยงคือ ความเสี่ยงที่น้ำมันจะขาดแคลน เพราะมีคนลักลอบออกไปขายยังประเทศที่น้ำมันราคาแพงกว่าอีกความเสี่ยงที่สองคือภาระของรัฐจะสูงขึ้น ความเสี่ยงที่ตามมาเป็นลูกโซ่ต่อคือสัญญาณราคาบิดเบือน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนลดลงนี่เป็นเหตุผลที่หลายประเทศเลือก “อิงราคาตลาดโลก” และเลือกที่จะช่วยเฉพาะจุด เช่น อุดหนุนดีเซล ลดภาษีชั่วคราวถามต่อว่า โรงกลั่นมีกำไรสูงจากราคาอ้างอิงที่สิงคโปร์จริงไหม คำตอบมีทั้ง “จริงบางส่วน” และ “เข้าใจคลาดเคลื่อนบางส่วน”โรงกลั่นไทยมีโอกาสได้กำไรเพิ่มขึ้นเมื่อราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดภูมิภาค (ที่สิงคโปร์) สูงขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่า อิงราคาสิงคโปร์จะเท่ากับโรงกลั่นมีกำไรเสมอไปในหลักการคำนวณกำไรของโรงกลั่น (สำคัญมาก) โรงกลั่นไม่ได้กำไรจากราคาน้ำมันอย่างเดียว แต่ได้กำไรจากสิ่งที่เรียกว่า ค่าการกลั่น (Refining margin : GRM) คือ ราคาน้ำมันสำเร็จรูป-ราคาน้ำมันดิบ-ต้นทุน ดังนั้น...ถ้าราคาน้ำมันสำเร็จรูปขึ้นแรง “กำไรจะเพิ่มขึ้น”...แต่ถ้าน้ำมันดิบขึ้นแรงกว่า “กำไรจะลดลง”การอิงราคาสิงคโปร์ทำให้กำไรเพิ่มในช่วงเวลา เช่น เกิดสงคราม ตลาดขาดน้ำมันสำเร็จรูป และค่าการกลั่นพุ่ง แต่เหรียญมีสองด้าน เมื่อเกิดวิกฤติการแพร่ระบาดของโควิด และความต้องการน้ำมันตกลง ค่าการกลั่นเคยติดลบทำให้โรงกลั่นหลายแห่งขาดทุน ในขณะที่ยังใช้ราคาอ้างอิงสิงคโปร์อยู่การอิงราคาสิงคโปร์คือการอิงราคากลไกตลาดโลก ซึ่งในภูมิภาคนี้ สิงคโปร์เป็นฮับอยู่ ไทยนำเข้า และส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปจริง ถ้าไม่อิงตลาดก็จะตั้งราคายาก ถ้าตั้งต่ำเกินน้ำมันอาจถูกส่งออก และถ้าตั้งสูงเกินคนจะหันไปนำเข้า...ยุ่งกันใหญ่!นักเศรษฐศาสตร์จึงให้ความเห็นว่า ไม่ควรดูเฉพาะปีที่กำไรพุ่ง แต่ควรดูภาพรวมมหภาคมากกว่าฉันใดก็ฉันนั้น การเสนอเก็บภาษีลาภลอย คุมค่าการกลั่น และเลิกอิงตลาดสิงคโปร์จะได้คำตอบเดียวกันคือทำให้กลไกตลาด และราคาถูกบิดเบือน ในขณะที่ตลาดค้าน้ำมันไทยเล็กกว่าสิงคโปร์มากสิงคโปร์มีกำลังการกลั่น 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน เป็นศูนย์กลางการซื้อขาย ส่งออกน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียหรือในระดับเดียวกับตลาดโลก ส่วนไทยมีโรงกลั่นเพื่อใช้ในประเทศ 800,000 บาร์เรลต่อวันเท่านั้น หวังว่า ข้อมูลนี้จะตอบข้อข้องใจต่างๆได้ระดับหนึ่ง. มิสไฟน์คลิกอ่านคอลัมน์ “กระจก 8 หน้า” เพิ่มเติม