“น้ำคือชีวิต” แต่วันนี้ “น้ำคือมัจจุราช” เมื่อลมหายใจของพี่น้องชาวเชียงรายและลุ่มน้ำเหนือที่พึ่งพาสายน้ำแม่กก สาย รวก โขง และสาละวิน กำลังถูกจู่โจมด้วยภัยเงียบที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่มันคือ “สารโลหะหนัก” โดยเฉพาะ “สารหนู”สารหนูที่ว่านี้รั่วไหลมาจาก “ขุมทรัพย์” บนความตายอย่างเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้านจนกลายเป็น “วิกฤติมลพิษข้ามพรมแดน” ที่คนไทยต้องแบกรับชะตากรรม!“สำนักข่าวชายขอบ” เว็บไซต์ www.transbordernews.in.th ตามติดเผยแพร่เรื่องนี้มายาวนานนับเนื่องสองปีผ่านมาแล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่ “ถูกซุกไว้ใต้พรม” มานานเกือบ 2 ปี?กลางเวทีเสวนาที่วัดฝั่งหมิ่น เมืองเชียงราย (22 มี.ค.2569) เครือข่ายภาคประชาชน และนักวิชาการออกมาแฉข้อมูลสุดช็อกว่า ตรวจพบสารหนูในแม่น้ำกกมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2567 แต่ชาวบ้านกลับไม่เคยได้รับสัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจนจากรัฐเลย คำถามตัวโตๆส่งตรงถึง “รัฐบาลไทย” คือ “รออะไรอยู่?” ในเมื่อพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์บ้านกะเหรี่ยงรวมมิตร เริ่มมีอาการทางผิวหนังเป็นผื่น ตุ่มพุพอง ระคายเคือง แม้แต่ “ช้าง” สัตว์คู่บารมีที่ใช้รับนักท่องเที่ยวก็ยังล้มป่วย ผิวหนังอักเสบจนไม่สามารถลงอาบน้ำในแม่น้ำกกได้อีกต่อไปตัวแทนจากเมียนมาสะท้อนภาพความล่มสลายของสิ่งแวดล้อมหลังการรัฐประหารปี 2021 โดยตัวแทนจากรัฐคะฉิ่น กล่าวถึงพื้นที่เหมืองแรร์เอิร์ธขยายตัวอย่างรวดเร็วโดยกลุ่มทุนจีน โดยเฉพาะในพื้นที่ “ปางวา” สารเคมีกลุ่มแอมโมเนียมถูกปล่อยลงแม่น้ำอิรวดีโดยตรง แรงงานต้องสัมผัสสารเคมีด้วยมือเปล่าและ...ชาวบ้านยังขาดความรู้ เข้าใจว่าสารพิษคือ “ปุ๋ย”ด้านตัวแทนจากรัฐคะเรนนีกล่าวว่า ของเสียจากเหมือง “มอชี” ไหลลงสู่แม่น้ำโมโนและแม่น้ำสาละวิน ส่งผลกระทบข้ามมาถึงฝั่งไทย ขณะที่ตัวแทนจากรัฐตะนาวศรีกล่าวว่า จำนวนเหมืองเพิ่มขึ้นจาก 20 แห่ง เป็นกว่า 60 แห่งในปี 2567 ทำลายทั้งวิถีชีวิตและวัฒนธรรมชุมชนอย่างยั่งยืนขณะที่ อำนาจ ไตรจักร์ ตัวแทนจากจังหวัดนครพนม บอกว่า เริ่มพบปลาที่มีลักษณะผิดปกติในแม่น้ำโขง แต่เจ้าหน้าที่รัฐกลับให้คำอธิบายเพียงว่าเป็น “โรคระบาด” หรือ “แบคทีเรีย” ซึ่งสร้างความกังวลใจให้กับชุมชนปลายน้ำเป็นอย่างมาก นิวัฒน์ ร้อยแก้ว หรือ “ครูตี๋” เสริมว่า ขณะนี้วิกฤติปนเปื้อนยังไม่เห็นทางออก เสียใจที่ สส. ฝ่ายรัฐบาลไม่มารับฟังเสียงประชาชน และเครือข่ายได้ยื่นข้อเสนอเร่งด่วน 12 ข้อ อาทิ ขอให้ “รัฐบาล” ต้องเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับการนำเข้าแร่สำคัญ“รัฐบาล” ต้องตรวจสอบอย่างบูรณาการของทุกหน่วยงานภาครัฐและภาควิชาการให้สิ้นสงสัยว่าสารโลหะหนักปนเปื้อนในแม่น้ำ ตะกอน ดินเกษตร พืชผัก ข้าว ปลา น้ำประปา น้ำบาดาล สัตว์น้ำหน้าดินและสิ่งมีชีวิตอื่นที่อยู่ในระบบห่วงโซ่อาหารและร่างกายมนุษย์ มีแหล่งกำเนิดมาจากแหล่งใด“รัฐบาล” ต้องจัดให้มีแผนที่ความเสี่ยงในแม่น้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน เพื่อใช้เฝ้าระวังและตรวจสอบการสะสมอย่างต่อเนื่อง, “รัฐบาล” ต้องจัดทำแผนการเฝ้าระวังและประเมินผลกระทบจากการสะสมสารโลหะหนักต่อเนื่อง“รัฐบาล” ต้องสร้างระบบข้อมูลกลางผลการตรวจสอบสารโลหะหนักของหน่วยงานภาครัฐทั้งหมดเพื่อสร้างความโปร่งใสของข้อมูล และเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้ด้วยตัวเองขณะที่ฟากฝั่งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ร่วมกับ Oxfam, SDC และรัฐบาลออสเตรเลีย ภายใต้ความร่วมมือลุ่มน้ำโขง-ออสเตรเลีย (Mekong-Australia Partnership) เปิดตัวโครงการ “การร่วมสร้างธรรมาภิบาลน้ำและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในลุ่มน้ำโขงสำหรับชุมชนริมฝั่งแม่น้ำในจังหวัดเชียงราย” บูรณาการองค์ความรู้ รวมพลังภาคีเครือข่าย รับมือกับภัยคุกคามนี้สุนารี นามเป็น เยาวชนบ้านท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ สะท้อนสภาพปัญหาในพื้นที่ว่า ทราบว่าปัญหาการปนเปื้อนสารเคมีในแม่น้ำกกต้องอาศัยความร่วมมือทั้งรัฐบาลไทย รัฐบาลประเทศเพื่อนบ้าน ในฐานะเยาวชนไม่สามารถทำอะไรได้มาก แต่สามารถมีบทบาทในการขับเคลื่อน การเรียนรู้ปัญหา ติดตามสถานการณ์ ช่วยเผยแพร่ข้อมูลถูกต้อง ช่วยขับเคลื่อนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม...“พวกเราอยากเห็นน้ำใส มีการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ อยากให้เยาวชนช่วยกันเข้ามามีส่วนร่วมมากกว่านี้ แม่น้ำกกเป็นสายน้ำแห่งชีวิตในพื้นที่ท่าตอน”สอดคล้องกับ กัญจน์ชญา แก้วประเพณี ตัวแทนชาวบ้านหมู่ 3 บ้านท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ที่กล่าวว่า ปัจจุบันระบบประปาผิวดินที่สูบจากแม่น้ำกก และมีระบบกรองที่ใช้มานานกว่า 40 ปี เพื่อหล่อเลี้ยงทั้งครัวเรือน โรงแรม และร้านค้าจำนวนมาก...“สงกรานต์ที่เคยมีคนนับหมื่นถึงสองหมื่นคนมาเล่นแพเปียก ห่วงยาง ที่ซุ้มอาหารริมน้ำกก ตอนนี้ผู้ประกอบการทำไม่ได้เลย แม้แต่ประเพณีขนทรายเข้าวัด ตอนนี้ไม่รู้ว่าจะไปเอาทรายที่ไหนเพราะทรายน้ำกกเปื้อนสารพิษ ตอนนี้กระเทียมราคาตกต่ำ...ขณะที่ค่าปุ๋ยแพงขึ้น” ปิดท้ายด้วย พระมหานิคม มหาภินิกขมโน ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดท่าตอน ย้ำว่า แม่น้ำคือจิตวิญญาณของชุมชน การปนเปื้อนครั้งนี้กระทบไปถึงวัฒนธรรมประเพณี เช่น การสรงน้ำพระและการลอยกระทง ซึ่งเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของคนสองฝั่งน้ำตอกย้ำควรระวังเรื่อง “สารหนู” และ “ตะกอน” คือให้ระวังน้ำน้อย ความเข้มข้นของสารพิษจะอยู่ในตะกอนและสารแขวนลอย สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ “ฝนแรกหรือพายุ” ที่จะไปกวนตะกอนให้ขุ่นขึ้นทำให้ “สารหนู” ที่ตกตะกอนอยู่ฟุ้งกระจายขึ้นมาในน้ำ จึงถือเป็นจุดเสี่ยงสำคัญ.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม