ยังมีให้ “จุก” กันยิ่งกว่านี้ ไม่ใช่แค่รายการช็อกตาตั้งกลางดึก 26 มี.ค.ที่ผ่านมา “น้ำมันราคาพุ่งพรวด” หลังคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติลดการอุดหนุนราคาพลังงาน ทำให้ต้องปรับขึ้นราคาน้ำมันรวดเดียว 6 บาทต่อลิตร บวกต้นสัปดาห์ปรับขึ้นไป 2 บาทตัวเลขทะลุ 8 บาทต่อลิตรกันแล้วน้ำมันช็อกใครจะนอนหลับต่อไหว ไม่ประเภทหูตาตื่น หยิบกุญแจสตาร์ตรถวิ่งไปเข้าคิวแถวยาวเติมน้ำมัน หรือก็ได้แต่ทำใจอยู่บ้าน เอาขาขึ้นก่ายหน้าผาก วางแผนกับชีวิตทุกข์ยากกันต่อไปพร้อมกับภาพจำและคำปราศรัยหาเสียงของ “นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล” ดังแว่วย้ำ “จะทำให้ประชาชนต้องร้องพอแล้วๆ รวยไม่ไหวแล้ว” สวนทางโลกความจริงกระชากอารมณ์แค่นี้ไม่พอ ราคาน้ำมันลอยตัวไม่มีเพดาน จ่อช็อกกันต่อรอบถัดๆไปไม่เท่านั้น จากการประเมินของนักวิเคราะห์เศรษฐกิจ ราคาน้ำมันขึ้นจะมีผลกระทบตามมา ชนิดรอรับแรงกระแทกกันไว้ได้เลย ทั้งค่าขนส่ง ค่าวัตถุดิบ กระทบราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ไม่รวมค่าไฟฟ้า ค่าอื่นๆอีกสารพัดเงินเฟ้อพุ่ง ค่าครองชีพสูงลิ่ว รายได้เท่าเดิม กระอักกันแน่แน่นอนกับคิวนี้ ประชาชนรู้ข้อมูลสถานการณ์ดี เป็นไฟต์บังคับ “นายกฯอนุทิน” ต้องไฟเขียวให้ทีม กบน.ที่มี รมว.พลังงานเป็นประธาน เคาะปรับราคาพรวด จะอ้างเนื่องจากภาวะสงคราม เป็นปัจจัยนอกเหนือการควบคุมก็อ้างได้เพียงแต่ว่า ในสถานการณ์เกือบ 1 เดือนที่ผ่านมาที่เจอปัญหาวิกฤติน้ำมัน รัฐบาลจะอ้างโน่นอ้างนี่ร่ำไปคงไม่ได้ ไม่อย่างนั้นจะมีนายกฯ ไว้ทำไม เพราะถ้าบริหารจัดการไม่ได้นั่นก็ไม่ต่างจากวิกฤติซ้อนวิกฤติเอาแค่เรื่องการเลือกไฟเขียวให้ปรับราคาน้ำมันรวดเดียว สวนทางบทบาทกองทุนน้ำมัน ช่วยประคองภาวะวิกฤติฉุกเฉิน ต้องใช้มาตรการอุ้มราคาแล้วค่อยปล่อยไหลไปทีละขยักไม่ให้ชาวบ้านแตกตื่นเดือดร้อนทุกคนก็คิดว่าจะเดินสูตรปรับราคาแบบ “ขั้นบันได” ที่ไหนได้จัดหนัก ล่อทีเดียวแบบ “ขึ้นลิฟต์”ชนิดที่รัฐบาลปั่นมาตรการช่วยเหลือแบบ “พุ่งเป้า” อัดฉีดประชาชน 5 กลุ่มกันไม่ทันเลยไม่เท่านั้น ที่ผ่านมามีการเสนอถึง “ทางเลือกอื่นๆ” แก้ปมน้ำมันที่ทำควบคู่ได้ ทั้งปรับลดภาษีสรรพสามิตก็ห่วงเรื่องรายได้เข้ารัฐ จะขอเจียดกำไรมหาศาลของโรงกลั่นก็เกรงอกเกรงใจเครือข่ายธุรกิจพลังงาน สรุปสุดท้ายพิสูจน์แล้ว ไม่เลือกทางอื่นทางใดนอกจากโยนให้ชาวบ้านต้อง “แบก”นั่นยังไม่รวมคำถามปัจจัยข้างเคียงที่อาจเป็นสาเหตุที่ทำน้ำมันแพง น้ำมันขาด ที่ว่าอาจมาจากการกักตุน เก็งกำไร ลักลอบส่งออกน้ำมัน ข่าวหนาหูถึงข้อสงสัย มีไอ้โม่ง ไอ้กั๊ก ไอ้โกง ยังไม่เคลียร์ชัดหนำซ้ำเมื่อถูกถามนายกฯก็ไม่ยอมแจกแจง และไม่ได้สนใจจัดการ เป็นปมเคลือบแคลงคาใจผู้คนทั้งที่แม้แต่ คนรัฐบาลเองระดับว่าที่รัฐมนตรีพลังงานยังยอมรับ สอดคล้องกระแสข้อมูลที่พูดกันทั่ว งานนี้ไม่ต้องสงสัย “มีการกักตุน มีไอ้โม่งแน่”อย่างไรก็ดี ถึงตรงนี้เชื่อว่าคงไม่ถึงขั้นเป็นอย่างที่กระแสข่าวที่ว่า มีเครือข่ายบริวารใกล้ชิดผู้มีอำนาจขาใหญ่ได้ประโยชน์ โยงขบวนการกักตุนส่งออกผ่านลาวไปกัมพูชาที่ไทยยังไม่ปลดล็อกปิดกั้น ฟันกำไรต่อกันเป็นทอดๆนั่นเท่ากับหากินบนความเดือดร้อนประชาชน ซ้ำเติมสถานการณ์เชื่อว่าฉลาดแบบ “อนุทิน” ไม่มีเหตุผลจะคิดสั้น ซ่อนวาระแฝงทำปัญหาแก้ยากสำหรับรัฐบาลไปใหญ่เว้นแต่มีลูกเกรงใจไอ้โม่ง ขาใหญ่รายใดหรือไม่ เป็นเรื่องที่ผู้นำต้องเคลียร์ปมไวไฟให้ชัดทั้งหมดทั้งปวงถึงตอนนี้อยู่ในภาวะ “น้ำมันขาขึ้น” หากไม่อยากให้รัฐบาลภูมิใจไทยเฟส 2 “ขาลง” ตั้งแต่ออกจากจุดสตาร์ต เริ่มต้นสมัยของ “อนุทิน 2.0” ต้องเอาฤกษ์เอาชัยตั้งหลักบริหารจัดการวิกฤติน้ำมันให้อยู่ เคลียร์ปมข้อสงสัยข้อครหาต่างๆให้หมดจด ที่สำคัญต้องเร่งบรรเทาความเดือดร้อนชาวบ้านไม่ทำให้เกิดเรื่องทุกข์ร้อนซ้ำๆ สร้าง “วิกฤติพลัสๆ”ขืนทำเสียของ จะเสียถึงผู้หลักผู้ใหญ่ที่คอยค้ำชูจะยิ่งทำให้ “ตั๋วอำนาจ” ในมือสั่นหนักไปมากกว่านี้.ทีมข่าวการเมืองคลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม