สถานการณ์ความขัดแย้ง “ระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลที่เปิดฉากโจมตีอิหร่าน” จนกลายเป็นสงครามในตะวันออกกลาง “กำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก” เนื่องจากอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสินค้า และน้ำมันดิบทางทะเลที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกทำให้หลายฝ่ายเกิดความกังวลต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะค่าครองชีพของประชาชนจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ที่มักส่งผลต่อราคาพลังงาน การค้า ค่าเงิน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจของประเทศ ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย บอกว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลาง“จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยแน่ๆ” แม้อิหร่าน และสหรัฐฯ จะไม่ใช่คู่ค้าหลักของไทย แต่อาจส่งผลทางเศรษฐกิจเชื่อมโยงผ่านมิติอื่นๆ ซึ่งมีโอกาสเกิดได้ทั้งด้านบวก และด้านลบ ในมุมบวกมองว่า “ทุกครั้งที่เกิดสงครามความขัดแย้งกันนั้น” ส่วนใหญ่มักมีความสามารถในการผลิตภายในประเทศของคู่ขัดแย้งลดลง ทั้งจากปัญหาแรงงาน โครงสร้างพื้นฐาน และระบบโลจิสติกส์ ส่งผลให้ประเทศเหล่านั้นต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐาน เช่น อาหาร เครื่องดื่ม และอุปกรณ์ทางการแพทย์สิ่งนี้ล้วนเป็นสินค้าที่ “ไทยมีศักยภาพ” ที่จะเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการขยายตลาดได้ แล้วยิ่งความไม่แน่นอนจากสถานการณ์มักทำให้เกิดพฤติกรรมกักตุนสินค้าส่งผลให้ความต้องการสินค้าเพิ่มขึ้นในระยะสั้นๆ ซึ่งก็อาจเป็นโอกาสทางการค้าสำหรับ “ผู้ส่งออกไทย” หากสามารถบริหารการขนส่ง และต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพในทางกลับกัน “ภาคบริการ” โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพก็อาจจะได้รับผลกระทบอยู่บ้างเนื่องจากไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญ “ด้าน Medical Hub ของภูมิภาค” เมื่อเกิดความขัดแย้งส่งผลให้การเดินทางระหว่างประเทศทำได้ยากขึ้น ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวเชิงรักษาพยาบาลจากตะวันออกกลางจะมีแนวโน้มชะลอลงแต่มีข้อสังเกตในช่วงหลังมานี้ “สงคราม” มักทำให้คนย้ายถิ่นฐานมาประเทศที่มีความสงบมากกว่า “ประเทศไทย” ก็เป็นจุดหมายหนึ่งที่มีคนรัสเซีย และอิสราเอลมาอาศัยอยู่จนเกิดเป็นชุมชนในบางพื้นที่ท่องเที่ยว “ดังนั้นการเกิดสงครามไม่ได้เป็นภาพลบกระทบต่อไทยไปเสียทั้งหมด หากภาครัฐบริหารจัดการเชิงนโยบายได้เหมาะสม ประเทศไทยอาจเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาสได้ในบางมิติโดยใช้จุดแข็งฐานะประเทศที่มีเสถียรภาพ และความสงบ ในการดึงดูดชาวต่างชาติที่ต้องการย้ายถิ่นฐานชั่วคราว หรือพำนักระยะยาวมาได้” ดร.นณริฏ ว่าทว่าในความเสี่ยงที่น่ากังวลคือ “ความผันผวนตลาดหุ้น” ที่ก่อนหน้านี้ก็ปรับตัวสูงขึ้นแล้วทำให้มีความเสี่ยงต่อการปรับฐานลง “บวกกับความขัดแย้งที่ยังไม่แน่นอน” อาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกได้อีกทั้งหากการเดินเรือผ่าน “ช่องแคบฮอร์มุซถูกจำกัด” ย่อมกระทบต่ออุปทานน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติที่ส่งมายังเอเชียเป็นจำนวนมาก เช่น จีน และไทย ทำให้ยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้ตลาดการเงินผันผวนมากยิ่งขึ้น เพราะเมื่อตลาดหุ้นปรับตัวลงรวดเร็วรุนแรง “ไม่มีมาตรการรองรับ” ก็อาจเกิดผลกระทบแบบ Wealth Effect แล้วเมื่อมูลค่าสินทรัพย์ทางการเงินของประชาชนลดลง “ความรู้สึกมั่งคั่งก็จะลดตาม” สิ่งนี้จะทำให้การใช้จ่าย และการบริโภคชะลอตัว แม้ว่ารายได้จริงอาจไม่ได้ลดลงในทันทีก็ตาม แต่หากดัชนีตลาดปรับลดลง 150 จุด หรือประมาณ 10% ก็ย่อมกระทบต่อความเชื่อมั่น และกำลังซื้อของนักลงทุน และผู้ถือสินทรัพย์แน่ๆ แล้วอย่าลืมในยามเกิดสงครามเช่นนี้ “มักทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น” โดยเฉพาะจากราคาน้ำมัน และต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น รวมถึงจะก่อให้เกิดการกักตุนสินค้า และการจำกัดการส่งออกของบางประเทศ ส่งผลให้เกิดแรงกดดันของเงินเฟ้อจากฝั่งอุปทาน และราคาสินค้าก็มีแนวโน้มสูงจนผู้บริโภคต้องระวังการใช้จ่ายมากกว่าเดิมแง่มุมนี้จะทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอลง “กดดันภาพรวมเศรษฐกิจระยะต่อไป” ส่วนจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมาก หรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับระยะเวลาของความขัดแย้งนั้น “หากเจรจายุติได้เร็วผลกระทบก็จะจำกัดวง” เพราะในอดีตสงครามในตะวันออกกลางบางครั้งก็จบเร็วได้ เช่น Six-Day War ที่ใช้เวลาเพียง 6-7 วันเพียงแต่ว่า “สงครามในตะวันออกกลางครั้งนี้ยังมีความไม่แน่นอนสูง” แม้ว่าโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะประเมินว่าสามารถคลี่คลายได้ภายใน 40 วัน แต่ความกังวลสำคัญคือ “การสังหารผู้นำอิหร่าน” อาจทำให้บรรยากาศการเจรจาทางการทูตยากขึ้นจนส่งผลให้ความขัดแย้งยืดเยื้อกว่าที่คาดไว้ก็ได้ ย้ำหากสงครามยืดเยื้อจะกระทบต่อราคาพลังงาน ตลาดการเงิน การค้า ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจสูงขึ้นตามลำดับ ทำให้ค่าครองชีพของคนไทยมีโอกาสเพิ่มขึ้น ดังนั้นในช่วงแรกๆภาครัฐควรพยายามควบคุมราคาสินค้าหลัก เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติที่เชื่อมโยงกับค่าไฟฟ้า แม้จะยังไม่เห็นการปรับของราคาอย่างรวดเร็วในเวลานี้ยิ่งถ้าภาครัฐสามารถบริหารจัดการสต๊อกสินค้าได้ดี “ราคาสินค้าจะยังไม่เพิ่มขึ้นในระยะแรก” แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 20 วัน “สินค้าและค่าครองชีพจะเริ่มปรับตัว” โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่เป็นต้นทุนทั้งการขนส่ง การผลิตและภาคเกษตรที่ใช้เครื่องจักรส่งผลให้ต้นทุนถูกส่งต่อไปยังสินค้าพื้นฐานปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วยเมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจหรือค่าครองชีพสูงเช่นนี้ “ประชาชนควรเน้นการป้องกันความเสี่ยงทางการเงินของตนเอง” โดยควรต้องระวังการใช้จ่าย ชะลอการซื้อสิ่งที่ไม่จำเป็น รักษาความมั่นคงของงานที่ทำอยู่ ดูแลเงินออม และพยายามลด หรือปิดหนี้ที่มีอยู่ ทั้งควรหลีกเลี่ยงการเร่งการลงทุนในช่วงสถานการณ์ยังไม่แน่นอนนี้ด้วยส่วนภาครัฐ “ควรกำกับราคาสินค้าไม่ให้เอาเปรียบผู้บริโภค” โดยเฉพาะการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า น้ำมัน ค่าไฟฟ้า และต้องตรวจสอบการปรับราคาให้เป็นไปอย่างสมเหตุสมผล เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน แล้วสิ่งสำคัญกว่านั้น “ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง” ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจอันเกี่ยวกับสงครามในตะวันออกกลาง เช่น ผู้ที่มีภาระหนี้สูง หรือแรงงานไทยในต่างประเทศที่อาจต้องกลับประเทศ และขาดรายได้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาสังคมในอนาคตนี่คือสถานการณ์ที่มีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก และอาจสะเทือนมาถึงค่าครองชีพของคนไทยในอนาคตอันใกล้ ดังนั้นการเตรียมความพร้อมทั้งในระดับบุคคลและภาครัฐ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย และคุณภาพชีวิตของประชาชน.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม