ผลรางวัลอะคาเดมี อวอร์ดส์ หรือออสการ์ ครั้งที่ 98 ประจำปี 2569 หนังฟอร์มยักษ์พาเหรดคว้ารางวัลไปตามคาด “พอล โทมัส แอนเดอร์สัน” ผู้กำกับภาพยนตร์แอ็กชันระทึกขวัญแนวดาร์กคอมเมดี้เรื่อง “วัน แบทเทิล อาฟเตอร์ อะนาเธอร์” คว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมเป็นครั้งแรก ขณะที่ “ไมเคิล บี. จอร์แดน” คว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม จากหนังระทึกขวัญเหนือธรรมชาติเรื่อง “ซินเนอร์ส” และหนังเรื่องนี้ยังทำให้ “ออทัมน์ ดูรัลด์ อาร์คาพอว์” สร้างประวัติศาสตร์เป็นผู้หญิงคนแรกที่คว้ารางวัลกำกับภาพยอดเยี่ยมไปครองด้วย ด้านดารานำหญิงยอดเยี่ยมได้แก่ “เจสซี บัคลีย์” นักแสดงสาวชาวไอริชจากบทบาทอันทรงพลังในหนังเรื่อง “แฮมเน็ต” ส่วนภาพยนตร์นานาชาติยอดเยี่ยมปีนี้ เป็นของภาพยนตร์เรื่อง “เซนติเมนทอล แวลู” จากประเทศนอร์เวย์ ที่สำคัญผู้จัดยังขยายเวลาพิเศษช่วงไว้อาลัยเพื่อสดุดีเหล่าตำนานที่ล่วงลับในปีที่ผ่านมา เพราะดูเหมือนวงการภาพยนตร์สูญเสียบุคคลสำคัญหลายสาขา ทั้งการจากไปของร็อบ ไรเนอร์ ผู้กำกับชื่อก้อง ดาราสาวอย่างไดแอน คีตัน และแคทเธอรีน โอฮารา โดยเฉพาะช่วงไว้อาลัยให้พระเอกตลอดกาลอย่าง โรเบิร์ต เรดฟอร์ดสำนักข่าวต่างประเทศรายงานบรรยากาศความยิ่งใหญ่ตระการตาในค่ำคืนการประกาศรางวัลอะคาเดมี อวอร์ดส์ หรือ “ออสการ์” ครั้งที่ 98 ประจำปี 2569 รางวัลอันทรงเกียรติของวงการภาพยนตร์ จัดขึ้นโดยสถาบันศิลปะและวิทยาการภาพยนตร์ ณ โรงละครดอลบี เธียเตอร์ นครลอสแอนเจลิส เมื่อค่ำคืนวันที่ 15 มี.ค.ตามเวลาท้องถิ่น ตรงกับช่วงเช้าวันที่ 16 มี.ค.ของไทย ท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 1,000 นาย พร้อมหน่วยจู่โจมพิเศษ พลแม่นปืน และหน่วยเฝ้าระวังทางอากาศดูแลพื้นที่อย่างเต็มอัตราในปีนี้ โคแนน โอ’ไบรอัน พิธีกรและนักแสดงตลกชื่อดังวัย 62 ปี กลับมาสร้างสีสันบนเวทีอีกครั้งด้วยสไตล์ตลกร้ายรัวเร็วและแสบสัน เริ่มจากการแซวซุปเปอร์สตาร์อย่างทิโมธี ชาลาเมต์ และฌอน เพนน์ ไปจนถึงผู้บริหารเน็ตฟลิกซ์ พร้อมสอดแทรกประเด็นทางสังคม ทั้งระบบสาธารณสุข การเมือง และวัฒนธรรม ป๊อปของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม โอ’ไบรอัน ปรับโทนเข้าสู่โหมดจริงจังในช่วงท้าย กล่าวถึงความผันผวนของสถานการณ์โลกและความขัดแย้งระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสงครามในอิหร่าน พร้อมย้ำว่า เวทีออสการ์ซึ่งมีผู้สร้างภาพยนตร์จากกว่า 31 ประเทศเข้าร่วม ยังสะท้อนพลังแห่งศิลปะ ความร่วมมือ และความหวังของมนุษยชาติสำหรับผลการประกาศรางวัลในปีนี้ ส่วนใหญ่เป็นไปตามความคาดหมาย ภาพยนตร์แอ็กชันระทึกขวัญแนวดาร์กคอมเมดี้เรื่อง “วัน แบทเทิล อาฟเตอร์ อะนาเธอร์ (One Battle After Another) กวาดรางวัลไปมากที่สุดถึง 6 รางวัลจากการเข้าชิง 13 สาขา รวมถึงรางวัลใหญ่ที่สุดอย่างภาพยนตร์ยอดเยี่ยม นอกจากนี้ยังส่งให้พอล โทมัส แอนเดอร์สัน คว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมเป็นครั้งแรก พร้อมพ่วงรางวัลบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม การคัดเลือกนักแสดงยอดเยี่ยม และตัดต่อภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ขณะที่นักแสดงรุ่นเก๋าอย่างฌอน เพนน์ คว้ารางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมไปครอง แม้เจ้าตัวไม่ได้มาร่วมงานก็ตามด้านคู่แข่งสำคัญอย่าง “ซินเนอร์ส” (Sinners) ภาพยนตร์ระทึกขวัญเหนือธรรมชาติว่าด้วยพี่น้องฝาแฝดที่กลับบ้านเกิดเพื่อเปิดบาร์ดนตรี แต่กลับต้องเผชิญทั้งอดีตที่ตามหลอกหลอน การเหยียดผิว และแก๊งแวมไพร์ ของผู้กำกับ “ไรอัน คูเกลอร์” คว้ามาได้ 4 รางวัล จากการถูกเสนอเข้าชิงออสการ์ สูงสุดในประวัติศาสตร์ 16 รางวัล ได้แก่ บทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม และดนตรีประกอบยอดเยี่ยม (ลุดวิก โกรันส์สัน) ขณะที่ออทัมน์ ดูรัลด์ อาร์คาพอว์ สร้างประวัติศาสตร์เป็นสุภาพสตรีคนแรกที่คว้ารางวัลกำกับภาพยอดเยี่ยม และปิดท้ายด้วยความสำเร็จของไมเคิล บี. จอร์แดน คว้ารางวัลนักแสดงนำชาย ยอดเยี่ยมไปครองได้อย่างสมเกียรติอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือ รางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม ซึ่งตกเป็นของเจสซี บัคลีย์ นักแสดงชาวไอริชจากบทบาทอันทรงพลังในภาพยนตร์เรื่อง “แฮมเน็ต” (Hamnet) ขณะที่เอมี มาดิแกน คว้ารางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมจากเรื่อง “เวพพอนส์” (Weapons) ด้านรางวัลภาพยนตร์แอนิเมชันยอดเยี่ยม ในปีนี้ตกเป็นของ “เคป๊อป เดมอน ฮันเตอร์ส” (KPop Demon Hunters) ซึ่งสร้างประวัติศาสตร์ซ้ำสองเมื่อเพลง “โกลเดน” (Golden) จากภาพยนตร์เรื่องเดียวกัน กลายเป็นเพลงเค-ป๊อปเพลงแรกที่คว้ารางวัลเพลงประกอบภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยมจากเวทีออสการ์มาครองได้สำเร็จ นอกจากนี้ ภาพยนตร์เรื่อง “แฟรงเกนสไตน์” (Frankenstein) ยังกวาดไปได้ถึง 3 รางวัลในสายงานสร้าง ได้แก่ ออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม แต่งหน้าและออกแบบทรงผมยอดเยี่ยม และออกแบบงานสร้างยอดเยี่ยมสำหรับรางวัลภาพยนตร์นานาชาติยอดเยี่ยมเป็นของ “เซนติเมนทอล แวลู” (Sentimental Value) จากนอร์เวย์ และรางวัลภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยมเป็นของ “มิสเตอร์ โนบอดี้ อเกนสต์ ปูติน” (Nobody Against Putin) บันทึกเหตุการณ์ของครูประถมคนหนึ่งที่ถ่ายทอดการปลูกฝังอุดมการณ์ให้เด็กนักเรียนสนับสนุนการรุกรานยูเครนของรัสเซีย ผลงานของพาเวล ตาลันคิน ผู้กำกับชาวรัสเซียที่ลี้ภัยอยู่ในยุโรป ร่วมกับเดวิด โบเรนสไตน์ ผู้กำกับชาวอเมริกันบรรยากาศในงานเต็มไปด้วยความตื้นตันในช่วงการไว้อาลัยที่ขยายเวลาขึ้นเป็นพิเศษเพื่อสดุดีเหล่าตำนานที่ล่วงลับ โดยเฉพาะการจากไปของ ร็อบ ไรเนอร์ ผู้กำกับชื่อดัง และภรรยา มิเชล ไรเนอร์ ได้รับเกียรติจากบิลลี คริสตัล เพื่อนสนิทและนักแสดงคู่บุญจากผลงานขึ้นหิ้งอย่าง “เวน แฮร์รี เม็ต แซลลี” (When Harry Met Sally) เป็นผู้กล่าวคำรำลึกท่ามกลางกลุ่มนักแสดงจากภาพยนตร์คลาสสิกของไรเนอร์ร่วมปรากฏตัวบนเวทีอย่างคับคั่ง พร้อมการบรรเลงเพลงประกอบจากภาพยนตร์ เดอะ พรินเซส ไบรด์ สร้างความสะเทือนใจให้แก่ผู้ชม นอกจากนี้ยังมีการสดุดีสองนักแสดงหญิงขวัญใจผู้ชม ทั้งไดแอน คีตัน และแคทเธอรีน โอฮารา โดยเรเชล แม็กอดัมส์ ปิดท้ายด้วยเจ้าตำนานอย่างบาร์บรา สไตรแซนด์ ปรากฏตัวเพื่อระลึกถึงโรเบิร์ต เรดฟอร์ด พร้อมขับร้องเพลง “เดอะ เวย์ วี เวอร์” (The Way We Were) จากหนังโรแมนติกดราม่าที่ทั้งคู่เคยร่วมงานกันเพื่อเป็นการอำลาตำนานผู้ล่วงลับอย่างสมเกียรติในค่ำคืนนี้อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่