ลุ้น ครม.พิจารณาราคาน้ำมันดีเซล หลังครบ 15 วันในการตรึงราคา อุ้มต่อหรือทยอยปรับขึ้น ด้าน กบน.ยันปัจจุบันชดเชยราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลอยู่ที่ลิตรละ 18.31 บาท สกัดไม่ให้ราคาทะลุ 30 บาท ส่งผลล่าสุดกองทุนน้ำมัน ติดลบ 12,605 ล้านบาท ขณะที่ ก.พลังงาน ถกหนักผู้ค้าน้ำมัน-รถขนส่ง แก้ปัญหาการส่งน้ำมันขาดช่วง ระดมรถบรรทุก เพิ่มรอบ-ปริมาณการกระจายน้ำมันถึงปั๊ม หลังประชาชนทุกภาคส่วนเดือดร้อนถ้วนหน้า ต้องตระเวนต่อคิวรอเติมน้ำมัน ด้าน ก.พาณิชย์เตรียมเคาะแผนส่ง ครม.รับมือ สินค้าจ่อพาเหรดขยับขึ้นราคาจากวิกฤติตะวันออกกลางหลังรัฐบาลโดยศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์ การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงยืนยันไทยมีน้ำมันเพียงพอใช้ ไม่ขาดแคลน หวังลดความตื่นตระหนกของประชาชนที่แห่ไปซื้อตุนน้ำมันเชื้อเพลิง จนสถานีบริการน้ำมันหลายแห่งทั่วประเทศ ต้องจำกัดการเติมไม่เกินคนละ 500 บาทต่อครั้ง แต่ก็ขายน้ำมันจนหมดเกลี้ยงทุกวัน“อนุทิน” เรียกประชุมรับมือพลังงานที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 09.10 น. วันที่ 16 มี.ค. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เดินทางเข้าปฏิบัติหน้าที่ และไปไหว้องค์นรสิงห์จำลอง ซึ่งถือเป็นกิจวัตรประจำวัน จากนั้น เวลา 09.30 น. นายอนุทินได้เรียกประชุมทีมเศรษฐกิจและฝ่ายกฎหมายรัฐบาล เพื่อประชุมรับมือวิกฤติ พลังงานจากสงครามตะวันออกกลาง มีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ และนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ การค้า นายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เข้าร่วมประชุมเป็น รบ.รก.ยังออก ก.ม.ไม่ได้นายเอกนิติกล่าวถึงการประชุมว่า นายกฯเรียกประชุมหารือต่อเนื่องจากการประชุมเมื่อวันที่ 15 มี.ค. เรื่องของน้ำมัน เพราะฉะนั้นต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง โดยวันนี้เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาเข้าหารือในประเด็นทางกฎหมายกรณีการออก พ.ร.ก.กู้เงินชดเชยกองทุนน้ำมัน เพื่อมาใช้ในการรับมือวิกฤติพลังงาน ส่วนจะต้องมีการขอกู้เงินหรือไม่ วันนี้ยัง คงมาติดตามสถานการณ์ก่อน ขณะนี้ยังเป็นรัฐบาลรักษาการ ยังไม่สามารถออกกฎหมายอะไรได้อุดหนุนดีเซลสกัดราคาพุ่งส่วนที่สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง มีการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ที่มีมติให้ใช้งบประมาณของกองทุนน้ำมัน เข้าไปอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลแทนประชาชน สูงสุดที่ระดับ 18.31 บาทต่อลิตร เพื่อสกัดราคาขายปลีกไม่ให้พุ่งสูงเกิน 30 บาทต่อลิตร จากปัจจุบันอยู่ที่ 29.94 บาทต่อลิตร เพราะหากไม่อุดหนุนราคาน้ำมัน ดีเซล จะทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลมีราคาอยู่ที่ 48.25 บาท หลังราคาน้ำมันตลาดโลกผันผวนหนัก กระทบต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพประชาชน ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในประเทศจะยังคงอยู่ที่ระดับ 29.94 บาทต่อลิตรตามเดิมกองทุนฯติดลบกว่า 1.2 หมื่น ลบ.กบน.ระบุว่า การแทรกแซงราคาขายปลีกน้ำมัน ครั้งนี้เป็นเพียงมาตรการระยะสั้น โดยยังคงยึดหลักการสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของพลังงาน เพื่อไม่ให้บิดเบือนกลไกตลาด และหลีกเลี่ยงการอุดหนุนราคาน้ำมันข้ามกลุ่ม (Cross Subsidy) สำหรับโครงสร้างอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันและเงินชดเชยใหม่ พบว่า กลุ่มน้ำมันดีเซลได้รับการอุดหนุนสูงสุด โดยน้ำมัน ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา และ B20 ได้รับเงินชดเชย 18.31 บาทต่อลิตร ขณะที่ดีเซลหมุนเร็วพรีเมียม ต้องส่งเงินเข้ากองทุน 1.50 บาทต่อลิตร และในส่วนของกลุ่มแก๊สโซฮอล์ กำหนดให้ E20 ได้รับเงินชดเชยสูงสุด 9.85 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 ได้รับเงินชดเชย 8.37 บาทต่อลิตร ส่วน E85 ได้รับเงินชดเชย 2.28 บาทต่อลิตร ขณะที่กลุ่มน้ำมันเบนซิน กำหนดให้ส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมัน 0.10 บาทต่อลิตร ส่วนน้ำมันดีเซลหมุนช้า ส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมัน 1.20 บาทต่อลิตร และน้ำมันเตาส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมัน 0.06 บาทต่อลิตร ขณะเดียวกัน สถานะกองทุนน้ำมันวันที่ 15 มี.ค.ที่ผ่านมา พบว่า บัญชีกองทุนน้ำมันติดลบ 12,605 ล้านบาทกพช.เคาะชดเชยดีเซล 20.36 บาทช่วงค่ำวันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ว่า กพช.ได้กำหนดกรอบนโยบายการบริหารกองทุนน้ำมัน ภายใต้พระราชบัญญัติกองทุนน้ำมัน พ.ศ.2562 เพื่อให้คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) สามารถบริหารกองทุนน้ำมันให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยให้ราคาน้ำมันอยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยกำหนดอัตราเงินชดเชย สำหรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่อัตรา 9.73 บาทต่อลิตร น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 11.06 บาทต่อลิตร น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 อยู่ที่ 2.28 บาทต่อลิตร ขณะที่น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา อยู่ที่ 20.36 บาทต่อลิตร เท่ากับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B20 ซึ่งอัตราที่อุดหนุนราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลเมื่อวันที่ 16 มี.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นอัตราราคาที่อุดหนุนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เพื่อควบคุมเหตุการณ์ที่ทำให้ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวสูงขึ้น อยู่ในระดับที่เกินกว่าระดับราคาที่เหมาะสม และเป็นการบรรเทาผลกระทบต่อการดำรงชีพของประชาชน และหรือชะลอการขาดแคลน และไม่เพียงพอต่อการใช้ภายในประเทศ ขณะเดียวกันยังคำนึงถึงภาวะความผันผวนของราคาต้นทุนที่แท้จริง แนวโน้มตลาดโลก และต้องหลีกเลี่ยงการชดเชยเพื่อช่วยเหลือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งรอลุ้นอุ้มต่อ-ทยอยขยับราคามีรายงานว่า หลังครบระยะเวลาที่นายก รัฐมนตรีสั่งการตรึงราคาดีเซล 15 วันในวันที่ 17 มี.ค.นี้ โดยนายอนุทินได้เรียกประชุมผู้เกี่ยวข้องในวันที่ 16 มี.ค. และวันที่ 17 มี.ค. จะมีการนำมาตรการ ทั้งหมด รวมทั้งเคาะตัวเลขการขยับราคาน้ำมัน ในที่ประชุม ครม. ซึ่งมีการคาดการณ์ว่า รัฐบาลมีแนวทางออกอยู่ 2 แนวทาง จากการที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลต่อไปอีก 18 บาทกว่า/ลิตร หรืออาจยอมปล่อยให้ราคาน้ำมันดีเซลขยับขึ้นเล็กน้อย ที่คาดว่าจะทยอยขยับขึ้น 0.50-1.00 บาท/ลิตร โดยมีผลวันที่ 18 มี.ค.นี้ระดมรถขนส่งน้ำมัน-เพิ่มรอบวิ่งนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า ตนและนายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน ได้เรียกตัวแทนกลุ่มผู้ค้าน้ำมันและผู้แทนจากโรงกลั่นน้ำมันเข้าร่วมการประชุมด่วน เพื่อหารือ ประเมินสถานการณ์ร่วมกันอย่างใกล้ชิด และวางมาตรการรับมือเพื่อแก้ไขปัญหาการกระจายน้ำมันที่ล่าช้า โดยกระทรวงพลังงานและผู้ค้าน้ำมันได้ข้อสรุปและแนวทางปฏิบัติในการเร่งระบายน้ำมันสู่สถานีบริการ เช่น การระดมเพิ่มจำนวนรถบรรทุกขนส่งน้ำมัน การเพิ่มรอบและปริมาณการกระจายน้ำมันออกจากคลังไปยังพื้นที่เป้าหมายให้รวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมได้เน้นย้ำถึงความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการบูรณาการการทำงานร่วมกัน เชื่อมั่น ว่าจากมาตรการเร่งด่วนทั้งหมดนี้จะช่วยเติมเต็มปริมาณน้ำมันในสถานีบริการที่ขาดแคลน และทำให้สถานการณ์กลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด ขอให้ประชาชนคลายความกังวลและมั่นใจในเสถียรภาพ ทางพลังงานของประเทศ“ศุภจี” ชง ครม.มาตรการรับมือของแพงส่วนนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมหารือร่วมกับนายกฯ รับมือวิกฤติพลังงาน ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคเริ่มปรับตัวสูงขึ้นว่า ยังไม่มีอะไร โดยจะมีมาตรการออกมา แต่ขอให้รอฟังศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) และตนจะเสนอมาตรการในการช่วยเหลือประชาชน เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 17 มี.ค.นี้ปตท.ปรับแผนจัดการพลังงานด้านบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ได้ออกมาระบุว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งและการสู้รบในตะวันออกกลางระหว่างอิหร่าน สหรัฐฯ และอิสราเอล ที่ยืดเยื้อ อาจส่งผลกระทบต่อระบบการจัดหาพลังงานในตลาดโลก กลุ่ม ปตท.ได้ปรับแผนการบริหารจัดการพลังงานของประเทศอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ประเทศ ไทยมีพลังงานเพียงพอต่อความต้องการใช้ของประชาชน โดยในด้านการจัดหาน้ำมันดิบ ปตท.มีหน่วยงานธุรกิจการค้าระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่ทั่วโลก มีประสบการณ์ และอยู่ในตลาดค้าขายน้ำมันดิบ บริหารจัดการโดยการเปลี่ยนท่าเรือ รับผลิตภัณฑ์นอกช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมปรับแผนการจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นๆ ทั่วโลกมาเพิ่มเติม เช่น จากแอฟริกา อเมริกา พร้อมประสานงานกับพันธมิตรทางการค้า โดยยืนยันแผนการส่งมอบที่ชัดเจนต่อเนื่อง และยังคงจัดหาน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้โรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. ซึ่งมีกำลังการผลิตร้อยละ 60 ของประเทศ สามารถ ผลิตได้ตามแผนเผยแห่เติมน้ำมันเพิ่ม 2—3 เท่าสำหรับการจัดหาก๊าซธรรมชาติ ขอความร่วมมือผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยและเมียนมาผลิตก๊าซธรรมชาติเต็มกำลัง และเลื่อนกำหนดการซ่อมบำรุงประจำปีออกไปก่อน พร้อมจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ในราคา Spot LNG (ราคาตลาดจร) เพิ่มเติม เพื่อทดแทนปริมาณที่ขาดหายไป และสถานีบริการน้ำมันคลังน้ำมัน เปิดทำการตลอด 7 วัน ระดมรถขนส่งน้ำมันมายังสถานีบริการอย่างต่อเนื่องโดยแต่ละรอบใช้เวลา 12-24 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับระยะทาง ซึ่งจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นมากกว่าปกติในช่วงนี้ ปริมาณจำหน่ายในสถานีบริการ PTT Station เพิ่มขึ้น 2-3 เท่า ทำให้รอบขนส่งต้องเพิ่มขึ้น ส่งผลให้บางสถานีบริการไม่มีน้ำมันจำหน่ายในบางช่วงเวลา โดยมอบให้บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ ประสานทุกหน่วยเพื่อบริหารจัดการรองรับความต้องการอย่างเต็มที่ชาวนาเดือดร้อนหนักอาจงดทำนาผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ตามสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ ตลอดวันที่ 16 มี.ค. ยังคงแน่นขนัดเหมือนเดิมคือคนนำยวดยานสารพัดชนิด พร้อมแกลลอนหลายขนาดมาต่อคิวรอเติมน้ำมันดีเซล-แก๊สโซฮอล์อย่างล้นหลาม บางรายเดินทางข้ามจังหวัดมารอตั้งแต่ช่วงค่ำวันที่ 15 มี.ค.ที่ผ่านมา แต่ส่วนใหญ่ต้องผิดหวังเมื่อทางปั๊มประกาศหยุดให้บริการเนื่องจากน้ำมันหมดเกลี้ยงทุกชนิด ต้องรอจนกว่ารถขนส่งน้ำมันจะมาเติม โดยใน อ.เมืองอ่างทอง ปั๊มต่างติดป้ายน้ำหมดตั้งแต่ช่วงเช้า สร้างความเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเกษตรกรที่จำเป็นต้องใช้น้ำมันดีเซลเติมอุปกรณ์ทางการเกษตรต่างๆ รวมถึงชาวนาทั้งที่ จ.อุตรดิตถ์ ชัยนาท กำแพงเพชร อ่างทอง นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ฯลฯ ที่ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าหากไม่มีน้ำมันไปเติมรถไถ เครื่องสูบน้ำ อาจต้องหยุดทำนาไว้ก่อนน้ำมันไม่พอใช้กระเทือนถ้วนหน้าผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ไม่ใช่แค่ชาวนาที่เดือดร้อน แต่ชาวไร่อ้อยไร่มัน ชาวสวนผลไม้ ต่างนำรถพร้อมแกลลอนเปล่ามาต่อคิวเติมน้ำมันที่ปั๊มในพื้นที่ต่างๆอย่างล้นหลามตั้งแต่เช้า แต่ได้น้ำมันไม่เพียงพอใช้งาน โดยหนึ่งในเกษตรกรชาวไร่อ้อยใน อ.คลองขลุง จ.กำแพงเพชร ที่มารอเติมน้ำมันระบุว่า ตอนนี้ไม่สนใจเรื่องของการตรึงราคาแล้ว เพราะน้ำมันแพงแค่ไหนก็ต้องซื้อ หากไม่มีไปใช้สูบน้ำเข้าไร่อ้อยจะลำบาก ยอมรับสภาพหากราคาหลังจากนี้จะพุ่งสูงขึ้นก็ยอม ส่วน นางศิลารักษ์ ทุมไธสง อายุ 49 ปี เกษตรกรชาวไร่มัน อ.คลองขลุง บอกว่า ทำไร่มัน 40 กว่าไร่ มีความจำเป็นต้องใช้น้ำมัน สูบน้ำ ใส่รถไถชักร่องปลูกมัน วันนี้มารอตั้งแต่บ่ายโมงได้น้ำมันคนละ 700 บาท และตอนนี้ลูกสาวฝึกงานอยู่นอกตัวเมือง ต้องขับรถใช้น้ำมัน 95 ทุกวัน ขณะนี้หลายปั๊มน้ำมันหมดไม่รู้ไปเอาที่ไหน มีเพียงน้ำมันในถังที่ประทังใช้ หากวันไหนไม่มีที่เติม ไม่รู้อาจารย์จะรับรู้ปัญหาของนักศึกษาหรือไม่ นอกจากนั้นยังมีรถเก็บขยะ และรถดับเพลิงมารอคิวเติมน้ำมันเพื่อใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ หากไม่มีน้ำมันจะประสบปัญหาในการทำงานแน่นอนคนชะลอเดินทางกระทบท่องเที่ยวขณะเดียวกัน ปัญหาน้ำมันตามปั๊มไม่เพียงพอในครั้งนี้ เริ่มกระทบถึงภาคการท่องเที่ยวด้วย โดยนายณัฐนวรรธ ศักดา นายกสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดสุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่า เรื่องดังกล่าวส่งผลต่อความเชื่อมั่นและความวิตกกังวลต่อการเดินทาง ขณะนี้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวที่พักในจังหวัดสุราษฎร์ธานี อาทิ ที่เขื่อนรัชชประภาได้รับผลกระทบแล้ว เมื่อมีการยกเลิกการเดินทาง หรือชะลอการเดินทางจากนักท่องเที่ยวบางส่วน โดยเฉพาะจากตลาดยุโรป และตะวันออกกลาง ทำให้ยอดจองห้องพักจากที่เต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ ขณะนี้หายไปประมาณ 15-20 เปอร์เซ็นต์ สิ่งที่เป็นห่วงและกังวลมากๆ ในภาพของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวคือการที่จะมีการปรับขึ้นราคาน้ำมัน จะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่ในภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างมาก ตั้งแต่ในเรื่องของบริการยานพาหนะขนส่งนำเที่ยว (ภาคโลจิสติกส์การขนส่ง) ไปจนถึงราคาทัวร์ท่องเที่ยวและที่พักที่จะต้องปรับสูงขึ้นไปตามต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้นด้วย ยิ่งทำให้ท่องเที่ยวกังวลถึงค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นในการเดินทาง และใช้บริการต่างๆ ในภาคของการท่องเที่ยวหกล้อน้ำมันหมดกลางถนนขณะที่ อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา ช่วงเช้าวันเดียวกัน ตร.สภ.บางปะกง รับแจ้งเหตุรถบรรทุกน้ำมันหมด กลางถนนสิริโสธร ขาเข้าฉะเชิงเทรา ก่อนถึงสี่แยกท่าสะอ้าน 50 เมตร ประสานตำรวจจราจร สภ.บางปะกง และรถยกตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบรถบรรทุกหกล้อ ฮีโน่สีขาว ทะเบียน 71-0714 ฉะเชิงเทรา จอดอยู่กลางถนน มีนายนเรนทร์ฤทธิ์ น้อยรักษา อายุ 34 ปี เป็นคนขับ สอบถามได้ความว่า ขับรถมาจากบางพลีแล้วขับตามหาปั๊มน้ำมันที่จะเติมน้ำมัน แต่ตลอดทางบางปั๊มไม่มีน้ำมัน บางปั๊มปฏิเสธการเติมเพราะเป็นรถบรรทุก บางปั๊มต่อแถวยาวมาก บางปั๊มบอกให้รอเวลาจนกว่าน้ำมันจะมาส่ง ตนรอไม่ได้เพราะต้องวิ่งงานขนส่ง พยายามขับรถตามหาปั๊มน้ำมัน แต่น้ำมันรถหมดก่อน ไม่สามารถแอบเข้าข้างทางได้ ทำให้ต้องให้คนพาไปซื้อน้ำมันใส่แกลลอนมาเติมใส่รถ เพื่อสตาร์ตเครื่องจนติดแล้วเดินทางต่อไปที่ปั๊มน้ำมันวัดโอดน้ำมันไม่พอเผาศพส่วนกรณีเพจวัดสมานรัตนาราม ตำบลบางแก้ว อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา โพสต์ข้อความขอความช่วยเหลือจากประชาชนขอให้ช่วยแจ้งปั๊มน้ำมันในเมืองแปดริ้วที่ดีเซลยังไม่หมด เพื่อจะไปหาซื้อน้ำมันสำรอง รวมถึงระบุด้วยว่า ขณะนี้การซื้อน้ำมันต้องนำใบมรณบัตรไปแสดง และสามารถซื้อได้เพียง 50 ลิตร ทำให้ไม่เพียงพอต่อการใช้ในการฌาปนกิจ ต่อมาผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากนายกฤษดา มหาวิริโยทัย ผู้ใหญ่บ้านตำบลบางแก้ว และประธานกรรมการวัดสมานรัตนาราม ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ขณะนี้ทางวัดได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำมันดีเซลขาดตลาดอย่างหนัก โดยเฉพาะน้ำมันที่ใช้ในการเผาร่างผู้เสียชีวิต น้ำมันสำรองของวัดไม่มีเหลือแล้ว ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ให้เด็กวัดขับรถตระเวนหาซื้อน้ำมันตามปั๊มต่างๆ เพื่อนำมาสำรองไว้ โดยปกติการเผาศพ 1 ร่าง ต้องใช้น้ำมันดีเซลไม่ต่ำกว่า 70-100 ลิตร แต่ขณะนี้หลายปั๊มน้ำมันจำกัดการขายได้เพียงคันละ 50 ลิตร ไม่เพียงพอต่อการใช้งานจริงรถรอขนส่งน้ำมันตามปกตินอกจากนี้ จากกรณีเพจเฟซบุ๊ก “หัวลากไวไฟ” โพสต์ภาพและข้อความรถบรรทุกน้ำมันจอดต่อคิวรอรับน้ำมันที่หน้าโรงกลั่นพร้อมระบุว่าไม่จำเป็นต้องกักตุน เนื่องจากน้ำมันมีเพียงพอ โดยในภาพปรากฏรถบรรทุกจำนวนมากจอดเรียงต่อคิวบริเวณหน้าโรงกลั่น จนกลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงในโลกออนไลน์ ต่อมาเวลา 15.30 น. วันที่ 16 มี.ค.ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่บริเวณหน้าโรงกลั่น ในพื้นที่ ต.ทุ่งสุขลา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี พบว่ามีรถบรรทุกน้ำมันตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงรถบรรทุกขนาดใหญ่เข้า-ออกอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้มีจำนวนรถบรรทุกน้ำมันเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด โดยรถบรรทุกเข้ามารับน้ำมันตามแผนของลูกค้าที่เป็นบริษัทค้าปลีก หรือสถานีบริการน้ำมันตามรอบการจัดส่งปกติปั๊มรอบกรุงน้ำมันเริ่มขาดสำหรับใน กทม. วันเดียวกัน นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ และนายศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ลงพื้นที่สำรวจสถานการณ์หน้าปั๊มน้ำมัน หลังจากที่ประชาชนออกมารอเข้าแถวต่อคิวซื้อน้ำมันจำนวนมาก โดยนายอิสริยะกล่าวว่า เช้าวันที่ 16 มี.ค.ได้ออกสำรวจสถานการณ์หน้าปั๊มน้ำมันโซน กทม.รอบนอก ได้แก่ หนองจอก มีนบุรี คลองสามวา บึงกุ่ม สิ่งที่พบคือน้ำมันดีเซลขาดแคลนหนักมาก มีปั๊มแห่งหนึ่งบอกว่า น้ำมันมาลงเวลา 02.00 น. ปั๊มเปิด 05.00 น. พอถึงเวลา 08.30 น. น้ำมันดีเซลหมดเกลี้ยงแล้ว ถ้าจะเติมต้องมาใหม่เช้าวันที่ 17 มี.ค.เท่านั้น จากที่คุยกับปั๊มอื่นๆโซนนี้ได้รับคำตอบแบบเดียวกัน กทม.รอบนอกยังหนักขนาดนี้ จังหวัดอื่นๆ จะหนักขนาดไหนแนะสร้างฐานข้อมูลน้ำมันกลางนายอิสริยะกล่าวอีกว่า การที่ปั๊มขาดแคลนน้ำมันเกิดจาก 2 ปัจจัยหลักคือ 1.การขนส่งน้ำมันจากคลังน้ำมันไปตามปั๊มต่างๆ ตอนนี้จำกัดโควตาแต่ละปั๊ม รัฐบาลต้องเปิดเผยข้อมูลให้ชัดว่าการขนส่งน้ำมันช่วงนี้เป็นอย่างไร 2.ข้อมูลปั๊มใกล้บ้านมีน้ำมันดีเซลขายหรือไม่ เพื่อที่ประชาชนจะได้ไม่ต้องออกมาตระเวนไล่ถามตามปั๊มต่างๆ การสร้างระบบข้อมูลน้ำมันกลางของรัฐบาลอาจทำได้ไม่ทันท่วงที แต่ถ้าปั๊มแต่ละแบรนด์นำเสนอข้อมูลน้ำมันของปั๊มเครือตัวเองผ่านโซเชียลแบบง่ายๆ จะเป็นประโยชน์กับประชาชน แค่รวบรวมข้อมูลมาเผยแพร่ผ่านช่องทางที่คนเข้าถึงได้ ฝากแนวทางเหล่านี้ไปยังรัฐบาล แก้ปัญหาให้ประชาชนที่กำลังเดือดร้อนหนักขึ้นเรื่อยๆ“น้ำมัน–ปุ๋ย” แพงส่งค่าครองชีพพุ่งด้านนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค ปชน. ฝ่ายต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีผลกระทบจากวิกฤติตะวันออกกลางว่า นอกจากน้ำมันแพงแล้วยังมีอย่างอื่นที่จะแพงตามมา เช่น ปุ๋ยยูเรีย ที่ไทยนำเข้าจากประเทศโซนตะวันออกกลาง ปุ๋ยเป็นต้นทุนขั้นพื้นฐานของทุกสรรพสิ่ง อาหารก็จะแพง ต้นทุนค่าครองชีพของประชาชนจะเพิ่มตาม การเข้าไปบรรเทาลดต้นทุนค่าครองชีพด้วยการเอาเงินภาษีในอนาคตเข้าไปสนับสนุนชั่วคราวไม่ยั่งยืน จึงต้องทบทวนวิธีที่ยั่งยืนกว่านี้ ขอให้มีทางออกที่ชัดเจน รวมถึงสื่อสารต่อประชาชนอย่างตรงไปตรงมาว่า สินค้าอุปโภคบริโภคที่มีแนวโน้มจะปรับขึ้นบ้างเพื่อให้ชาวบ้านเตรียมตัวอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่