“หมอชาวบ้าน” ฉบับ มี.ค. 69 ตีพิมพ์ บนเส้นทางชีวิต บทสุดท้าย คำอำลาของผู้ให้กำเนิด “หมอชาวบ้าน” ความยาวแปดหน้าหมายเหตุ ก่อนอาจารย์หมอจากเราไปเมื่อ 10 ม.ค. 69 อาจารย์หมอเขียนใส่ซองปิดผนึกไว้เมื่อ 15 ปีที่แล้ว ตอนท่านอายุ 79 ปี คำอำลานี้เป็นมรดกอันล้ำค่าที่ท่านฝากไว้ในแผ่นดินนานหลายปีเต็มที่...วันนั้นผมขอตามไปส่งอาจารย์หมอถึงรถตู้...ระหว่างยืนรอ ท่านถาม “คุณว่าไง! ภรรยาผมบ่นเลิกเขียนเรื่องหาเรื่องใส่ตัว...ได้แล้ว”ผมยกมือไหว้ตอบทันที “ผมเป็นสื่อโง่เรียนหนังสือน้อย ยังเห็นความคิดจากข้อเขียนของอาจารย์เป็นแสงเทียนนำทาง... ถ้ายังไหว อาจารย์เขียนนำทางผมต่อไปเถิด”ความจริงในข้อนี้ผมจึงตั้งใจเอาข้อเขียนของอาจารย์ทั้งสิบข้อใหญ่...เขียนให้คนอื่นได้อ่านต่อไปเรื่อยๆ...ตอนแรกนี้ผมขอเลือกข้อ 8 ข้อ 10 เห็นว่าจะอธิบายบรรยากาศตึงเครียดสงครามอิหร่าน สหรัฐฯ ยิว ได้ข้อ 6 การสร้างภูมิคุ้มกันจากความเสื่อม ถ้าปราศจากภูมิคุ้มกัน มนุษย์จะตกไปสู่ความเสื่อมได้ง่าย แม้ในความสำเร็จก็กลับเสื่อมได้รวดเร็วดังที่มีคำพูดว่า “ความสำเร็จคือความล้มเหลว”คือถ้าความสำเร็จทำให้เกิดความฟูใจ ความทะนงตนว่าเก่ง ความลืมตัว ความกำเริบใจ ความเห็นแก่ได้ ความประมาท เหล่านี้ล้วนเป็นความเสื่อมที่มากับความสำเร็จได้บุคคลจึงควรรู้ตัว ระแวดระวังให้มีภูมิคุ้มกันจากความเสื่อม มนุษย์มีธรรมชาติที่จะทำให้ขาดภูมิคุ้มกันได้ง่าย ธรรมชาติที่ว่านี้มี 3 อย่าง คือ ตัณหา การอยากได้เข้าตัว มานะ การใช้อำนาจเหนือคนอื่น ทิฐิ การเอาความเห็นของตัวเป็นใหญ่การทำอะไรๆ ที่หวังได้ตำแหน่ง หรือได้ทรัพย์สินเงินทองจะผลักดันให้ติดกับความเสื่อมได้ง่าย การทำความดีโดยไม่หวังว่าตัวเองจะได้อะไร จะทำให้เบาตัว เป็นอิสระ มีปัญญา เห็นสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง มีภูมิคุ้มกันเราเห็นคนเก่งๆ ที่ตกไปสู่ความเสื่อมมากมาย เพราะไม่มีภูมิคุ้มกันจากความเสื่อม บุคคลจึงควรพิจารณาตัวเองเป็นนิจศีล ว่าเราตกอยู่ใต้อำนาจของตัณหา มานะ ทิฐิ มากน้อยเพียงใดการรู้เท่าทันจิตใจของตนเองจะทำให้อกุศลธรรมเหล่านี้เบาบางลง การเจริญสติจะทำให้รู้กาย รู้ใจของตนเองได้ดีขึ้น ทำให้มีภูมิคุ้มกัน มีอิสรภาพ มีปัญญา และมีความสุข10 จุดเปลี่ยนอารยธรรม... อารยธรรมปัจจุบันเริ่มมาประมาณ 500 ปี เมื่อชาวยุโรปค้นพบวิทยาศาสตร์ และนำวิทยาศาสตร์มาทำอาวุธที่ทรงอานุภาพ แล้วนำอาวุธที่ทรงอานุภาพอย่างที่มนุษย์ไม่เคยมีมาก่อน เข้าแย่งชิงทรัพยากรจากคนพื้นเมืองทั่วโลก ทำให้การแย่งชิงเป็นพื้นฐานของอารยธรรมปัจจุบันไม่ว่าจะแปรรูปไปอย่างไรแต่พื้นฐานยังเป็นการแย่งชิงไม่ใช่การอยู่ร่วมกันอารยธรรมแย่งชิงทำให้เกิดช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวย ระหว่างประเทศจนกับประเทศรวย และการทำลายสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติจนเสียสมดุลไปหมดทำให้เกิดความขัดแย้ง ความรุนแรง สงคราม ภัยพิบัติ ซึ่งทั้งหมดคือ วิกฤติแห่งการอยู่ร่วมกัน ทั้งระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติแวดล้อมอารยธรรมแบบนี้ไม่สามารถจะดำรงอยู่ต่อไป การแก้ไขด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีคงจะไม่ได้ผลนอกจากเปลี่ยนแปลงอารยธรรม ที่มนุษยชาติจะต้องเปลี่ยนวัตถุประสงค์ จากการแย่งชิงไปเป็นการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล ทั้งระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติแวดล้อมเพียงแค่คิดถึงการอยู่ร่วมกันก็มีความสุขแล้ว.กิเลน ประลองเชิงคลิกอ่านคอลัมน์ “ชักธงรบ” เพิ่มเติม