ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ตั้งแต่ “สหรัฐอเมริกาจับมืออิสราเอลโจมตีอิหร่าน” จนมาถึงวันนี้ยิ่งมีแนวโน้มจะทวี ความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อระบบพลังงาน และเศรษฐกิจโลก เนื่องจากเป็นพื้นที่แหล่งผลิตน้ำมันสำคัญ และเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานหลักของโลกโดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบไป “ตลาดโลก” ส่งผลให้ราคาพลังงานผันผวนกระทบต่อประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศอย่าง “ไทย” ย่อมหนีไม่พ้นต่อต้นทุนการดำรงชีวิตที่จะสูงขึ้นแม้ว่าภาครัฐจะวางแผนบริหารจัดการพลังงาน แต่หากว่าความขัดแย้งครั้งนี้ยืดเยื้อก็มีโอกาสก่อผลกระทบในระยะยาวได้ เรื่องนี้ ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สศช. ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งในงานเสวนาหัวข้อโจทย์ใหญ่ประเทศไทยความท้าทายของรัฐบาลใหม่ในงานครบรอบ 71 ปีสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันผันผวนสามารถประเมินไว้ 2 ฉากทัศน์ คือ ฉากทัศน์แรก...“ความขัดแย้งลากยาวยืดเยื้อ” นำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยไม่อาจคาดการณ์ได้ว่าจะคลี่คลายเมื่อใด “ย่อมส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงอย่างมาก” ซึ่งอัตราการเติบโตมีโอกาสลดลงเหลือประมาณ 1.3% แล้วกรณีนี้ก็คาดว่า “ราคาน้ำมันโลกจะปรับตัวสูงขึ้นมาก” โดยน้ำมันดิบอาจพุ่งถึง 125 ดอลลาร์/บาร์เรล และคาดการณ์ว่ามีแนวโน้มจะกระทบต่อเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรงมากกว่าเดิมอีกฉากทัศน์ที่สอง...“สถานการณ์คลี่คลายใน 1 เดือน” ตามที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คาดไว้จะยุติราว 4-5 สัปดาห์ “เศรษฐกิจไทย” ก็จะได้รับผลกระทบในวงจำกัด และยังมีโอกาสรักษาการเติบโตได้ เพราะตามการประเมินในระดับนี้เศรษฐกิจไทยเดิมมีค่า baseline 2% อาจจะปรับลดลงมาอยู่ที่ 1.6% ของปี 2569ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ดี “ราคาน้ำมันดิบอาจอยู่ที่ 100–105 ดอลลาร์/บาร์เรล” หากแปลงเป็นราคาน้ำมันสำเร็จรูป เช่น เบนซิน หรือดีเซลจะไปอยู่ที่ 120-125 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนพลังงานไม่มากนักอย่างไรก็ตาม ขณะนี้ราคาน้ำมันเริ่มปรับตัวสูงขึ้น “น้ำมันดิบโลกอยู่ที่ 83 ดอลลาร์/บาร์เรล อ้างอิงน้ำมันดิบเบรนท์” ทำให้ราคาดีเซลในตลาดสิงคโปร์ซึ่งเป็นตลาดอ้างอิงของภูมิภาคอยู่ที่ 125 ดอลลาร์/บาร์เรล สะท้อนว่าต้นทุนน้ำมันสำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้นแล้ว “อาจส่งผลต่อภาคพลังงาน และต้นทุนทางเศรษฐกิจระยะต่อไป” เพราะรัฐบาลได้ใช้วิธีอุดหนุนพยุงราคาน้ำมันให้สามารถตรึงราคาดีเซลอยู่ในระดับไม่เกิน 30 บาท/ลิตร และล่าสุดรัฐบาลเพิ่งแถลงมาตรการจะตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ 29.94 บาท/ลิตร เป็นระยะเวลา 15 วันทว่าหลังจากนั้นรัฐบาลจะประเมินสถานการณ์อีกครั้ง เพราะยังไม่อาจคาดการณ์ได้ว่าความขัดแย้งจะยืดเยื้อเพียงใด โดยเฉพาะสถานการณ์ที่จะพัฒนาสู่ “การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในอิหร่าน” หากเกิดขึ้นจริงเป็นไปได้สูงว่าต้องใช้กำลังทหารภาคพื้นดินบุกเข้าไป ทำให้ความขัดแย้งมีแนวโน้มจะยืดเยื้อเป็นเวลานานในทางกลับกันหากการโจมตีตอบโต้กันจาก “อาวุธระยะไกล” ไม่ขยายไปสู่การสู้รบภาคพื้นดินพอถึงจุดหนึ่งความเสียหายกระทบโครงสร้างพลังงานหรือแหล่งผลิตน้ำมัน ก็มีแนวโน้มว่าคู่ขัดแย้งจะต้องหันมาเจรจากันได้ปัญหาว่าสถานการณ์ล่าสุดตอนนี้ “ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดโดยปริยาย” เนื่องจากเรือขนส่งจำนวนมากเริ่มหลีกเลี่ยงการเดินเรือผ่านพื้นที่แห่งนี้ “กังวลเรื่องความปลอดภัย” เพราะเหตุการณ์ความขัดแย้งพัฒนาไปเร็วมาก โดยมีรายงานว่าเรือบรรทุกน้ำมันบางลำถูกโจมตี และต่อมาก็มีเหตุลักษณะคล้ายกันเกิดขึ้นอีกหลายครั้ง ทำให้บริษัทเดินเรือจำนวนมาก “ตัดสินใจไม่ส่งเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ” ทำให้การขนส่งน้ำมันชะลอตัวลง ดังนั้นสถานการณ์เช่นนี้ในเชิงการจัดหาพลังงานทั้งน้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูป และก๊าซธรรมชาติ หากว่าไทยไม่มีการนำเข้าน้ำมันเลยก็มีน้ำมันสำรองใช้ได้อีก 90-95 วัน โดยปกติคนไทยจะใช้น้ำมันเฉลี่ยวันละ 1 ล้านบาร์เรลโดยในการประชุมล่าสุดยืนยันว่า “น้ำมันที่จะนำเข้าในช่วงเดือน เม.ย.ก็ได้มีการจัดหาทำสัญญาไว้แล้ว” ดังนั้นจากเดิมที่จะมีน้ำมันสำรองใช้ได้ 65 วัน เมื่อรวมกับการจัดหาล่วงหน้าทำให้มีน้ำมันเพียงพอใช้ 95 วันดังนั้นในเดือน มี.ค.-เม.ย. “ยังไม่น่ามีปัญหาขาดแคลนน้ำมัน” ยิ่งกว่านั้นไม่ใช่เพียงมั่นใจใน 2 เดือนเท่านั้น แต่ด้วยปัจจุบันไทยยังมีการนำเข้าน้ำมันจากแหล่งนอกภูมิภาคตะวันออกกลางกว่า 40% อยู่แล้ว โดยเฉพาะ ปตท.กำลังเจรจาคู่ค้าเพื่อเพิ่มการจัดหาน้ำมัน และหาแหล่งนำเข้าใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงในตะวันออกกลางอีกด้วยซ้ำถัดมาด้านนโยบายพลังงานในปัจจุบัน “รัฐบาล” ได้มีแผนตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 29.94 บาท/ลิตร เป็นเวลา 15 วัน ขณะที่ น้ำมันเบนซินจะไม่ได้ตรึงราคาแต่จะช่วยบรรเทาภาระบางส่วน “โดยปล่อยให้ราคาปรับขึ้นลงตามกลไกตลาด” ทั้งนี้ ปัจจุบันมีการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันจากเบนซินเพียงลิตรละ 10 สตางค์ แต่อย่างไรก็ตามก็มีข้อกังวลเกี่ยวกับศักยภาพทางการเงินของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงว่า “จะรองรับมาตรการพยุงราคาได้นานเพียงใด” ข้อมูลล่าสุดระบุว่ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมี 2,000 ล้านบาท เพื่อมาช่วยพยุงราคาพลังงานในระยะหนึ่ง และยังมีศักยภาพในการบริหารเงินสามารถใช้วงเงินกู้เพิ่มเติมได้ไม่เกิน 40,000 ล้านบาทถ้าหากจำเป็นต้องใช้เงินเกินจากวงเงินก็อาจต้องดำเนินการออก “พระราชกำหนด” เพื่อให้กระทรวงการคลังเข้ามาค้ำประกันเงินกู้ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง แต่ในมาตรการระยะสั้นที่ตกลงกันคือ “ตรึงน้ำมันดีเซลไว้ก่อน 15 วัน” แล้วติดตามประเมินสถานการณ์เพื่อพิจารณามาตรการเพิ่มเติมตามความเหมาะสมอีกครั้งย้ำหากต้องขยับการตรึงราคาน้ำมันสามารถทำได้อย่าง “ในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เคยกำหนดเพดานราคาน้ำมันดีเซลไว้ 36 บาท/ลิตร แต่หากราคาสูงกว่านั้นก็ค่อยมาใช้งบประมาณเข้าไปอุดหนุน แล้วในรัฐบาลถัดมาก็ค่อยปรับเพดานราคาลงมาอยู่ที่ 32 บาท/ลิตร ก่อนจะพิจารณาเข้าไปช่วยพยุงราคาเช่นนี้ในภาพรวมมองว่า “กลไกราคาพลังงานมีอยู่ค่อนข้างครบถ้วน” เพียงแต่ว่าจะเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลานั้น นอกจากนี้กระทรวงพลังงานก็ยังเตรียมเสนอมาตรการประหยัดพลังงานเข้าสู่การประชุม ครม. เพื่อขอความร่วมมือจากประชาชนในการลดการใช้พลังงานอีกด้วยซึ่งความตึงเครียดด้านพลังงานก็เป็นหนึ่งเหตุผล “ควรเร่งจัดตั้งรัฐบาล” ทั้งยังมีอีกหลายเรื่องต้องอาศัยการตัดสินใจ “งบประมาณและนโยบาย” หากจัดตั้งล่าช้าการบริหารจัดการมาตรการต่างๆ ก็อาจทำได้ยากขึ้น ฉะนั้นสถานการณ์ปัจจุบันสามารถมั่นใจได้ว่า “ประเทศไทย” มีพลังงานเพียงพออย่างน้อย 2–3 เดือน โดยยังไม่มีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในระยะสั้นนี้แน่นอน.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม