กรมอุทยานฯแจงผลสอบช้างป่า “สีดอหูพับ” ล้มขณะเคลื่อนย้าย จากอุทยานฯภูเวียง จ.ขอนแก่น ไปเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จ.เลย ตามคำสั่งศาลปกครอง มาจากสำลักอ้อย เกิดภาวะช็อกจนทางเดินหายใจล้มเหลว ยันทีมสัตวแพทย์ปฏิบัติตามหลักวิชาการ ไม่ได้ใช้ยาซึมเกินขนาดกับช้างป่า ที่มีข้อจำกัดไม่สามารถควบคุมการงดน้ำและอาหารได้กรมอุทยานฯชี้แจงผลสอบสาเหตุช้างสีดอหูพับล้ม เปิดเผยเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 9 มี.ค. ที่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช นายวีระ ขุนไชยรักษ์ รองอธิบดีกรมอุทยานฯ พร้อมด้วยนายสุขี บุญสร้าง ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า และนายธานี วงศ์นาค ผู้อำนวยการส่วนคุ้มครองสัตว์ป่า ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการเสียชีวิตช้างป่า “สีดอหูพับ” ขณะเคลื่อนย้ายจากอุทยานแห่งชาติภูเวียง จ.ขอนแก่น ไปยังเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จ.เลย เมื่อวันที่ 3 ก.พ.ที่ผ่านมา ร่วมกันแถลงความคืบหน้าผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวนายธานี ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ชี้แจงว่า คณะกรรมการฯสรุปผลการตรวจสอบใน 3 ประเด็นสำคัญคือ 1.เหตุผลและความจำเป็นในการปฏิบัติงานตามคำสั่งศาลปกครองขอนแก่นที่มีคำสั่งกำหนดมาตรการคุ้มครอง เพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราว (คดีหมายเลขดำที่ 186/2568) ให้เคลื่อนย้ายช้างป่า 4 ตัว รวมถึง “สีดอหูพับ” ออกจากพื้นที่เกษตรกรรมภายใน 30 วัน เนื่องจากสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินและเป็นอันตรายแก่ชีวิตประชาชน กรมอุทยานฯยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาล เพื่อขอระงับการบังคับจนกว่าจะประเมินแนวทางที่เหมาะสม แต่การยื่นอุทธรณ์ไม่เป็นเหตุให้ทุเลา หากเจ้าหน้าที่ไม่เร่งดำเนินการอาจถือเป็นการละเลยต่อหน้าที่และมีความผิดฐานไม่ปฏิบัติตามคำบังคับของศาลโดยไม่มีเหตุอันสมควร มีโทษปรับและโทษทางวินัยผู้อำนวยการส่วนคุ้มครองสัตว์ป่า กล่าวต่ออีกว่า 2.ความถูกต้องของกระบวนการและระเบียบกฎหมาย คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า การปฏิบัติงาน ของพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาแก่ประชาชนและสัตว์ป่า มิใช่การแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ และประเด็นที่ 3 ข้อเท็จจริงด้านเทคนิควิชาการ การใช้ยา และสาเหตุเสียชีวิต จากการตรวจสอบขั้นตอนการวางยาซึมและเคลื่อนย้ายสรุปว่าทีมสัตวแพทย์ประเมินน้ำหนักช้างจากระยะไกลไว้ที่ 2.3-2.5 ตัน ผลชันสูตรจริงคือ 2.8 ตัน ประเมินอายุไว้ที่ 15-20 ปี สอดคล้องลักษณะทางกายภาพ นอกจากกระที่ใบหูและรอยตีนแล้วยังพบอาการตกมันเมื่อเดือน ก.ย.2568 พบในช้างเพศผู้อายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป สอดคล้องกับผลงานวิจัยวิชาการที่ใช้อ้างอิงประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กล่าวว่า ทีมสัตวแพทย์ใช้ยาซึม (Xylazine) รวม 5 ครั้ง ปริมาณรวม 27 มิลลิลิตร ตลอดเวลาปฏิบัติงาน 4 ชั่วโมง 36 นาที เพื่อรักษาระดับการซึมตามการตอบสนอง ทีมสัตวแพทย์ยืนยันเป็นไปตามหลักวิชาการและไม่เกินกว่าขนาดยาปกติในการจัดการช้างป่า โดยมีข้อจำกัดในช้างป่าธรรมชาติที่ไม่สามารถควบคุมการงดน้ำและอาหารได้ ประกอบกับเป็นไร่อ้อยและมันสำปะหลังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ โดยได้ไล่เรียงไทม์ไลน์การเคลื่อนย้ายว่ามีการใช้ยาซึม 5 ครั้ง ก่อนที่ช้างจะทรุดตัวลงบนรถ จึงให้ยาแก้ฤทธิ์ยาซึม แต่ช้างยังมีอาการทรุดลงเรื่อยๆ และมีเศษอ้อยที่ช้างกินเข้าไปออกมาจากช่องปาก เจ้าหน้าที่ล้วงเศษอ้อยออกเพื่อเคลียร์ทางเดินหายใจ พร้อมนำรถเครนเข้าช่วยเหลือและให้ยาแก้ไขภาวะช็อก กระตุ้นการทำงานของหัวใจ กระทั่งเวลา 23.36 น.ไม่พบสัญญาณชีพ“ผลผ่าซากพบเศษอาหาร เศษหญ้าในช่องปาก กล้ามเนื้อหัวใจขยายตัว พบอ้อยและมันสำปะหลังในทางเดินอาหารจำนวนมาก สันนิษฐานเบื้องต้นเกิดจากทางเดินหายใจล้มเหลว เนื่องจากการสำลักอาหาร ภาวะช็อก และหัวใจล้มเหลว คณะกรรมการสรุปว่าปริมาณยาซึม 0.3-0.5 มิลลิกรัม/กิโลกรัม เป็นขนาดยาปกติที่ใช้วางยาซึมช้างป่า ผลการเสียชีวิตเกิดจากการสำลักอาหารที่เป็นภาวะแทรกซ้อนอันไม่อาจคาดการณ์หรือควบคุมได้ เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือตามแผนฉุกเฉิน ไม่ได้เกิดจากความจงใจหรือประมาทเลินเล่อแต่อย่างใด” นายธานีกล่าวอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่