เมื่อช่วงต้นเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา คณะนักโบราณคดีนานาชาติ นำโดยศาสตราจารย์โรบิน โคนิงแฮม จากมหาวิทยาลัยเดอแรม ประเทศอังกฤษ ร่วมกับกรมโบราณคดีเนปาลประกาศการค้นพบครั้งสำคัญทางประวัติศาสตร์ โดยเปิดเผยการค้นพบ “วิหารพุทธทรงโค้ง” แห่งแรกในเนปาล ณ เมืองโบราณ “ติเลาราโกต” ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นที่ตั้งของ “กรุงกบิลพัสดุ์” อันเป็นสถานที่ประทับของเจ้าชายสิทธัตถะในช่วง 29 ปีแรก ก่อนออกผนวชวิหารทรงโค้งแห่งนี้มีลักษณะโดดเด่นด้วยผนังด้านหนึ่งที่โค้งมน เพื่อเน้นจุดศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา ลักษณะเช่นนี้โดยทั่วไปมักพบใน ศาสนสถานแบบเจาะภูเขาหิน หรือสร้างแยกเป็น ส่วนเฉพาะ จึงนับเป็นรูปแบบที่หาได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อวิหาร ตั้งอยู่ใจกลางเมือง โบราณ และสร้างทับบนฐานพระราชวังเดิม ซึ่งมีกำแพงอิฐหนาถึง 1.5 เมตร แตกต่างจากวิหารทรงโค้งอื่นในเอเชียใต้ที่มักตั้งอยู่นอกเขตเมืองหลักฐานทางโบราณคดีชี้ว่า ภายหลังพระราชวังถูกทิ้งร้าง พื้นที่ดังกล่าวได้กลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ มีการก่อสร้างวัดพุทธทับบนซากกำแพงวังเดิม และสร้างวิหารทรงโค้งกลางลานวัดเพื่อประดิษฐานและคุ้มครองพระสถูปที่มีอยู่ก่อนหน้า สะท้อนการสืบทอดความศรัทธาอย่างต่อเนื่องอันที่จริงโบราณสถานแห่งนี้เคยถูกบันทึกไว้ตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดย “พี.ซี. มุขจี” นักโบราณคดีชาวอินเดีย ซึ่งในขณะนั้นเข้าใจว่าเป็นเทวสถานตามคติฮินดู อย่างไรก็ตาม การขุดค้นล่าสุดยืนยันว่า แท้จริงแล้วคือวิหารพุทธทรงโค้ง ภายในยังพบ ตะเกียงน้ำมันจำนวนมาก บ่งชี้ถึงการประกอบพิธีกรรมและการแสวงบุญอย่างยาวนาน ก่อนที่วิหารและอารามแห่งนี้จะถูก “ปิดตาย” ใต้ฐานอิฐ ทำให้หลักฐานยังคงสภาพสมบูรณ์การค้นพบครั้งนี้ช่วยตอกย้ำความสำคัญของกรุงกบิลพัสดุ์ในฐานะ ศูนย์กลางทางวัฒนธรรมและศาสนา อีกทั้งผังเมือง กำแพงเมือง คูน้ำ และโครงสร้างพระราชวังที่ค้นพบ ยังเปิด มุมมองใหม่ว่าเจ้าชายสิทธัตถะทรงเจริญวัยในสังคมที่มีอารยธรรมสูง มิได้โดดเดี่ยวจากโลก ภายนอกดังที่บางแนวคิดเคยเสนอไว้ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลเนปาลจึงเตรียมนำหลักฐานดังกล่าวเสนอชื่อ “ติเลาราโกต” เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกอีกครั้งในการประชุมสมัยที่ 49 ในปีหน้า หลังจากลุมพินี สถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ว.อมรดา พงศ์อุทัยคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม