ก็สนุกดีครับ เมื่อสองเนติบริกรออกมาตอบโต้ เรื่องการพิมพ์ Barcode และ QR code ลงบนบัตรเลือกตั้ง ทำให้สามารถสืบย้อนกลับไปถึงผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งได้ เป็นการเลือกตั้งที่ลับหรือไม่ ดร.วิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกฯฝ่ายกฎหมายหลายรัฐบาล ฉายาเนติบริกรคนดัง ให้ความเห็นว่า การพิมพ์บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดลงบนบัตรเลือกตั้งทำให้ผลการเลือกตั้งไม่เป็นความลับ กกต.ทำผิดและขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะบาร์โค้ดสามารถสืบย้อนกลับได้ว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกเสียงอย่างไรทำให้ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เนติบริกรชื่อดังอีกคน รองนายกฯฝ่ายกฎหมาย ซึ่งกำลังจะได้เป็น รองนายกฯฝ่ายกฎหมายสมัย 2 ออกมาตอบโต้ทันที โดยอ้าง พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 มายืนยันคำว่า “ลับ” และอ้างพจนานุกรมอังกฤษ Cambridge Dictionary คำว่า Secret โดยระบุว่า ลับที่ไม่มีใครรู้เลยทั้งโลก ไม่มีอยู่จริงก็น่าเห็นใจ ดร.บวรศักดิ์ ท่านเป็นลูกน้อง นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย วันนี้พรรคภูมิใจไทยได้รับเลือกตั้งมามากที่สุด 193 ที่นั่ง ถ้าการเลือกตั้งเป็นโมฆะต้องเลือกตั้งใหม่อาจได้ สส.กลับมาไม่ถึง 193 ก็ได้ และต้องควักเงินลงทุนเลือกตั้งอีกมหาศาล แม้ ดร.บวรศักดิ์ จะโพสต์เรื่องนี้ถึง 2 ตอนผมก็ไม่ได้เชื่อถืออะไร ผมเชื่อในความเห็นผมเองว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะไม่เป็นโมฆะ แม้จะมีผู้ร้องมากมายในทุกช่องทาง พรรคสีน้ำเงินกุมอำนาจในสภาสูงและองค์กรอิสระอยู่แล้ว โอกาสที่การเลือกตั้งจะเป็นโมฆะจึงมีน้อยมาก ดังนั้น นายกฯอนุทิน จึงเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลอย่างสบายๆ แถลงเปิดตัวทีละพรรคสองพรรค วันนี้เสร็จเรียบร้อยแล้วเกือบ 300 เสียง รอเพียง กกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งก็ตั้งรัฐบาลได้เลยนายกฯอนุทิน ให้สัมภาษณ์ว่า ตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญ 2560 การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 แล้ว เราก็รู้ว่า กกต.จะสามารถรับรองผลการเลือกตั้งไม่เคยเร็วกว่า 1 เดือน เราจะไปชิงออกตัวหรือทำอะไรก่อนจะมีการรับรอง สส.ก็พูดไม่ได้เต็มปาก ขอให้มีความชัดเจนก่อนโป้งเดียวจอดเลย ก็เชื่อได้ว่า ไม่เกินกลางเดือนมีนาคมรู้ผลเลือกตั้งแน่นอนทีนี้ก็กลับมาที่เรื่อง บาร์โค้ด คิวอาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง ถามว่า ถ้าสืบย้อนกลับไปถึงผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งได้ มีใครได้ประโยชน์อะไรบ้าง คำตอบก็ชัดเจน พรรคการเมืองที่ซื้อเสียงได้ประโยชน์ในการตรวจสอบผู้ขายเสียงว่ากาให้จริงหรือไม่ การตรวจสอบก็ไม่ได้ยากอะไร เจ้าหน้าที่นับคะแนนในแต่ละหน่วย เมื่อขานคะแนนแล้วก็ต้องชูบัตรเลือกตั้งให้เห็นด้วย ตัวแทนพรรคที่ไปสังเกตการณ์ก็ใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายเก็บไว้ แล้วใช้ AI ช่วยอ่านบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง และลำดับผู้ใช้สิทธิในแต่ละหน่วย แค่นี้ก็รู้แล้วว่า ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งแต่ละคนเลือกใคร พรรคไหนBarcode เป็นรหัสแท่งที่มีความแม่นยำสูง ปกติใช้ติดในสินค้าแต่ละชิ้นเพื่อตรวจเช็กยอดขาย เช็กสต๊อก และตรวจสอบการขนส่งสินค้าแบบ Real–timeเมื่อมีการ นำบาร์โค้ดมาใช้กับบัตรเลือกตั้ง โดย กกต.อ้างว่าเพื่อป้องกันการปลอมแปลงและรักษาความปลอดภัย ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งแต่ละคนก็เหมือนสินค้าแต่ละชิ้น แค่สแกนบาร์โค้ดก็รู้ว่าบัตรเลือกตั้งหน่วยไหน เบอร์อะไร เมื่อมีการเขียนลำดับผู้ใช้สิทธิลงในบัตรเลือกตั้งด้วย ก็จะรู้ว่าผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งใบนั้นเป็นใคร ที่เถียงกันในแง่กฎหมายลับหรือไม่ลับ สามารถสืบย้อนกลับไปถึงผู้ใช้สิทธิได้หรือไม่ เรื่องนี้ก็ไม่ยาก ถ้า กกต.มีความจริงใจที่จะพิสูจน์ความจริง ก็ให้ตั้ง “คณะผู้เชี่ยวชาญไอที” ขึ้นมาชุดหนึ่ง แล้วทำการทดสอบอย่างเปิดเผย แป๊บเดียวก็รู้ผลว่าทำได้จริงหรือไม่การเมืองไทย เรื่องการซื้อสิทธิขายเสียงทำมาทุกยุคทุกสมัยจนถึงปัจจุบัน โดยมี “นายหน้า” เป็นผู้ไปซื้อเสียง ตามบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง (ไม่รู้ได้มายังไง?) ใครขายเสียงก็ไปรับเงินอย่างที่เห็นในข่าว การซื้อเสียงเลือกตั้งทำกันทุกระดับ ตั้งแต่ การเลือกตั้ง อบต. การเลือกตั้ง อบจ. จนถึง การเลือกตั้ง สส. การเมืองไทยลงทุนกันแพงมากแทนที่จะเถียงกันว่า ลับหรือไม่ลับ ผมว่าเปลี่ยนโจทย์ใหม่ดีไหม เปลี่ยนมาพิสูจน์กันว่า การพิมพ์บาร์โค้ดลงบนบัตรเลือกตั้ง สามารถใช้ตรวจสอบผลสัมฤทธิ์การซื้อเสียงได้จริงหรือไม่ จะได้รู้ว่ามีการซื้อเสียงกันมโหฬารขนาดไหน.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม