“ทรัมป์” ทำทั่วโลกปั่นป่วนต่อเนื่อง หลังไม่ยอมจบเรื่องภาษีสินค้านำเข้า ล่าสุดประกาศขยับขึ้นจาก 10 เปอร์เซ็นต์ ไปชนเพดานที่ 15 เปอร์เซ็นต์ ทำนานาชาติมึนตึ้บ รอดูท่าทีผู้นำสหรัฐฯไปสุดตรงไหน ขณะที่ฟากยุโรปชี้เป็นการสร้างความไม่แน่นอนอย่างรุนแรง เหตุเจรจาจบแล้ว ที่ 10 เปอร์เซ็นต์ ส่วนไทยเจอไป 19 เปอร์เซ็นต์จ่อได้เปรียบ แต่หอการค้าไทยเชื่อสงครามภาษีสหรัฐฯยังไม่จบ เตือนผู้ส่งออกไทยรับมือความผันผวนการค้า-อัตราแลกเปลี่ยน พร้อมเร่งรัฐเดินเกมเจรจา แนะไทยเตรียมข้อมูลแก้ต่าง หากสหรัฐฯใช้มาตรา 301 เก็บ ภาษีนำเข้าเพิ่มเติมกับประเทศที่เลือกปฏิบัติทางการค้ากับสหรัฐฯหลังพ้น 150 วันมาตรการภาษีสำหรับสินค้านำเข้าสหรัฐอเมริกายังไม่จบง่าย เมื่อวันที่ 22 ก.พ.ทั่วโลกยังคงจับตาอย่างใกล้ชิดว่า รัฐบาลสหรัฐฯจะดำเนินนโยบายด้านการค้าและการจัดเก็บภาษีเช่นไรต่อ หลังจากเมื่อคืนวันที่ 20 ก.พ. (ตามเวลาท้องถิ่น) ศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำพิพากษาว่านายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่มีอำนาจตามกฎหมายอำนาจเศรษฐกิจในภาวะฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) ในการกำหนดภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศคู่ค้าหลายประเทศทั่วโลก ส่งผลให้มาตรการภาษีของรัฐบาลสหรัฐฯที่ออกโดยอาศัย IEEPA ไม่มีผลบังคับใช้ และต่อมานายทรัมป์ได้แก้ปัญหาด้วยการประกาศใช้ภาษีนำเข้าใหม่ 10 เปอร์เซ็นต์ ภายใต้มาตรา 122 ของพ.ร.บ.การค้าปี 2517 ให้อำนาจจัดเก็บภาษีได้สูงสุด 15 เปอร์เซ็นต์ เป็นเวลาไม่เกิน 150 วัน ผลตั้งแต่วันที่ 24 ก.พ.เป็นต้นไป ก่อนที่สภาคองเกรสจะต้องพิจารณาดำเนินการต่อทั้งนี้ สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ในวันเดียวกับที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯประกาศใช้อัตราภาษีใหม่ 10 เปอร์เซ็นต์ทั่วโลกนั้น นายทรัมป์ได้โพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียอีกครั้งในช่วงกลางดึกว่า “ผมในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขอประกาศเพิ่มระดับภาษีนำเข้าที่เพิ่งประกาศไป ให้เป็นอัตรา 15 เปอร์เซ็นต์ ตามที่มาตรา 122 ของ พ.ร.บ.การค้าปี 2517 อนุญาตและกำหนดเพดานไว้ โดยกรณีนี้มาจากการที่ศาลฎีกาสหรัฐฯได้ตัดสินใจเข้ามายับยั้งนโยบายภาษีของรัฐบาล ยังถือเป็นการตัดสินใจต่อต้านความเป็นอเมริกันอย่างไม่น่าเชื่อ และรัฐบาลสหรัฐฯจะหาหนทางใหม่ๆ ในการใช้มาตรการภาษีที่ชอบด้วยกฎหมายภายในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าด้านเว็บไซต์ทำเนียบขาวสหรัฐฯชี้แจงว่า สำหรับประเทศคู่ค้าทั่วโลกที่ได้มีการบรรลุข้อตกลงการค้าและอัตราการจัดเก็บภาษีของสหรัฐฯไปแล้ว จะต้องถูกจัดเก็บภาษีอัตราใหม่ที่รัฐบาลสหรัฐฯประกาศใช้ทั่วโลก แต่ยังไม่ให้คำตอบที่ชัดเจนเรื่องอัตราภาษี 15 เปอร์เซ็นต์ ตามที่นายทรัมป์ประกาศรอบใหม่ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายการค้าระบุก่อนหน้านี้ว่า รัฐบาลยังมีกฎหมายอื่นๆที่สามารถนำมาใช้ได้ เช่น มาตรา 301 พ.ร.บ.การค้าปี 2517 เพื่อตอบโต้การค้าที่ไม่เป็นธรรม มาตรา 232 พ.ร.บ.การขยายการค้าปี 2505 เพื่อเหตุผลด้านความมั่นคงส่วนปฏิกิริยาของนานาประเทศต่อมาตรการภาษีใหม่ของสหรัฐฯนั้น ปรากฏว่าส่วนใหญ่ยังคงสงวนท่าทีเพื่อรอดูว่ารัฐบาลสหรัฐฯจะมุ่งไปในทิศทางไหน โฆษกรัฐบาลญี่ปุ่นระบุว่า ขอศึกษาคำตัดสินใจของศาลฎีกาสหรัฐฯอย่างละเอียด และจะจับตาท่าทีของนายทรัมป์ต่อไป เพื่อที่รัฐบาลญี่ปุ่นจะได้ตอบสนองอย่างเหมาะสม ขณะที่นายฟรีดริช แมร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี กล่าวว่า ขอนำประเด็นนี้ไปหารือกับพันธมิตรยุโรป เพื่อที่ยุโรปจะได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจน ส่วนรัฐบาลจีนยังไม่มีการตอบสนองที่ชัดเจน ต่อประเด็นคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ แต่นายวิลเลียม เบน ประธานฝ่ายนโยบายหอการค้าอังกฤษ กล่าวว่าอังกฤษเคยตกลงเรื่องกำแพงภาษีกับสหรัฐฯไปแล้วในอัตรา 10 เปอร์เซ็นต์ แต่เรื่อง 15 เปอร์เซ็นต์ย่อมถือเป็นสิ่งเลวร้ายสำหรับการค้า เลวร้ายสำหรับภาคธุรกิจและผู้บริโภคชาวอเมริกัน เราจำเป็นต้องรอดูไปก่อนเพื่อความชัดเจนนอกจากนี้ สำนักข่าวรอยเตอร์ยังรายงานอ้างนักวิเคราะห์และนักเศรษฐศาสตร์จากศูนย์นโยบายชาติยุโรป กลุ่มคลังสมองของยุโรปว่า สถานการณ์ครั้งนี้ได้สร้างความไม่แน่นอนอย่างรุนแรง ไม่ว่าเรื่องนายทรัมป์จะหาทางไปต่ออย่างไร การคืนภาษีศุลกากรประมาณ 175,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 5.4 ล้านล้านบาท ที่เก็บไปแล้วจะวุ่นวายแค่ไหน เพราะนายทรัมป์บอกแล้วว่าการคืนเงินจะไม่เกิดขึ้นง่ายๆ และจะใช้เวลาหลายปี หรือเรื่องที่ประเทศคู่เจรจากับสหรัฐฯจะใช้ประเด็นดังกล่าวมาต่อรองใหม่หรือไม่ กระนั้นจากการประเมินนายทรัมป์แล้ว เชื่อว่าทุกอย่างอาจเหมือนเดิม สภาพตอนนี้เหมือนกับตึกที่กำลังก่อสร้าง แต่นั่งร้านคนงานรอบๆตึกได้พังถล่มลงมา ซึ่งสุดท้ายแล้วตึกยังอยู่เหมือนเดิมไม่ได้หายไปไหน ขณะที่ นายอัลเบอร์โต มูซาเลม ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ สำนักงานเมืองเซนต์ หลุยส์ รัฐมิสซูรี เปิดเผยว่า ภาคเอกชนอยู่ระหว่างคิดหาทางเปลี่ยนการจ่ายภาษีนำเข้าภายใต้กฎหมาย IEEPA มาเป็นการจ่ายภาษีภายใต้กฎหมายมาตราอื่น ตอนนี้ทุกอย่างกำลังอยู่ในภาวะของความไม่แน่นอนสำหรับผลกระทบต่อภาคธุรกิจไทย นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ล่าสุด ทรัมป์ได้ประกาศใช้อำนาจตามมาตรา 122 กฎหมายการค้า ค.ศ.1974 (Trade Act of 1974) ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากคู่ค้าทั่วโลกเป็น 10 เปอร์เซ็นต์ และเพิ่มเป็น 15 เปอร์เซ็นต์ เป็นการทดแทนนั้น สะท้อนว่าเกมภาษีของสหรัฐฯยังไม่สิ้นสุด แม้มาตรการเดิมบางส่วนจะถูกยกเลิก แต่ฝ่ายบริหารสหรัฐฯยังมีแนวโน้มใช้เครื่องมือทางภาษีในรูปแบบใหม่ เพื่อดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและการค้าของตัวเอง“การประกาศปรับอัตราภาษีเป็น 15 เปอร์เซ็นต์ ถือเป็นสัญญาณชัดเจนว่า มาตรการภาษีจะยังถูกใช้เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ ส่งผลต่อผู้ส่งออกและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย” ประธานกรรมการหอการค้าไทยฯกล่าวและว่า นอกจากนี้ ยังต้องติดตามความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด นโยบายภาษีและความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจของสหรัฐฯ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และส่งผลให้เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ จะยิ่งกดดันความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่มีกำไรต่ำนายพจน์กล่าวอีกว่า สถานการณ์ภาษีมาตรการทางการค้าต่างๆของสหรัฐฯ และความผันผวนของค่าเงิน เพิ่มแรงกดดันต่อภาคธุรกิจไทยใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.ความเสี่ยงด้านต้นทุนและความสามารถด้านการแข่งขันของการส่งออกในหลายอุตสาหกรรม 2.ความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบและการวางแผนธุรกิจในระยะยาว และ 3.การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก โดยมาตรการภาษีมีแนวโน้มเร่งการย้ายฐานการผลิต และการปรับกลยุทธ์การลงทุน ซึ่งเพิ่มการแข่งขันด้านการดึงดูดการลงทุนในภูมิภาค“ดังนั้นภาครัฐไทยต้องเร่งดำเนินการเชิงรุก เร่งเดินเกมการเจรจาการค้า สร้างความชัดเจนของมาตรการ และผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับสหรัฐฯอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ส่งออกไทยสามารถวางแผนธุรกิจได้อย่างมั่นใจ พร้อมเตรียมมาตรการรองรับเพื่อเสริมความสามารถแข่งขันในระยะยาว ขณะเดียวกันหอการค้าไทยพร้อมสนับสนุนภาครัฐ โดยเฉพาะด้านข้อมูลเชิงลึกจากภาคธุรกิจ ผลกระทบรายอุตสาหกรรม และข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อใช้ประกอบการเจรจาการค้าให้มีประสิทธิภาพ และสะท้อนสถานการณ์จริงของผู้ประกอบการไทย” นายพจน์แนะ และมองว่าแม้ความเสี่ยงจากมาตรการภาษีจะเพิ่มขึ้น แต่ยังมีโอกาสเชิงยุทธศาสตร์สำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะการยกระดับบทบาทในฐานะฐานการผลิตทางเลือกและศูนย์กลางการค้าในภูมิภาค หากสามารถเสริมความชัดเจนด้านกติกาการค้าและเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันของภาคธุรกิจได้ด้านนายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า แม้ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าอีก 15 เปอร์เซ็นต์ ภายใต้มาตรา 122 ยังถือว่าเป็นอัตราต่ำกว่าภาษีตอบโต้ที่สหรัฐฯเก็บจากไทย 19 เปอร์เซ็นต์ แม้จะส่งผลให้ต้นทุนผู้ส่งออกเพิ่มขึ้นในระยะสั้น แต่แรงกระแทกถือว่าน้อยกว่า และอยู่ในระดับที่ภาคธุรกิจสามารถบริหารจัดการได้ และที่สำคัญยังเป็นการใช้มาตรการแบบชั่วคราว อย่างไรก็ตาม สถานการณ์นี้ยังถือเป็นจังหวะและโอกาสทางการค้า เพราะผู้นำเข้าสหรัฐฯมีแนวโน้มเร่งนำเข้าสินค้าในช่วงนี้ เพื่อป้องกันความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าในอนาคต และสามารถนำเข้าในอัตราภาษีที่ต่ำกว่าเดิม จึงเปิดโอกาสให้ไทยผลักดันการส่งออกไปสหรัฐฯได้เพิ่มขึ้นในระยะสั้น“แต่สิ่งที่ไทยต้องเตรียมรับมือเพิ่มเติมคือ รวบรวมข้อมูลในทุกประเด็นที่สหรัฐฯเคยหยิบยกขึ้นมากล่าวหาไทย หรือแสดงความกังวลกับมาตรการต่างๆของไทยในอดีต ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างต้นทุน การอุดหนุนในประเทศและการส่งออก การทุ่มตลาด มาตรฐานแรงงาน สิ่งแวดล้อม สุขอนามัยอาหาร การปกป้องคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐฯ ในไทย เพื่อให้ชี้แจงเชิงเทคนิคได้อย่างเป็นระบบ หากสหรัฐฯจะใช้มาตรา 301 กฎหมายการค้าเปิดไต่สวนประเทศที่เลือกปฏิบัติทางการค้ากับสหรัฐฯ เพื่อเก็บภาษีเพิ่มขึ้น หากพ้น 150 วันของการใช้มาตรา 122 แล้ว” นายวิศิษฐ์ระบุสำหรับการขอคืนเงินภาษีที่เก็บไปแล้วนั้น นายวิศิษฐ์กล่าวว่า ผู้ที่จะมีสิทธิขอคืนเงินภาษีตามกฎหมายสหรัฐฯไม่ใช่ผู้ส่งออกไทย แต่เป็นผู้นำเข้าในสหรัฐฯที่ชำระภาษีศุลกากรให้ทางการสหรัฐฯโดยตรง แต่บางกรณีผู้ส่งออกไทยอาจตกลงแบ่งภาระภาษีกับผู้นำเข้าสหรัฐฯ ก็อาจได้รับส่วนแบ่งหากการคืนเงินภาษีเสร็จสิ้นแล้ว แต่ขณะนี้หลักเกณฑ์การขอคืนภาษียังไม่ได้กำหนด ต้องรอการประกาศอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานของสหรัฐฯก่อนอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่