ข้อเขียนของผมเมื่อฉบับวันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ ทิ้งท้ายโดยยกบทสัมภาษณ์ของท่านประธานสมาคมธนาคารไทย คุณผยง ศรีวณิช ที่กล่าวแก่นักข่าวว่า “โมเมนตัม” ทางเศรษฐกิจของประเทศไทยที่กลับมาดีขึ้นอย่างผิดคาดในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีอย่างยิ่งของประเทศไทยหากรักษาโมเมนตัมดังกล่าวไว้ได้ เชื่อว่าในปี 2569 น่าจะนำไปสู่การแก้ปัญหาต่างๆในอันที่จะพลิกฟื้นประเทศไทยให้กลับมาโดดเด่นในภูมิภาคได้อีกครั้งผมเห็นด้วยกับท่านว่าถ้าเรารักษาโมเมนตัมเศรษฐกิจได้ โอกาสพลิกฟื้นจะเป็นไปได้สูงมาก...แต่ปัญหาก็คือ เราจะสามารถรักษาโมเมนตัมไว้ได้หรือไม่? อย่างไร? โดยขออนุญาตท่านผู้อ่านว่าจะมาเขียนต่อในวันนี้แต่ก่อนจะเขียนในเรื่อง “โมเมนตัมเศรษฐกิจไทย” ก็พอดีเมื่อค่ำวันศุกร์ที่แล้วเช่นกัน ได้เกิดข่าวใหญ่ที่ชาวโลกรอคอยมาหลายสัปดาห์ ว่าด้วยคำพิพากษาของศาลสูงสหรัฐฯเกี่ยวกับมาตรการขึ้นภาษีศุลกากรอย่างกว้างขวางทั่วโลกของประธานาธิบดีทรัมป์นั้นจะออกมาอย่างไร?ผลปรากฏว่า ผู้พิพากษาศาลสูง 6-3 เสียงมีมติว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่สามารถกระทำได้...ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้ดำเนินการไปเป็นโมฆะทั้งหมดมีรายงานว่าทรัมป์โกรธมากตำหนิผู้พิพากษาเสียงข้างมากด้วยถ้อยคำรุนแรง พร้อมกับจะใช้กฎหมายฉบับอื่นที่ให้อำนาจประธานาธิบดีเรียกเก็บภาษีศุลกากรอย่างฉุกเฉินได้ โดยจะเรียกเก็บในอัตรา 10 เปอร์เซ็นต์ต่อไปเหตุการณ์สำคัญมากเหตุการณ์นี้จะเป็นผลดีต่อประเทศไทยของเราหรือไม่? รวมทั้งเมื่อทรัมป์จะเก็บต่อในอัตราใหม่ โดยใช้กฎหมายฉบับใหม่จะส่งผลกระทบต่อเราอย่างไร? โปรดติดตามถ้อยแถลงจากกระทรวงพาณิชย์ของเราต่อไปก็แล้วกัน...ผมขออนุญาตรายงานให้ทราบไว้เพียงเท่านี้ก่อนนะครับทีนี้ก็กลับมาสู่คำถามที่ว่าประเทศไทยของเราจะรักษาโมเมนตัมทางเศรษฐกิจที่กลับมาดีขึ้นอย่างเหนือความคาดหมายในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีที่แล้วได้ต่อไปหรือไม่?คำตอบตามทฤษฎีก็คือ น่าจะเป็นไปได้หรือทำได้ หากรัฐบาลไทยของเราจะไม่ใช่รัฐบาลรักษาการเพราะรัฐบาลตัวจริงจะสามารถใช้มาตรการในทุกๆด้านได้อย่างเต็มพิกัด ปราศจากข้อแม้ใดๆ...ดังนั้นเมื่อเห็นว่ามาตรการใดที่สามารถขับเคลื่อนหรือสร้างโมเมนตัมทางเศรษฐกิจได้ รัฐบาลก็เดินต่อได้ทันที อันจะเป็นผลให้ทุกสิ่งทุกอย่างมุ่งไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่องแต่รัฐบาลรักษาการนั้นมีข้อแม้ตามกฎหมายจำกัดอำนาจเอาไว้อย่างชัดเจน ไม่สามารถที่จะดำเนินได้ในหลายๆเรื่องที่เป็นการผูกมัดหรือมีผลต่อการใช้เงินงบประมาณต่างๆอย่างที่ผมเคยเขียนไว้ว่าขั้นตอนหลังการเลือกตั้งของเราค่อนข้างช้ามาก กว่าจะรับรองผลการเลือกตั้ง กว่าจะเปิดประชุมสภา กว่าจะเลือกนายกฯ กว่านายกฯจะนำรัฐบาลแถลงนโยบาย อย่างต่ำก็คือเดือนพฤษภาคม และอย่างเต็มที่ก็คือเดือนมิถุนายนโน่นนี่ขนาดว่าเป็นไปตามหลักเกณฑ์นะครับ ไม่มีการร้องเรียนโน่นนี่ก็ต้องใช้เวลามากอยู่แล้ว...แต่จากการดำเนินการของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่นำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์ มีการร้องทุกข์กล่าวโทษมากมาย จนล่าสุดมาถึงกรณีคิวอาร์โค้ด, บาร์โค้ด ว่าจะผิดรัฐธรรมนูญหรือไม่? เข้าให้อีกทำท่าว่าจะเสียเวลาไปยกใหญ่ และเมื่อเรื่องไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ ก็ไม่แน่ใจว่าจะตัดสินกันเมื่อไร? หรืออย่างไร?โมเมนตัมที่พุ่งฉิวมาอย่างดีในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีที่แล้วก็ย่อมจะค่อยๆแผ่วลงไปในที่สุดผมถึงได้บ่นอยู่เสมอๆผ่านคอลัมน์นี้ว่า ประเทศไทยเรานั้นเหมือน “มีบุญ” แต่ “กรรมบัง” พอจะดีจะงามจะฟื้นจะกระเตื้องก็มีปัญหาอุปสรรคโน่นนี่มาบดบังอยู่เสมออย่างคราวนี้ก็ชัดเลยครับ...เศรษฐกิจสามารถฟื้นได้ มีโมเมนตัมกลับมาได้...กลับมาสะดุด “กฎกติกา” ที่เราเขียนเอาไว้เองจะไม่ให้ผมบ่นตามประสาคนแก่ว่า “บุญมีแต่กรรมบัง” ได้ไงล่ะครับท่านประธานสมาคมธนาคารไทย ผยง ศรีวณิช ที่เคารพ."ซูม"คลิกอ่านคอลัมน์ “เหะหะพาที” เพิ่มเติม