พลิกแฟ้มข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี (2557-2567) พบตัวเลขที่น่าตกใจมีการปะทะกันระหว่าง “คน” กับ “ช้าง” ทั่วประเทศ สูงถึง 9,812 ครั้ง ที่สำคัญ...ขยายวงกว้างไปกว่า 40 จังหวัดทั่วไทยที่น่าสะพรึงคือ “ตัวเลขผู้เสียชีวิต” ที่พุ่งสูงขึ้น เฉพาะปี 2567 ปีเดียว มีผู้สังเวยชีวิตให้ช้างป่าไปแล้วถึง 39 ราย ขณะที่ปี 2568 เพียงแค่ 5 เดือนแรก ก็มีคนตายไปแล้วถึง 18 ศพ...กระนั้นแล้วฝั่งช้างเองก็น่าสลดไม่แพ้กัน หลายตัวต้องจบชีวิตลงด้วย “กับดักไฟฟ้าช็อต” และอุบัติเหตุบนท้องถนนประเด็นสำคัญมีว่า...วันนี้ “ช้างป่าไทย” เปลี่ยนพฤติกรรมไปอย่างสิ้นเชิง พวกมันฉลาดเกินกว่าจะกลัวคน ไม่เกรงกลัวแสงไฟ ไม่สนเสียงไล่ แถมยังเรียนรู้ว่าการพังบ้านเข้าไปขโมย “เกลือ...น้ำปลา...ข้าวสาร” นั้นคุ้มค่ากว่าการเดินหากินในป่าที่แห้งแล้ง“มันไม่ใช่แค่สัตว์หลงป่า แต่มันคือผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ” นักวิชาการระบุ เพราะพืชเกษตรอย่างอ้อย สับปะรด ทุเรียน ปาล์มน้ำมัน คือ “ซุปเปอร์ฟู้ด” ที่ให้พลังงานสูงกว่าพืชป่าหลายเท่า ยิ่งสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ป่าลึกขาดแคลนน้ำ ช้างจึงไม่มีทางเลือกนอกจากต้อง “รุกฆาต” เข้าสู่เขตชุมชนประเมินกันไว้ว่า...หากปล่อยให้สถานการณ์เดินไปตามยถากรรมเช่นนี้ ในปี 2573 ประชากรช้างอาจทะลุ 6,000 ตัว ซึ่งจะกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ รัฐบาลจึงเริ่มขยับแผนรับมือใหม่ 4 เสาหลัก...เริ่มจากคุมกำเนิด...ชะลอการเกิดในพื้นที่วิกฤติ ลดแรงกดดันประชากรล้นป่า เลิกใช้คนไปเสี่ยงตาย เปลี่ยนมาใช้เอไอสมาร์ทคาเมร่าและโดรนตรวจการณ์ แจ้งเตือนผ่านมือถือแบบเรียลไทม์, สร้างรั้วรังผึ้ง...พืชทางเลือก เปลี่ยนใจช้างด้วยความกลัว (ผึ้ง) และเปลี่ยนใจคนด้วยรายได้...ปลูกข่า ตะไคร้ โกโก้ ที่ช้างไม่กิน และสุดท้าย...ระเบียงป่าเชื่อมโยง เวนคืนที่ดินสร้างทางเดินสัตว์...ให้ช้างไปมาหาสู่กันได้โดยไม่ต้องเดินผ่านหน้าบ้านใครการปะทะกันระหว่าง “คน” กับ “ช้าง” บทสรุปจึงไม่ใช่แค่เรื่องสัตว์ป่า แต่คือ “วาระแห่งชาติ” ที่ชวนให้ติดตามการแก้ปัญหาอย่างครอบคลุมครบทุกมิติอย่างจริงๆจังๆ น่าสนใจว่า ถ้าไม่แก้ปัญหานี้อย่างเป็นระบบ ในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า เมื่อช้างเพิ่มจำนวนมากขึ้น เมื่อช้างอยู่นอกป่าแบบ “ถาวร”...ความขัดแย้งจะไม่ใช่แค่คนกับช้าง แต่คือ “ชุมชน” กับ “รัฐ”แน่นอนว่าเมื่อถึงวันนั้น การจัดการที่สุดโต่ง อาจไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปอาจกล่าวได้ว่า...วิกฤตินี้ไม่ใช่แค่เรื่องของกรมอุทยานฯอีกต่อไป แต่เป็นปัญหา “การใช้ที่ดิน” ที่ทับซ้อนกันระหว่างคนกับสัตว์ ทว่าปลายทางของเรื่องนี้ไม่ได้จบที่ใครต้องชนะแต่คือการหาจุดสมดุลระหว่าง “ข้อมูล” ที่แม่นยำ และ “ความเห็นอกเห็นใจ” ต่อชาวบ้านที่ต้องอยู่อย่างหวาดระแวงความเป็นจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ “ช้างไม่ได้เปลี่ยน…แต่โลกของมันถูกบีบให้เปลี่ยน” นี่คือหัวใจที่สะท้อนต้นตอของปัญหา ซึ่งสอดรับกับงานวิจัยหลายชิ้นที่ชี้ตรงกันถึง “รากปัญหา” ที่ฝังลึกกว่าที่คิด นับหนึ่ง...ป่าแตกเป็นเสี่ยง แทนที่ด้วยถนน เขื่อน นิคมและไร่สวน ตัดผ่านเส้นทางหากินดั้งเดิมของช้าง จนเหลือเพียงผืนป่าขนาดเล็กที่ไม่พอเลี้ยงทั้งโขลง นับสอง...อาหารมนุษย์ หอมหวานกว่าอาหารป่า ที่ช้างเรียนรู้ว่าได้มาง่าย คุ้มค่า และอิ่มกว่านับสาม...ช้างเรียนรู้เร็ว และนับสี่...ภัยแล้งบีบช้างลงจากป่า เมื่อแหล่งน้ำในป่าลึกแห้งขอด ช้างจึงต้องเดินลงมาหาชีวิต…ในพื้นที่ของคนผู้สันทัดกรณีศึกษาปัญหา “คนกับช้าง” มานานกว่า 10 ปี แนะว่า นี่คือวิกฤติเมื่อปากท้องกับป่าต้องเดินหน้าไปด้วยกัน โมเดล “กินได้...อยู่รอด” จะเป็นทางสายกลางแห่งอนาคต ย้ำว่า...การจะปรับสมดุลให้ระบบมนุษย์และระบบนิเวศเชื่อมโยงกันอย่างยั่งยืน ต้องรื้อโครงสร้างการคิดใหม่เริ่มด้วยการเปลี่ยน “ภาระ” ให้เป็น “มูลค่า”...พัฒนาพื้นที่รอบแนวกันชนป่าให้เป็น “แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ” หรือการจัดการท่องเที่ยวชมช้างป่าแบบมีระเบียบ เพื่อให้รายได้จากการท่องเที่ยวตกถึงมือชุมชนที่ได้รับผลกระทบ เปลี่ยนสายตาที่มองช้างเป็นศัตรู ให้กลายเป็น “ผู้ช่วยสร้างรายได้”ลำดับต่อมา...แนวทางเกษตรกรรมทางเลือก ส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกพืชที่ช้างไม่ชอบแต่ตลาดต้องการ เช่น พืชสมุนไพร ขิง ข่า หรือกาแฟ แทนการปลูกพืชอาหารที่เป็นของโปรดช้าง ซึ่งจะลดแรงจูงใจในการออกนอกป่าของสัตว์ใหญ่ตามติดมาด้วย...ระบบสวัสดิการและกองทุนเยียวยา “รัฐ” ต้องมีกลไกการ “ชดเชย” ที่รวดเร็วและเป็นธรรม ไม่ใช่ ปล่อยให้เกษตรกรแบกรับความเสี่ยงเพียงลำพัง“เมื่อคนรู้สึกมั่นคงในทรัพย์สิน ความเมตตาต่อสัตว์ป่าก็จะเพิ่มขึ้นตาม”ปัญหาที่เกิดขึ้นทุกวันนี้...เป็นโศกนาฏกรรมซ้ำซากที่เกิดขึ้นแทบทุกคืนในพื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ภาคตะวันออกและอีกหลายจุด เมื่อเจ้าของบ้านเดิมช้างป่าออกมาเผชิญหน้ากับผู้บุกเบิกใหม่อย่างชาวบ้าน สงครามที่ไม่มีวันชนะนี้ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงเวลาที่เราต้องยอมรับความจริงว่า “กำแพงสูง” หรือ “ลวดหนามไฟฟ้า” อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายอีกต่อไป หากแต่หัวใจสำคัญคือการคิดใหม่...ทำอย่างไรให้ “คนทำมาหากินได้และสัตว์ป่าก็ดำรงชีวิตได้เช่นกัน”“ทางออกของปัญหาคนกับช้างในทศวรรษหน้า ไม่ใช่การกักขังช้างไว้ในกรงแคบๆ หรือการผลักภาระให้คนที่อาศัยในแนวป่าต้องย้ายถิ่นฐาน แต่คือการสร้างระบบนิเวศแห่งความร่วมมือ”หากเราทำให้ชาวบ้านมีกิน มีเกียรติ และมีความปลอดภัย ในขณะที่ช้างมีอาหารและพื้นที่ที่เหมาะสมในป่าลึก ความขัดแย้งที่เคยเป็นรอยร้าวจะกลายเป็นความสมดุลที่ลงตัวที่สุด เพื่อให้คำว่า “คนอยู่ได้...ป่าอยู่รอด” ไม่เป็นเพียงคำขวัญสวยหรู แต่คือวิถีชีวิตที่เกิดขึ้นจริง.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม