“แสวง บุญมี” โผล่โพสต์เฟซบุ๊ก ชี้กระบวน การจัดเลือกตั้งเป็นไปตามหลักการ มีความปลอดภัย มั่นใจไม่มีทางรู้ว่าเลือกใคร รวมถึงจัดเก็บดีเข้าถึงไม่ได้หากไม่มี คำสั่งศาล แต่หากมีการทำผิดกฎหมายในหน่วยไหน โบ้ย กปน.รับผิดชอบไป สอดคล้องกับ กกต.ออกเอกสารย้ำทันที หลักประกันตามกฎหมายคุ้มครองความลับของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง หวังสร้างความเชื่อมั่นการลงคะแนนเสียง ย้ำคนในหน่วยเลือกตั้งเอาไปเปิดเผย มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท ขณะเดียวกันพบข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้งของ กกต.หลุดว่อนเน็ต เหตุไร้มาตรการป้องกันความปลอดภัย “เท้ง” หวั่นข้อมูลรั่วไหลหนักกว่าเดิม ด้านนิด้าโพลชี้คนเชื่อเลือกตั้งครั้งนี้ไร้โกง แต่ถึงมีหลักฐานก็เอาผิดใครไม่ได้ความคืบหน้าหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 ที่ผ่านมา แต่จนถึงวันที่ 15 ก.พ.คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังไม่เปิดเผยผลคะแนนเลือกตั้งทั้งประเทศอย่างเป็นทางการได้ หลังมีประชาชนแจ้งเบาะแสความไม่โปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) หลายหน่วย ทั้งการนับและเขียนคะแนนที่คลาดเคลื่อน จำนวนบัตรที่ลงคะแนนกับผู้มาใช้สิทธิไม่ตรงกัน (บัตรเขย่ง) การจัดเก็บบัตรลงคะแนนที่ไม่รัดกุมอย่างที่ควรจะเป็น รวมถึงพบบัตรเลือกลงคะแนนมีคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ด ที่เมื่อสแกนแล้วสามารถติดตาม (Track) ไประบุตัวตนของผู้มาใช้สิทธิไปจนถึงทราบว่าลงคะแนนให้กับนักการเมือง/พรรคการเมืองใดด้วย จนเกิดข้อกังขาถึงการจัดเลือกตั้งครั้งนี้ อาจขัดต่อข้อกำหนดตามรัฐธรรมนูญข้อมูลผู้มีสิทธิ ลต.หลุดว่อนออนไลน์ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดช่วงดึกวันที่ 14 ก.พ.ต่อเนื่องเช้าวันที่ 15 ก.พ.เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในโลกออนไลน์เมื่อผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีรายหนึ่งออกมาระบุพบข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้งหลุดสู่กลุ่มตลาดมืดที่ซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคลและพบว่าระบบตรวจสอบผู้มีสิทธิ เลือกตั้ง ที่ กกต.จัดทำขึ้นนั้น สามารถเข้าถึงได้ง่าย เนื่องจากไม่มีมาตรการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ เป็นเหตุให้ข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้งรั่วไหลทั้งประเทศ โดยข้อมูลที่รั่วไหลประกอบด้วย เลขบัตรประชาชน ชื่อจริง (ไม่มีนามสกุล) ลำดับในบัญชีรายชื่อ (ในหน่วยเลือกตั้ง) จังหวัดที่มีสิทธิ เขตที่มีสิทธิ สถานที่และหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งลำดับบัญชีรายชื่อฯ ดังกล่าว ปรากฏอยู่บนต้นขั้วบัตรเลือกตั้งทั้ง สส.และประชามติ ที่มีลายเซ็นของผู้มาใช้สิทธิด้วย ยิ่งทำให้เกิดข้อกังขามากยิ่งขึ้น ถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยข้อมูลเหล่านี้ของ กกต.ว่าหากมีการติดตามข้อมูลจากบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง อาจทำให้รู้ได้ทันทีว่าบัตรใบนั้นเป็นของใคร บ้านอยู่เขตไหน และเลือกพรรคการเมืองใด“เท้ง” หวั่นข้อมูลลงคะแนนรั่วไหลต่อมา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้ว่า เมื่อวันที่ 14 ก.พ.มี White Hacker หรือแฮกเกอร์สายขาว ออกมาระบุช่องโหว่ในระบบของหน่วยงานภาครัฐ มีวัตถุประสงค์ให้หน่วยงานภาครัฐเร่งอุดช่องโหว่ ก่อนหน้านั้นคาดว่ามีข้อมูลของผู้ใช้สิทธิ รวมถึงลำดับบัญชีรายชื่อผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้งในแต่ละหน่วย ซึ่งเป็นข้อมูลที่สามารถประกอบกัน เพื่อระบุว่าประชาชนแต่ละคนไปลงคะแนนอย่างไร ได้รั่วไหลออกไปยังสาธารณะ หรือบุคคลที่ไม่หวังดี เป็นที่เรียบร้อยแล้ว อีกส่วนคือบัตรลงเสียงเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดอยู่ด้านล่าง มีข้อมูลส่วนหนึ่งถูกเผยแพร่อยู่ในโลกออนไลน์อยู่แล้ว เพราะเมื่อมีผู้ไปสังเกตการณ์เลือกตั้งถ่ายภาพ ตอนกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ชูบัตรขึ้นมา จะเห็นทั้งบาร์โค้ดและเห็นว่าบัตรเลือกตั้งใบนั้นเลือกใครกระบวนการอาจไม่โดยตรงและไม่ลับนายณัฐพงษ์กล่าวว่า หากมีภาพต้นขั้วที่ใส่ลำดับพร้อมกับเลขบัตร ที่อ้างอิงกับบาร์โค้ดในหน่วยที่มีการสังเกตการณ์และภาพบัตรเลือกตั้งไว้พอดี ทำให้มีข้อมูลทั้ง 3 ส่วนประกอบกันได้เพียงแค่หนึ่งเคส ที่สามารถระบุได้ว่าประชาชนคนนั้นลงคะแนนเสียงให้ใคร จะสามารถพิสูจน์ได้แล้วว่ากระบวนการที่กกต.อ้างว่า ถึงแม้บาร์โค้ดจะอ้างอิงกลับไปได้ถึงต้นขั้วจริง แต่ทั้งหมดเป็นกระบวนการโดยตรงและลับนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะกระบวนการที่เกิดขึ้นตลอดทั้งการเลือกตั้ง มีหลายบุคคลที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น กปน. สื่อมวลชนและประชาชนที่ไปสังเกตการณ์ สิ่งที่มีความเสี่ยงมากที่สุดในตอนนี้ คือข้อมูล 2 ใน 3 ส่วนเผยแพร่สู่สาธารณะแล้ว หากเจอแค่เคสเดียวก็พิสูจน์ได้แล้วว่ากระบวนการนี้ไม่โดยตรง และไม่ลับปชน.ยื่นฟ้องอาญาฯ ม.157/172นายณัฐพงษ์กล่าวอีกว่า กระบวนการทางอาญาต้องพิจารณาถึงเจตนาภายในของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่สิ่งที่พิสูจน์ได้แล้ว ตอนนี้คือเป็นความผิดพลาด ไม่ว่าจะเกิดจากการประมาท หรือตั้งใจที่จะออกแบบระบบการเลือกตั้ง เพื่อให้ย้อนกลับไปได้ว่าประชาชนออกเสียงอย่างไร เป็นความผิดพลาดที่ไม่ควรเกิดขึ้น ในส่วนของพรรค ปชน.ได้ดำเนินการไปหมดแล้ว ทั้งยื่นร้องในคดีอาญามาตรา 157 และมาตรา 172จี้ กกต.เร่งทำลายบัตร–จัด ลต.ใหม่ทั้งนี้ หัวหน้าพรรค ปชน.ยังกล่าวถึงแนวทางแก้ปัญหานี้ด้วยว่า อยากให้ กกต.ออกมายอมรับในข้อผิดพลาด เร่งแก้ไขไม่ต้องไปประวิงเวลารอจนศาล มีคำสั่ง เพราะคงต้องใช้เวลาอีกนาน ยิ่งทิ้งเวลาไว้ ระบบยิ่งมีความเสี่ยงมากยิ่งขึ้น เช่น อาจมีเจ้าหน้าที่ของรัฐที่สามารถเข้าถึงหีบเลือกตั้งไปดึงข้อมูลในส่วนนั้นออกมา ถ้า กกต.ดำเนินการเองได้ ในส่วนนี้ คือการเร่งสั่งให้มีการทำลายบัตรโดยเร็วที่สุด และจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่โดยเร็วที่สุด น่าจะเป็นสิ่งที่ ถูกต้อง และควรดำเนินการทันที“แสวง” ยันลงคะแนนเป็นความลับอย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเช้าวันเดียวกัน นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวยืนยันหลักการโดยตรงและลับ หลักการความปลอดภัยของ บัตรเลือกตั้งและการเลือกตั้งว่า บาร์โค้ด (Barcode) กับ 2 หลักการ คือ การออกเสียงโดยตรงและลับ 1.หลักการโดยตรงและลับ เป็นหลักการขั้นพื้นฐานของสิทธิมนุษชนในการเลือกตั้ง ตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR) ของสหประชาติ (UN) ว่าด้วยสิทธิทางการเมืองที่กำหนดว่าในการ เลือกตั้งการออกเสียงต้องเป็นไปโดยตรงและลับ พูดแบบเข้าใจง่ายๆคือ ลงคะแนนด้วยตนเองและ ไม่มีผู้ใดทราบได้ย้ำหลักการความปลอดภัยเลขาธิการ กกต. ระบุว่า 2.หลักการความปลอดภัยของบัตรและการเลือกตั้ง เป็นหลักการที่มา จากปฏิญญาสากลเช่นกัน ที่กำหนดว่าการเลือกตั้งต้อง “เสรีและเป็นธรรม” (Free&Fair) กฎหมายจึงกำหนดเรื่องความปลอดภัยของบัตรและการเลือกตั้ง เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมป้องกันการปลอมแปลงบัตร การใช้บัตรปลอม การใช้ บัตรข้ามเขต รวมทั้งการบริหารจัดการบัตร ควบคุมบัตร ในการแจกจ่ายได้อย่างถูกต้อง เป็นต้น 3.Barcode กับ 2 หลักการ Barcode ถูกนำมาใช้กับหลักความ ปลอดภัยของบัตรเลือกตั้งและความปลอดภัยของการ เลือกตั้ง แต่หลักการความปลอดภัยต้องไม่กระทบสาระสำคัญของหลักลงคะแนนโดยตรงและลับ ต้องมีกระบวนการขั้นตอนที่ให้ 2 หลักการเดินไปด้วยกัน ได้อย่างเรียบร้อยมั่นใจไม่มีทางรู้ว่าเลือกใครนายแสวงระบุอีกว่า ในการเลือกตั้งทั้ง 2 หลักการ ได้มาอยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน เป็นกิจกรรมเดียวกันพอดี คือ ตั้งแต่ระยะเวลาที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งแสดงตน รับบัตร รับบัตร เข้าคูหา หย่อนบัตรลงหีบ นับคะแนน นำบัตรและอุปกรณ์ไปส่ง ยุบรวมหีบ และจัดเก็บรักษา เพื่อให้ทั้ง 2 หลักการเดินไปด้วยกันได้ และให้การ ออกเสียงเป็นไปโดยตรงและลับ การเลือกตั้งเป็นไป โดยสุจริตและเที่ยงธรรม จึงมีการออกแบบการออก เสียงลงคะแนนทุกขั้นตอนเพื่อป้องกัน และสอบทานซึ่งกันและกันได้ อาทิ มีการเก็บบัตร ต้นขั้วบัตร บัญชี ผู้ใช้สิทธิ ในถุงที่เตรียมไว้ มีสายรัดไว้ แล้วเก็บไว้ แยกหีบกัน การใช้บุคลากรในแต่ละขั้นตอนคนละ ชุดกัน อาทิ ที่หน่วยเลือกตั้ง คือ กปน. ที่รับบัตร คือ อนุอำเภอ และที่จัดเก็บเป็น สนง.กกต.จังหวัด เป็นต้น 4.Barcode กับการออกเสียงโดยตรงและลับ การใช้ barcode ในบัตรเลือกตั้ง กรณีประชาชนที่ไป สังเกตการณ์การเลือกตั้งถ่ายรูปบัตรที่มี barcode จะทราบว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้ใครแล้วหรือไม่ ขอยืนยันว่าไม่ทราบอย่างแน่นอนเก็บดีเข้าถึงไม่ได้หากไม่มีคำสั่งศาลเลขาธิการ กกต.ระบุต่อว่า แต่หากมีผู้พยายามอยากจะทราบว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้ใคร (เป็นการทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรม เป็นคนละส่วนกับการลงคะแนนโดยตรงและลับ) ก็มีมาตรการในการให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยตรงและลับ ตามที่ได้กล่าวมาแล้วในข้อ 3 คือ การเก็บบัตร ต้นขั้วบัตร บัญชีรายชื่อ แยกจากกันในที่ปลอดภัย ไม่มีผู้ใดจะเข้าถึงได้โดยไม่มีคำสั่งศาล และหากจะ เปิดหีบตามคำสั่งศาลก็เพื่อการเลือกตั้งที่มีการร้องว่า การเลือกตั้งไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมเท่านั้น และการเปิดหีบเอกสารก็จะเปิดเท่าที่จำเป็น หีบใดหีบหนึ่งที่เกี่ยวกับคำร้องไม่ได้เปิดเอกสารทั้ง 3 อย่างพร้อมกันชี้ กปน.ไหนทำผิดก็รับผลไปนายแสวงระบุว่า การออกเสียงโดยตรงและลับใช้กับทุกคน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ทุกคนของ กกต. กปน. ด้วย ที่เกรงว่า กปน.จะถ่ายรูปบัตร แล้วนำมาให้บุคคลภายนอก นั้น กปน.ที่อยู่ใกล้ชิดบัตรมีอยู่คนเดียว คือ กปน.ผู้ทำหน้าที่จ่ายบัตร นั้นถือว่า กปน.เป็นเจ้าพนักงานมีส่วนทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม (โดยภาพถ่ายได้เฉพาะบัตรเปล่า เพราะเป็นช่วงจ่ายบัตร ยังไม่ได้มอบบัตรให้แก่ผู้สิทธิเลือกตั้ง) แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยมี Barcode จะทราบทันทีว่าบัตรนั้นเป็นบัตรจากหน่วยใด กปน.คนใดเป็นคนจ่าย สำนักงานจะดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องว่าอาจทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งขณะนี้เท่าที่มีข้อมูลมีอยู่ 2 ราย ดังนั้น ต้องแยกมาตรการ หรือ กระบวนการออกเสียงโดยตรงและลับ แยกจากการกระทำผิดของบุคคล เช่น ในหน่วยมีการทำผิดกฎหมายเลือกตั้งในฐานความผิดอื่นๆ บุคคลนั้นก็ต้องรับในสิ่งที่ทำลงไป โดยกระบวนการไม่ได้เสียหายแต่อย่างใดกกต.ย้ำมี ก.ม.คุ้มครองความลับจากนั้นเวลา 12.30 น.สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกเอกสารชี้แจงหลักประกันตามกฎหมายที่คุ้มครองความลับของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าการลงคะแนนเสียงเป็นไปโดยตรงและลับ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ตามมาตรา 146 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.และที่แก้ไขเพิ่มเติม บัญญัติว่า ในระหว่างเวลาเปิดการออกเสียงลงคะแนนจนถึงเวลาปิดการออกเสียงลงคะแนน ถ้ากรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งเปิดเผยให้แก่ผู้ใดทราบว่า ผู้มีสิทธิ เลือกตั้งผู้ใดมาลงคะแนนหรือยังไม่มาลงคะแนน เพื่อเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ “ข้อมูลเกี่ยวกับการมาใช้สิทธิเลือกตั้ง เป็นข้อมูลที่กฎหมายคุ้มครอง และห้ามเปิดเผยโดยเด็ดขาด เพื่อคุ้มครองเสรีภาพในการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และป้องกันไม่ให้เกิดการกดดันหรือแทรกแซงในกระบวนการเลือกตั้ง”ยันออกเสียงโดยตรงและลับสำนักงาน กกต.ขอยืนยันว่า การเลือกตั้งดำเนินไปภายใต้หลักการออกเสียงโดยตรงและลับทุกขั้นตอนมีมาตรการทางกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถใช้สิทธิได้อย่างมั่นใจว่า ข้อมูลและการตัดสินใจของตนได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายนิด้าโพลชี้ ลต.ไร้ทุจริตวันเดียวกัน นิด้าโพลเปิดเผยผลการสำรวจ ประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้ง ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เรื่อง “กกต.จะลงโทษผู้ทุจริตการเลือกตั้งได้ไหม” ระหว่างวันที่ 11-12 ก.พ.2569 โดยเมื่อถามถึงการทุจริตการเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้งของตนเอง เมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา พบว่า ร้อยละ 40.08 ระบุว่า ไม่มีแน่นอน รองลงมา ร้อยละ 23.51 ระบุว่า ไม่แน่ใจว่ามีหรือเปล่า ร้อยละ 19.54 ระบุว่า อาจจะมี และร้อยละ 16.87 ระบุว่า มีแน่นอนถึงทุจริตก็เอาผิดใครไม่ได้เมื่อสอบถามตัวอย่างที่ระบุว่า มีการทุจริตการเลือกตั้งแน่นอนและอาจจะมีการทุจริต ในเขตเลือกตั้งของตนเอง (จำนวน 477 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับความสามารถของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการลงโทษผู้ที่กระทำการทุจริตการเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้งของตนเอง พบว่า ร้อยละ 58.28 ระบุว่า จะไม่สามารถลงโทษใครได้เลย รองลงมา ร้อยละ 28.93 ระบุว่า อาจจะลงโทษได้บ้างบางกรณี ร้อยละ 11.32 ระบุว่า จะสามารถลงโทษได้แน่นอน และร้อยละ 1.47 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ และเมื่อถามถึงความพึงพอใจต่อการทำงานของ กกต.ในการจัดการการเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้งของตนเอง ร้อยละ 38.55 ระบุว่า ค่อนข้างพอใจ รองลงมา ร้อยละ 22.29 ระบุว่า พอใจมาก ร้อยละ 20.84 ระบุว่า ไม่ค่อยพอใจ ร้อยละ 17.63 ระบุว่า ไม่พอใจเลย และร้อยละ 0.69 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ9 สถาบันจำลองลงประชามติถอด กกต.จากนั้นเมื่อเวลา 17.00 น. ที่สกายวอล์กแยกปทุมวัน เครือข่ายนักศึกษา 9 สถาบัน ประกอบด้วย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ม.ธรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ม.ขอนแก่น สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าคุณทหาร ลาดกระบัง ม.เชียงใหม่ ม.แม่ฟ้าหลวง ม.รามคำแหง และ ม.ศรีนครินทรวิโรฒ นำโดยกลุ่มธรรมศาสตร์และการชุมนุม จัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ในการจัดการลงประชามติจำลองประเด็นการถอดถอน กกต. โดยมีกลุ่มประชาชนผู้สนับสนุนจำนวนมากทยอยมาต่อแถวเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมการออกเสียงลงประชามติจำลองดังกล่าวกันอย่างคึกคัก นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมบางคนได้นำป้ายข้อความวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ กกต.มาโชว์ สร้างความครื้นเครงให้กับการชุมนุม ทั้งนี้ กิจกรรมให้ลงประชามติจำลองฯดำเนินไปจนถึงเวลา 19.00 น. แล้วเป็นการนับคะแนนการออกเสียงลงประชามติจำลองฯ ซึ่งตลอดการชุมนุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ท่ามกลางกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สน.ปทุมวัน ดูแลรักษาความปลอดภัย แม้มีหลักฐานผิดปกติ กกต.ยังเฉยต่อมาเวลา 20.00 น. กลุ่มนักศึกษา นำโดย นายธีรภัทร ศุภพิทักษ์ไพบูลย์ ผู้ประสานงานกลุ่มธรรมศาสตร์และการชุมนุม เปิดเวทีปราศรัยวิพากษ์ วิจารณ์การทำงานของ กกต.จากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยระบุว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมา ปรากฏหลักฐานเป็นที่ประจักษ์จำนวนมากที่ชี้ให้เห็นว่าการเลือกตั้งในครั้งนี้ มิได้เป็นไปโดยโปร่งใสสุจริตและเที่ยงธรรม ส่งผลให้ความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อ กกต.ตกต่ำลงถึงขีดสุด โดยเฉพาะเหตุการเลือกตั้งที่ จ.ชลบุรี เขตเลือกตั้งที่ 1 ปรากฏหลักฐานความผิดปกติที่เป็นเหตุอันควรสงสัยหลายประการ แต่ กกต.กลับไม่ตอบสนองต่อการเรียกร้องของประชาชน โดยกล่าวอ้างว่าไม่มีหลักฐานที่มากเพียงพอมิได้ปฏิบัติต่อคะแนนเสียงของประชาชนในการเลือกตั้งอย่างเคารพและให้เกียรติจี้ กกต.รับผิดชอบ–ชดใช้“กระบวนการในการนับคะแนน การจัดการกับหีบบัตรเลือกตั้ง แบบขีดคะแนน และแบบรวมคะแนน ไปจนถึงการพิมพ์รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR code) ลงบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งอาจทำให้การเลือกตั้งในครั้งนี้ไม่ใช่สิ่งที่ปิดลับอีกต่อไป และส่อขัดต่อรัฐธรรมนูญอย่างร้ายแรง ปรากฏการณ์อันเป็นหายนะเหล่านี้ ทำให้ตระหนักได้ว่าต่อให้มีการนับคะแนนใหม่ทั้งประเทศ อาจไม่เพียงพอ เนื่องจากการนับคะแนนใหม่นี้ อาจไม่เป็นไปโดยโปร่งใส สุจริต และเที่ยงธรรม พวกเราขอเรียกร้องให้ กกต.ออกมาแสดงความรับผิดชอบและชดใช้ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยโดยตรง” นายธีรภัทรกล่าว และยังได้กล่าวก่อนจะยุติการชุมนุมในเวลา 21.00 น. ว่าขอเชิญชวนประชาชนทุกคน นิสิตนักศึกษาทุกมหาวิทยาลัย องค์กรภาคประชาสังคมทุกองค์กรและพรรคการเมืองทุกพรรค ออกมาพูดส่งเสียง ออกมาเรียกร้อง ถึงความไม่ปกติของการเลือกตั้ง สส.ในครั้งนี้ ขอให้ทุกคนจงพร้อมเพรียงพร้อมใจกันทั้งประเทศเพื่อร่วมกันยืนยันว่า “กกต.ต้องชดใช้” ต่อความเลวร้ายทั้งปวงที่ปรากฏในครั้งนี้เรียกร้อง กกต.เปิดคะแนน ลต.ด้านนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด ที่เดินทางมาร่วมกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ในการจัดการลงประชามติจำลองประเด็นการถอดถอน กกต.ที่เครือข่ายนักศึกษา 9 สถาบันจัดขึ้น ได้กล่าวปราศรัยเรียกร้องให้ กกต.เปิดเผยคะแนนดิบผลการเลือกตั้ง สส.เขต สส.บัญชีรายชื่อ และคะแนนประชามติจากหน่วยลงคะแนนเลือกตั้งทั่วประเทศที่มีอยู่กว่า 1 แสนหน่วย ให้ประชาชนได้รับทราบ เพื่อที่จะได้ตรวจสอบว่าผลเลือกตั้งที่อยู่ในมือ กกต.ทั้งหมด ตรงกับข้อมูลที่ประชาชนเก็บไว้หรือไม่ข้องใจ 7 วันแล้วผลทางการยังไม่ออกนายสมบัติกล่าวว่า วันนี้ตนต้องการมาสอบถาม กกต.ทั้ง 7 คน รวมทั้งนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.ว่าไม่คิดรับผิดชอบกับผลการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นบ้างหรืออย่างไร เพราะผ่านมา 7 วันแล้ว ผลการเลือกตั้งที่เป็นทางการยังไม่ออกมา ตนไม่เชื่อว่า คะแนนเลือกตั้งที่ปรากฏในจอทีวีจะเป็นข้อเท็จจริง อยากรู้จริงๆว่าเมื่อ กปน.แต่ละหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศ ส่งข้อมูลให้ กกต.กลาง ผ่านระบบ ect Report ครบถ้วนหมดแล้ว ทำไมถึงไม่ประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการเสียที ตนไม่เชื่อว่าปัญหาที่เกิดขึ้น เกิดจากตัวบุคคล แต่เป็นปัญหาของ กกต.ที่มีพฤติกรรม พยายามจะตกแต่งตัวเลข ตกแต่งบัญชีเลือกตั้ง ให้ไม่ขัดแย้งกับข้อมูลที่อยู่ในมือประชาชน หากมีการทุจริตเลือกตั้งเช่นนี้จริง ตนจะไม่โทษ กกต.และเลขาธิการ กกต. เพราะรู้ดีว่ามีผู้มีอำนาจอยู่เบื้องหลังสั่งให้กระทำ เพื่อลดอำนาจประชาชนให้ต่ำเตี้ยอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่