เส้นแบ่งระหว่างป่ากับชุมชนที่เลือนรางลง “ความขัดแย้งของคนกับช้างป่า” ก็กลับมาเป็นประเด็นร้อนที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นจาก “การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของช้างป่า” แต่ขณะเดียวกันพื้นที่ป่ากลับถูกบุกรุกเหลือน้อยลงต่อเนื่อง ส่งผลให้ช้างป่าออกนอกพื้นที่อนุรักษ์เข้าสู่พื้นที่เกษตร และชุมชนบ่อยครั้งสถานการณ์นี้นำไปสู่ “ความสูญเสียทั้งชีวิตของประชาชนและช้างป่า” ดังเช่นกรณีช้างป่าสีดอหูพับเพศผู้อายุ 15-20 ปี เดิมอาศัยในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จ.เลย ก่อนออกมาหากินในพื้นที่การเกษตร อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น “ก่อเหตุทำร้ายชาวบ้านเสียชีวิต” นำสู่การร้องศาลปกครองให้คุ้มครองประชาชนอาศัยพื้นที่เสี่ยงชั่วคราวต่อมาเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องเคลื่อนย้ายช้างออกจากพื้นที่ “ระหว่างทางช้างป่าสีดอหูพับเสียชีวิต” เหตุการณ์นี้กลายเป็นจุดสะท้อนให้สังคมหวนกลับมาทบทวนแนวทางการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าอย่างยั่งยืนอีกครั้ง ดำรงค์ พิเดช อดีตอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช บอกว่าเมื่อก่อนช้างป่าจะอยู่ในพื้นที่ป่าชัดเจน “เหตุปะทะกับคนก็เกิดน้อยจำกัดบางฤดูกาล” แต่ในช่วง 10-15 ปีหลังมานี้พื้นที่ป่าถูกใช้ประโยชน์มากขึ้น “แหล่งอาหารตามธรรมชาติลดลง” ส่งผลให้ช้างป่าออกมาหากินนอกป่าในพื้นที่เกษตร ทำลายพืชผลของชาวบ้าน และมักเกิดเหตุปะทะกันระหว่างคนกับช้างบ่อยครั้งทำให้ความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่ามีแนวโน้มรุนแรงขึ้น “จนเกิดการบาดเจ็บและเสียชีวิตทั้งคนและช้างป่า” จากการเผชิญหน้า การผลักดันช้างกลับป่า อุบัติเหตุรถชน หรือการใช้รั้วไฟฟ้า โดยเฉพาะกลุ่มป่าตะวันออก ป่าตะวันตก แก่งกระจาน-กุยบุรี ดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ซึ่งเป็นกลุ่มป่าขนาดใหญ่ล้อมรอบด้วยชุมชนในสมัยตัวเองเป็นอธิบดีกรมอุทยานฯ “จัดตั้งกองทุนช้างป่า” โดยเงินมาจากผู้มีจิตศรัทธาที่บริจาคมาตั้งเป็นกองทุนเพื่อชดเชยความเสียหายให้ชาวบ้านทั้งพืชไร่สวนผลไม้ เช่น จ.จันทบุรี ช้างป่าเข้าโค่นต้นทุเรียนเสียหาย 1-2 แสนบาทก็ใช้เงินกองทุนชดเชยคืนให้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และลดแรงปะทะระหว่างคนกับช้างถ้ามาดูปัญหาจริงๆ “ระหว่างคนกับช้างป่า” ส่วนหนึ่งมาจากประชากรของช้างป่าที่มีอัตราเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 10% “ก่อให้เกิดปัญหาอาหารไม่เพียงพอ” แม้ทางกรมอุทยานฯจะพยายามเพิ่มแหล่งอาหารในป่าไม่ว่าจะปลูกอ้อย ปลูกหญ้า ปลูกไผ่ หรือพืชอาหารเสริมต่างๆก็ตาม แต่ก็ยังไม่เพียงพอกับจำนวนช้างที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆขณะเดียวกัน “ชาวบ้านก็ขยายพื้นที่ทำกินเข้าไปแนวขอบป่าลึกขึ้น” ทำให้พื้นที่ทำกินทับซ้อนกับถิ่นอาศัยของช้างป่า “แถมยังปลูกพืชที่ช้างชอบกิน เช่น อ้อย สับปะรด มันสำปะหลัง” เมื่อช้างป่าออกมากินก็ยิ่งก่อเกิดความขัดแย้งต่อกัน ตามข้อมูลกรมอุทยานฯตั้งแต่ปี 2561 ถึงปัจจุบันมีผู้เสียชีวิต 203 ราย และบาดเจ็บ 180 รายแบ่งเป็นเหตุเกิดนอกเขตพื้นที่อนุรักษ์เสียชีวิต 151 ราย บาดเจ็บ 155 ราย และเหตุเกิดในเขตพื้นที่อนุรักษ์เสียชีวิต 52 ราย บาดเจ็บ 25 ราย ซึ่งนี้เฉพาะปีงบประมาณ 2568 เสียชีวิต 26 ราย บาดเจ็บ 25 รายส่วนของช้างป่ามีบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตจากไฟฟ้าช็อต หรือถูกยิงอยู่บ้าง “แต่ค่อนข้างน้อย” เพราะกฎหมายมีโทษรุนแรง กรณีการทำให้ช้างป่าตายหนึ่งตัวมีความผิดถึงขั้นติดคุก “คนเลยไม่ค่อยกล้าทำ” ขณะเดียวกัน สังคมก็มีความตระหนักเรื่องการอนุรักษ์ช้างมากขึ้น และมีกลุ่มคนรักช้างคอยเป็นหูเป็นตาอยู่ตลอดหากช้างถูกทำร้ายมักเป็นประเด็น “เจ้าหน้าที่รัฐ” ต้องเข้ามาติดตามผู้กระทำผิดดำเนินคดี ทำให้การล่า หรือทำร้ายช้างลดลงมาก ดังนั้นแม้ปัญหาความขัดแย้งยังคงมีอยู่แต่การตั้งใจฆ่าช้างโดยตรงถือว่าเกิดขึ้นน้อยเช่นนี้ที่ผ่านมา “กรมอุทยานฯ” ต้องหาทางแก้ไขแนวคิดที่เคยพูดกันคือ “การทำหมันช้างป่า” เมื่อศึกษาในแอฟริกาที่เคยทดลองแล้วไม่ได้ผลเพราะการผ่าตัดเกิดแผลลึก ติดเชื้อ และช้างตาย อีกแนวคิดคือ “แยกช้างผู้อายุ 2 ปีออกจากฝูงนำไปในพื้นที่อื่น” เพื่อลดการขยายพันธุ์ของช้าง ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ“ย้ำแก่นปัญหาคือช้างป่าเพิ่มมากเกินศักยภาพพื้นที่ป่าปัจจุบันอดีตช้างป่าฝูงใหญ่มักอาศัยในพื้นที่อ่างฤาไน เขาใหญ่ แก่งกระจาน โดยมีผู้ล่าตามธรรมชาติอย่างเสือช่วยควบคุมจำนวน แต่ปัจจุบันผู้ล่าลดจำนวนลง ทำให้ช้างขยายพันธุ์ต่อเนื่องจนประชากรช้างล้นป่าออกมานอกเขตส่งผลให้คนกับช้างเข้าใกล้กันมากขึ้น” ดำรงค์ ว่าเมื่อช้างป่าเพิ่มขึ้น “บางพื้นที่มีมากกว่าร้อยตัว” ก็แตกฝูงกระจายตัวหาอาหารตามแนวขอบป่า และพื้นที่เกษตร อีกทั้งตามปกติช้างป่าตัวเมียจะเป็นตัวคุมฝูงเฉลี่ย 10-30 ตัว ขึ้นอยู่กับสภาพแหล่งอาหารเป็นหลัก แต่ถ้าอาหารไม่พอช้างก็จะแยกย้ายกระจายฝูงออกไป ตามข้อมูลช้างจะเดินออกป่าระยะทางไกล 30-40 กม.ก็มีโดยเฉพาะพื้นที่รอบเขตป่า “หากมีแปลงเกษตรปลูกพืชที่ช้างชอบกิน” ก็จะรวมฝูงเข้าไปหากินเป็นกลุ่มใหญ่ และเมื่อแหล่งหนึ่งเริ่มลดลงก็จะย้ายไปทำลายในจุดอื่นต่อเนื่อง “อย่าลืมว่าช้างหนึ่งตัวต้องการอาหารเฉลี่ยไม่น้อยกว่าวันละ 100 กก.” ถ้าอาหารมากก็กินมากกว่านั้นได้หากอาหารน้อยก็อาจลดลง 60-70 กก.คราวนี้แนวทางแก้ไขในปัจจุบันที่เริ่มเห็นผลก็คือ “การใช้วัคซีนคุมกำเนิดช้างป่า” เพียงแต่อยู่ระหว่างการทดลอง ในช่วงที่ผ่านมาก็มีแนวโน้มประสบความสำเร็จค่อนข้างดี “หากนำมาใช้ได้จริงก็จะเป็นทางออกที่ดีมาก” เพราะถ้าควบคุมจำนวนช้างป่า ไม่ได้ และปัญหาก็จะตามมาอีกหลายเรื่องไม่ใช่แค่ช้างป่าเท่านั้นเพราะช้างป่าอยู่ตามธรรมชาติ “ไม่มีใครรู้ว่าตัวไหนผสมพันธุ์กันก็ขยายพันธุ์ไปเรื่อยๆ” แล้วยิ่งวงรอบการขยายพันธุ์ของช้างป่าตัวเมีย 1 ตัว สามารถให้ลูกได้ทุก 3-4 ปี ใช้ระยะตั้งท้องประมาณ 12-14 เดือน ซึ่งดูเหมือนไม่บ่อยแต่ด้วยไม่มีตัวควบคุมตามธรรมชาติช้างป่าก็ย่อมเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนล้นป่าออกมานอกเขตอยู่ทุกวันนี้ส่วนวิธีรับมือของชาวบ้านต้องยอมรับว่า “ชาวบ้านบางส่วนเข้าไปทำกินในพื้นที่ป่าไม่ถูกต้อง” แต่ภาครัฐผ่อนผันให้ทำกินได้กลายเป็นสภาพที่คนกับช้างต้องอยู่ใกล้กัน และเกิดความขัดแย้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้มุมมองส่วนตัวแนวทางแก้ปัญหาคนกับช้างที่มีความหวังคือ “การทำหมันด้วยวัคซีนคุมกำเนิด” หากใช้ได้จริงจะเป็นทางออกสำคัญ แต่หากไม่มีทางเลือกอื่น อาจต้องแยกช้างตัวผู้ออกจากฝูงเคลื่อนย้ายไปพื้นที่ที่ไม่มีช้างป่า เพื่อชะลอการเพิ่มจำนวนอันเป็นทางเลือกสุดท้ายจริงๆเพราะมีต้นทุนสูงและต้องกระทำอย่างระมัดระวังมากฉะนั้นการแก้ความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างให้ยั่งยืนต้องลดการบุกรุกของคน ลดแรงจูงใจที่ดึงช้างออกจากป่า และจัดการจำนวนช้างอย่างเหมาะสม แก้ไปพร้อมกันทั้ง 2 ด้านถึงจะอยู่ร่วมกันได้.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม