มนุษย์ทุกคนล้วนมี “จิต” ติดตัวมาตั้งแต่ลืมตาดูโลก แต่ไม่ใช่ทุกคน…จะมี “สติ” อยู่กับจิตนั้นตลอดเวลา และระหว่างจิตกับสติคือเส้นบางๆ ที่แยก “คนคิดดี” ออกจาก “คนคิดชั่ว”จิต...ต้นทางของทุกความคิด ในทางธรรม “จิต” คือสิ่งที่คิด นึก รู้สึก อยาก...มันเป็นเหมือนน้ำในภาชนะ จะใส สกปรก หรือขุ่นมัวขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราเติมลงไป เมื่อจิตเจอสิ่งพอใจ ก็เกิด “อยากได้” เมื่อจิตเจอสิ่งไม่พอใจ ก็เกิด “โกรธ เกลียด แค้น”...ทั้งหมดนี้ไม่ผิด เพราะเป็นธรรมชาติของจิตมนุษย์ แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่จิตคิดอะไร ปัญหาอยู่ที่เราเผลอปล่อยให้จิตคิดไปเอง โดยไม่มีสติคุมหรือไม่ สติ...คือการ “รู้ตัวทัน” ว่ากำลังคิดอะไร กำลังจะทำอะไร ถ้ามีสติ...ความโกรธจะถูกเห็นก่อนลงมือ ความโลภจะถูกจับได้ก่อนตัดสินใจ ความหลงจะถูกตั้งคำถามก่อนเดินต่อแต่ถ้าขาดสติ...จิตจะกลายเป็นรถที่เหยียบคันเร่งอย่างเดียว ไม่มีเบรก ไม่มีไฟแดง ชนใครก็ไม่รู้ ชนแล้วก็อ้างว่า “อารมณ์พาไป”...ให้รู้อีกว่า “คิดดี...คิดชั่ว ไม่ได้เกิดพร้อมกัน”...หลายคนเข้าใจผิด คิดว่าคนดีไม่เคยคิดชั่ว ความจริงคือ... คนดีกับคนชั่ว คิดไม่ต่างกันมากนักต่างกันแค่ตอนหนึ่ง ตอนที่ “ความคิดผุดขึ้นมา” ใครมีสติเห็นก่อน ความคิดชั่วผุดขึ้นได้ในใจทุกคน แต่คนมีสติจะรู้ทัน แล้ววางมันลง คนไม่มีสติจะเชื่อมันแล้วทำตาม นั่นคือเหตุผลว่า...คนบางคนเสียใจทีหลัง เพราะพูดไปแล้ว คนบางคนติดคุก เพราะทำไปแล้ว ทั้งที่ตอนแรก...แค่ “คิด” “ถ้าเปรียบจิตเป็นมหาสมุทร เบื้องบนอาจดูสงบ ใส เงียบ แต่ใต้บาดาล...เต็มไปด้วยแรงดันกระแสน้ำ และสัตว์ร้าย...โลภ โกรธ หลงไม่เคยหายไปไหน มันแค่นอนนิ่ง รอจังหวะที่สติอ่อนแรง...วันที่เหนื่อย วันที่โกรธ วันที่ผิดหวัง วันที่ได้อำนาจ หรือเงินมาเร็วเกินไป วันนั้นเอง...กิเลสจะโผล่ขึ้นมาทดสอบ”พระหลายรูปสอนตรงกันว่า “อย่าไปห้ามจิต แค่รู้ทันจิต” ไม่ต้องพยายามเป็นคนดีตลอดเวลาแค่ไม่ปล่อยให้ความคิดชั่วพาไปถึงการกระทำ ถ้าโกรธ รู้ว่าโกรธ...ถ้าอยากได้ รู้ว่าอยากได้...ถ้าอิจฉา รู้ว่าอิจฉาการรู้ทัน คือสติ...การไม่ทำตาม คือปัญญากฎหมายลงโทษได้เฉพาะ “การกระทำ”... สังคมตัดสินได้เฉพาะ “ผลลัพธ์” แต่ธรรมะ...สอนให้ดูตั้งแต่ต้นเหตุ “ถ้าจิตมีสติ ความคิดจะไม่พาไปไกลเกินควร” และนั่นคือเส้นแบ่งง่ายๆ ระหว่างคนที่ “พลาด” กับคนที่ “พัง”ในดินแดนสุโขทัย เมืองประวัติศาสตร์ที่ผู้คนเชื่อว่า “แผ่นดินนี้มีครู มีครูบา และมีของ” ยังมีนามของพระเถระรูปหนึ่งถูกเอ่ยถึงอย่างสงบ แต่หนักแน่นในความทรงจำของชาวบ้านคีรีมาศนามนั้นคือ “หลวงปู่ต่วน ธมฺมปญโญ” แห่งวัดลาย ตำบลทุ่งหลวง อำเภอคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย ปูมประวัติของหลวงปู่ต่วน ไม่ได้ถูกบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างเป็นทางการ หากแต่ดำรงอยู่ในรูปของ “เรื่องเล่า” ที่ผู้เฒ่า ผู้แก่ถ่ายทอดกันมาท่านเป็นพระบ้านนอกโดยแท้ ใช้ชีวิตเรียบง่าย สมถะ ปักกลดบ้าง จำพรรษาบ้าง อยู่กับวัดลาย ซึ่งในอดีตเป็นเพียงวัดเล็กๆกลางทุ่งนา ไม่ใช่วัดดัง แต่กลับเป็นวัดที่ผู้คนเกรงใจ...เกรงใจในความนิ่ง...เกรงใจในความตรง...และเกรงใจในคำพูดของพระชรารูปหนึ่ง ที่ไม่พูดพร่ำ แต่พูดเมื่อจำเป็น ศิษย์ใกล้ชิดเล่าว่า หลวงปู่ไม่ชอบให้ใครมาสรรเสริญ ไม่ชอบให้เรียกว่าพระเกจิ หากมีคนถามถึงวิชาอาคม ท่านมักตอบเพียงว่า “ของดีอยู่ที่ใจ ใจไม่ดี ของก็ไม่ช่วย”นี่คือ “วาจาสิทธิ์…คำพูดที่ไม่ย้อนคืน”เรื่องราวเล่าขานที่น่าจะเป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นของตำนานวาจาสิทธิ์ เกิดจากเหตุการณ์เล็กๆในชุมชน บางคนมาขอคำปรึกษา บางคนมาขอของ บางคนมาขอให้ช่วย “แก้เคราะห์” หลวงปู่ไม่เคยทำนายดวง ไม่ผูกชะตา แต่สิ่งที่ ท่านพูดออกมากลับเกิดขึ้นจริงอย่างน่าประหลาด... มีทั้งคำเตือนชาวบ้านเรื่องภัยธรรมชาติ ก่อนเกิดเหตุไม่กี่วัน...มีทั้งการเตือนลูกศิษย์ให้เลิกทำมาหากินผิดทาง ก่อนจะถูกจับ และมีทั้งการปฏิเสธไม่ให้ของกับบางคน พร้อมคำสั้นๆว่า...“เอาไป เดี๋ยวซวยกว่าเดิม”หลายกรณีผ่านไป…คำพูดเหล่านั้นกลายเป็นจริง จากความบังเอิญ กลายเป็นความเชื่อ จากความเชื่อ กลายเป็นตำนานแม้หลวงปู่ต่วนจะไม่เน้นการสร้างวัตถุมงคล แต่ก็มีการสร้างตะกรุดและเหรียญในบางวาระ โดยยึดหลัก “สร้างน้อย แจกเฉพาะคนเหมาะสม”กล่าวกันว่าตะกรุดของหลวงปู่ถูกเล่าขานว่าเด่นทางคุ้มครอง แคล้วคลาด และ “แรงด้วยครู”... ผู้ที่นำไปใช้ในทางโลภ ทางเบียดเบียน มักอยู่ไม่ติด บางรายนำกลับมาคืนเองโดยไม่ต้องมีใครบอกอีกทั้งเหรียญของหลวงปู่ไม่ได้โดดเด่นด้วยพุทธศิลป์แต่กลับมีเรื่องเล่าประสบการณ์ไม่ขาดสาย...โดยเฉพาะในหมู่ชาวบ้าน คนขับรถ คนทำไร่ทำสวน ที่เชื่อว่า “แขวนแล้วใจเย็นลง”แม้กาลเวลาจะพัดพาให้หลวงปู่ต่วนล่วงลับไปแล้ว แต่ชื่อของท่านยังไม่เลือนหาย โดยเฉพาะที่ชาวบ้านกล่าวขานกันถึงขั้นที่เรียกกันว่า “หลวงพ่อปากพระร่วง” นั้น สอนให้รู้ว่า...สิ่งที่น่าเกรงกลัวที่สุด ไม่ใช่อาคม หากคือผลของการกระทำ และนั่นเอง...ที่ทำให้ชื่อของท่านยังคง “ขลัง” โดยไม่ต้องอวดฤทธิ์ใดๆ“ศรัทธา”...นำมาซึ่งปาฏิหาริย์? เชื่อไม่เชื่อโปรดอย่าได้...“ลบหลู่”.รัก-ยม