หนังสือชุดอาจารย์ปรัชญา ปานเกตุ เล่มนิพัทนัยศัพท์อักษร (สถาพรบุ๊คส์ พิมพ์ พ.ศ.2567) ศัพท์ที่ 17 “ชีช้ำกะหล่ำปลี” ผมฟังมาก็มาก พูดไปก็ไม่น้อย ไม่รู้เลย เหตุใดทำให้ชีช้ำ และกะหล่ำปลีช้ำแค่ไหน?แต่ก่อนจะรู้...ศัพท์นี้ ก็ควรต้องหาความรู้ลึกๆเร้นๆของอาจารย์ปรัชญาไปก่อน“ชี” หนึ่งหมายถึงนักบวช ตัวอย่างจากไตรภูมิพระร่วง “เขานั้นมีตนงามดั่งทองนั้น เพื่อดั่งฤาษีสิ้น เมื่อก่อนเขาได้บวชเป็นชีจำศีลบริสุทธิ์” หรือในมหาชาติคำหลวง กัณฑ์วนประเวศน์...“ท้าวธคือไกรษรงามสง่า เสด็จเข้าป่าเป็นชี”ในวรรณคดีมีต่างๆ เช่น ชีบา ชีพ่อ ชีพ่อพราหมณ์ ชีสงฆ์ หลวงชี ตัวอย่างจากพระอภัยมณี “พระอภัยมณีฤาษีสิทธิ์ สำรวจกิจงามดีเหมือนชีสงฆ์ นั่งที่ฉันเรียงตามกันสามองค์ เสร็จแล้วทรงยถาตามบาลี”“ทชี” กร่อนมาจาก “ท่านชี” หมายถึงนักบวช ตัวอย่างจาก มหาชาติคำหลวง กัณฑ์ทศพร “พระบาททงงสองฉลองขึ้นเหนือเกล้า ธชีเถ้ากาฬเทพิลน้นน”“ชีปะขาว” หมายถึงนักบวช นุ่งขาวห่มขาว “ชีผ้าขาว” ก็ว่า “ชีเปลือย” หมายถึงนักบวชที่ถือเพศเปลือยกาย โดยปริยายใช้เรียกคนที่ไม่นุ่งผ้า“ชีไพร” หมายถึงนักบวชที่อยู่ป่า ตัวอย่างจากมหาชาติกลอนเทศน์ กัณฑ์กุมาร “เจ้าข้าเอ๋ยบุคคลผู้ใดเลย ในโลกนี้ที่น่าจะเจรจาตลบเลี้ยวลดสดๆร้อนๆ เหมือนเจ้าพระยาเวสสันดร ชีไพรเป็นว่าหามิได้นี้แล้วแล...”ใช้ซ้อนกับฤาษีเป็น “ฤาษีชีไพร” ก็มี“ชีพุก” หมายถึงพ่อ หรือท่านพ่อ ตัวอย่างจากมหาชาติคำหลวง กัณฑ์ชูชก...ด่งงจริงชะรอยชีพุก หากทำทุกข์แก่มึง มิอย่าเลยย“ชี” หนึ่ง หมายถึงหญิงนุ่งขาวห่มขาว โกนคิ้ว โกนผม ถือศีล 8 “นางชี “แม่ชี” หรือ “ยายชี” ก็เรียกเจ้านายที่เสด็จบวชเป็นชี เรียก “พระรูป” “พระรูปชี” หรือ “รูปชี” “ชีพราหมณ์”หมายถึงผู้ถือบวช ถือศีล 8 เหมือนชี แต่ไม่โกนคิ้วและผมที่ริมคลองบางกอกน้อย แขวงบางขุนนนท์ มีวัดโบราณชื่อ “วัดชีปะขาว” รัชกาลที่ 4 ทรงเปลี่ยนเป็น “ศรีสุดาราม” ที่ผักไห่ พระนครศรีอยุธยา มีวัดชื่อ “ชีตาเห็น” ต่อมาเห็นจะผวนแล้วหยาบ จึงเปลี่ยนเป็น “ชีโพน”ที่เมืองเพชรบุรีมีวัดหนึ่ง ออกนามในปัจจุบันว่า “ชีสระอินทร์” และมีตำนานภูมินามกำกับ แต่อักขราภิธานศรับท์ของอาจารย์ทัดและหมอบรัดเลย์ ระบุว่า ชื่อ “ชีสะอื้น” ดังนี้ชีสะอื้น เป็นชื่อวัดแห่งหนึ่ง มีอยู่ในแขวงเมืองเพชร์บูรี ที่สุพรรณบุรีมีวัดแห่งหนึ่งชื่อเป็นคนละอารมณ์กับเมืองเพชร เพราะชื่อ “ชีสุขเกษม”ผมยักเยื้องสลับเรื่องของอาจารย์ปรัชญา เอาศัพท์ชีสะอื้น...มาไว้เป็น “มุกจบ” เพราะติดใจคำสอนผู้ใหญ่ ไม่ควรเปลี่ยนหรือแปลงชื่อเดิม...เพราะจะทำให้ตัดความรู้เรื่องราวที่มา ของชื่อไป เห็นชื่อชีสะอื้น ผมก็อยากรู้ใครหนา! ไม่กลัวบาปกรรม ไปทำแม่ชีผู้บริสุทธิ์แสนดี ร้องห่มร้องไห้ฟูมฟายเสียอกเสียใจได้ลงคอและอาการที่ “ชีช้ำ” ถึงขนาดนั้น...ทำไมสร้อยคำจึงเป็น “กะหล่ำปลี” ไปได้...ขอทวงอาจารย์ปรัชญาครับ อาจารย์ตั้งชื่อเรื่องชีช้ำกะหล่ำปลีไว้ ยั่วให้อยากรู้ แต่อาจารย์ไม่ยักมีคำอธิบาย ผมหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอหากรู้ความหมายแน่นอน ผมอยากจะเอามาใช้กับอารมณ์ผิดหวังหลังเลือกตั้ง.กิเลน ประลองเชิงคลิกอ่านคอลัมน์ “ชักธงรบ” เพิ่มเติม