ลัทธิล่าอาณานิคม (Colonialism) สมัยใหม่เริ่มต้นเมื่อ ค.ศ.1492 คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส เดินเรือไปถึงทวีปอเมริกาที่เรียกว่า ‘โลกใหม่’ ในนามของสเปน ค.ศ.1498 วาสโก ดา กามา นักเดินเรือชาวโปรตุเกสค้นพบเส้นทางเดินเรือไปอินเดียได้สำเร็จ การค้นพบเหล่านี้ทำให้มหาอำนาจยุโรปเริ่มแย่งชิงดินแดนโพ้นทะเลเพื่อทรัพยากร (ทองคำ) การเผยแผ่ศาสนา และอำนาจบารมีช่วง ค.ศ.1870-1914 คือยุคจักรวรรดินิยมใหม่ มหาอำนาจยุโรปไม่ได้แค่ตั้งสถานีการค้าเท่านั้น แต่ยึดครองดินแดนแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ถ้าผู้อ่านท่านยังจำได้ ค.ศ.1884 มีการประชุมที่เบอร์ลิน (Berlin Conference) พวกกลุ่มชาติยุโรปมาชุมนุมสุมศีรษะกันเพื่อแบ่งเค้กทวีปแอฟริกา ทำให้ก่อนเริ่มสงครามโลกครั้งที่ 1 (ค.ศ.1914) พื้นที่กว่าร้อยละ 84 ของโลกตกอยู่ภายใต้การปกครองหรืออิทธิพลของชาติตะวันตกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (ค.ศ.1945–1975) ยุคนี้เรียกว่า การปลดปล่อยอาณานิคม เป็นช่วงที่ประเทศเจ้าอาณานิคม เช่น อังกฤษและฝรั่งเศส อ่อนแอลงจากสงครามโลก บวกกับกระแสชาตินิยมในประเทศอาณานิคมพุ่งสูงขึ้นที่สำคัญคือ สหประชาชาติ (UN) ผลักดันสิทธิในการกำหนดชะตากรรมของตนเอง (Self–Determination) ของแต่ละประเทศ ทำให้อาณานิคมส่วนใหญ่ในเอเชียและแอฟริกาได้รับเอกราชในช่วง ค.ศ.1945–1960 และถือว่าสิ้นสุดยุคอาณานิคมแบบดั้งเดิมราว ค.ศ.1975 เมื่ออาณานิคมสุดท้ายของโปรตุเกสในแอฟริกาได้รับเอกราชSelf-Determination คือสิทธิของประชาชนในดินแดนอาณานิคมที่จะตัดสินใจในอนาคตทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของตนเองโดยไม่ถูกครอบงำจากเจ้าอาณานิคม เป็นการประกาศว่า ‘คนในแผ่นดินนั้นไม่ใช่ทรัพย์สินของจักรวรรดิ แต่เป็นเจ้าของอนาคตของตนเอง’นี่อาจเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ยุโรป ประเทศอดีตเจ้าอาณานิคมเดิมถูกกระทำเสียเอง ทรัมป์กดดันให้เดนมาร์กยอมเปลี่ยนสถานะของกรีนแลนด์ให้สหรัฐฯ เมื่อถูกต่อต้านจากพันธมิตรยุโรป ทรัมป์ก็ขู่เก็บภาษีจาก 8 ประเทศ คือเดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน ฝรั่งเศส เยอรมนี สหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ และฟินแลนด์ เพิ่มอีกร้อยละ 10 ตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2026 และจะเพิ่มเป็นร้อยละ 25 ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2026 มาตรการนี้จะมีผลจนกว่าจะมีการทำข้อตกลง ‘ซื้อกรีนแลนด์โดยสมบูรณ์และเบ็ดเสร็จ’ เท่านั้นทรัมป์ยังย้ำว่า กรีนแลนด์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ แถมยังตำหนิรัฐบาลเดนมาร์กว่าไม่สามารถดูแลกรีนแลนด์ ได้ดีพอ พร้อมทั้งเตือนว่า ‘หากประนีประนอมไม่ได้ ก็ต้องบังคับกัน’สิ่งที่ทรัมป์กำลังทำให้นึกถึงยุคจักรวรรดิและอาณานิคม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับยุโรปในวันนี้คือ ‘ภาพสะท้อน’ ของสิ่งที่พวกตนเคยทำไว้กับโลกในอดีตภาพในการประชุมที่เบอร์ลิน (ค.ศ.1884) ที่อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี และเนเธอร์แลนด์ นั่งโต๊ะขีดเส้นแผนที่ทวีปแอฟริกาและเอเชียตามใจชอบ โดยไม่ถามความสมัครใจของคนท้องถิ่น เปรียบได้กับยุโรปที่กำลังเผชิญกับผู้นำมหาอำนาจใหม่ (สหรัฐฯ) ซึ่ง มองแผนที่โลกและเกาะกรีนแลนด์เหมือนอสังหาริมทรัพย์ที่จะซื้อหรือผนวกได้ตามความต้องการเชิงยุทธศาสตร์ โดยไม่สนเสียงคัดค้านของเจ้าของพื้นที่ยุโรปเคยใช้สนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและมาตรการภาษีเพื่อบีบให้ประเทศในเอเชียและแอฟริกาเปิดตลาดหรือยอมยกสิทธิสภาพนอกอาณาเขตให้ เหมือนกับที่ทรัมป์กำลังใช้กำแพงภาษีร้อยละ 10–25 เป็นอาวุธทางเศรษฐกิจเพื่อบีบให้ยุโรปต้องยอมศิโรราบในเรื่องกรีนแลนด์ เป็นรสชาติของการถูกกดดันด้วยอำนาจทางเศรษฐกิจที่ยุโรปเคยหยิบยื่นให้ผู้อื่นในยุคอาณานิคม ดินแดนคือสิ่งที่สามารถซื้อขายหรือยึดครองเพื่อตักตวงทรัพยากร ทั้งทองคำ เครื่องเทศ หรือแร่ธาตุ ยุโรปเคยคิดว่าประเทศที่อ่อนแอกว่าไม่มีสิทธิในทรัพยากรของตนเอง เช่นเดียวกัน กับกรีนแลนด์ที่ทรัมป์มองว่าเป็นแหล่งแร่หายากและจุดยุทธศาสตร์ที่สหรัฐฯต้องการครอบครองเพื่อเอาชนะจีนและรัสเซียความเจ็บปวดที่เดนมาร์กและชาวกรีนแลนด์รู้สึกในวันนี้ คือความรู้สึกเดียวกับบรรพบุรุษของคนในเอเชียและแอฟริกาเคยเผชิญเมื่อมหาอำนาจยุโรปเข้ามารุกรานเพื่อเอาทรัพยากรเจ้าอาณานิคมเดิมกำลังได้รับบทเรียนจากอำนาจที่ไร้ความชอบธรรม พลังงานที่ยุโรปเคยส่งออกไปสู่ประเทศอาณานิคมในรูปแบบของการข่มขู่และยึดครอง กำลังไหลย้อนกลับในรูปแบบของสงครามภาษีและการบีบคั้นจากมหาอำนาจที่ใหญ่กว่า.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.comคลิกอ่านคอลัมน์ “เปิดฟ้าส่องโลก” เพิ่มเติม