เป็นที่ทราบแล้วว่าสัปดาห์นี้และสัปดาห์หน้าจะเป็นสัปดาห์ที่เรียกว่าเทศกาล “กรุงเทพกลางแปลง” มีการนำภาพยนตร์เก่าเรื่อง “ดังๆ” ในอดีตมาฉาย “กลางแปลง” ให้คนกรุงเทพฯดูฟรีตามสถานที่สาธารณะต่างๆสัปดาห์นี้จะฉายที่ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ซึ่งทีมงานซอกแซกคงเขียนไม่ทันแล้ว ขอข้ามไปเขียนถึงสัปดาห์หน้า เสาร์ที่ 24 มกราคม และอาทิตย์ที่ 25 มกราคมเลยก็แล้วกันทั้ง 2 วันจะฉายที่โรงภาพยนตร์ “ศาลาเฉลิมธานี” นางเลิ้ง แม้จะไม่กลางแปลงแต่ก็ดูฟรี โดยวันแรกฉายเรื่อง “มือปืน 2 สาละวิน” ส่วนวันสองจะฉายเรื่อง “แม่นาคพระโขนง” ฉบับ ปรียา รุ่งเรือง แถมด้วยการพากย์สดๆ โดย “ดอกคำใต้–ศิวพร” ล้วนเป็นภาพยนตร์โด่งดังในอดีตทั้งคู่ถือเป็นรายการ “บันเทิงย้อนยุค” ขนานแท้และสมควรแก่การบันทึกไว้สำหรับผู้คนใน “ยุคโน้น” ที่จะกลับไปมีความสุขกับการชมภาพยนตร์ “ยุคโน้น” ในโรงภาพยนตร์แห่งยุค “โน้นๆ” หรือโรงภาพยนตร์เก่าแก่ที่สุดที่ยังเหลืออยู่ในกรุงเทพมหานครปัจจุบันส่วนคน “ยุคนี้” หรือคนที่เกิดไม่ทันภาพยนตร์ ที่จะฉายครั้งนี้ก็จะเป็นโอกาสได้เรียนรู้ว่า ผู้คนยุคพ่อแม่ยุคปู่ย่าและตายาย...เขามีความสุขจากการดูภาพยนตร์แค่ไหน? และอย่างไร?เริ่มจาก “โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมธานี” นางเลิ้ง--นี่คือโรงไม้เก่าแก่ที่สุดในกรุงเทพมหานครดังที่เกริ่นไว้ สร้างด้วยไม้ทั้งโรงมุงหลังคาด้วยสังกะสี... เปิดฉายครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ.2461 นับมาถึงวันนี้มีอายุ 107 ปีเต็ม ย่างเข้า 108 ปีแล้วด้วยซ้ำตามที่มีการบันทึกไว้ โรงภาพยนตร์แบบถาวรโรงแรกของประเทศไทย คือ “โรงหนังญี่ปุ่น” โดยพ่อค้าชาวญี่ปุ่นเป็นผู้ลงทุนก่อสร้างที่บริเวณเวิ้ง “วัดตึก” เมื่อ พ.ศ.2448 ตามมาด้วย “โรงหนังกรุงเทพซินีมาโตกราฟ” หน้าวัง พระองค์เจ้าปรีดา ถนนเจริญกรุง ใน พ.ศ.2450ในช่วงเวลาดังกล่าวเห็นได้ชัดเจนว่า คนไทยเราโดยเฉพาะในจังหวัดพระนครนิยมดูหนังกันมากขึ้น ทำให้มีโรงหนังเกิดขึ้นอีกหลายๆโรง เช่น โรงหนัง “พัฒนาลัย” หน้าประตูสามยอด, “โรงหนังบางรัก” ที่บางรัก, “โรงหนังบางลำพู” เชิงสะพานนรรัตน์ บางลำพู, “โรงหนังสาธร” และ โรงหนังนางเลิ้ง ฯลฯ เป็นต้นต่อมาใน พ.ศ.2475 ซึ่งจะเป็นปีอายุครบ 150 ปี ของกรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 มีพระราชประสงค์ให้สร้างโรงภาพยนตร์ทันสมัย และสง่างามขึ้นเพื่อเป็นศักดิ์ศรีแก่พระนคร และเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวสยาม พระราชทานชื่อให้แก่โรงภาพยนตร์ดังกล่าวว่า “ศาลาเฉลิมกรุง”พร้อมกับทรงตั้ง บริษัทสหศีนิมา เพื่อดำเนินธุรกิจภาพยนตร์ มีการสร้างโรงภาพยนตร์ใหม่และเปลี่ยนชื่อโรง ภาพยนตร์ที่อยู่ในเครือให้สอดคล้องกันโดยมีคำว่า “ศาลา” นำหน้าเช่น ศาลาเฉลิมรัฐ, ศาลาเฉลิมราษฎร์, ศาลาเฉลิมบุรี, ศาลาเฉลิมนคร, ศาลาเฉลิมเวียง (บางลำพู) และรวมทั้ง โรงหนังนางเลิ้ง ซึ่งอยู่ในความดูแลของ บริษัทสหศีนิมา ด้วย ก็กลายเป็นโรงภาพยนตร์ “ศาลาเฉลิมธานี” ณ บัดนั้นเนื่องจากโรงหนังอื่นๆข้างต้น เลิกกิจการไปหมดแล้ว “โรงหนังนางเลิ้ง” หรือ “ศาลาเฉลิมธานี” จึงกลายเป็นโรงเก่าแก่ที่สุดที่ยังเหลืออยู่ศาลาเฉลิมธานี อยู่ในการดูแลของบริษัทสหศีนิมา จนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ครอบครัวสกุล “โชติวรรณ” ได้เช่ากิจการทำเป็น “โรงหนังชั้น 2” ฉายภาพยนตร์ที่ออกจากโรงใหญ่แล้วเพื่อให้บริการแก่ชาวนางเลิ้งมาจนถึง พ.ศ.2520 จึงเลิกกิจการ เมื่อธุรกิจภาพยนตร์เริ่มซบเซาแม้โรงภาพยนตร์จะยังคงอยู่แต่ก็แปรสภาพไปเป็นโกดังเก็บของกลายๆ-นานๆครั้งจะมีผู้เห็นคุณค่าของความเป็น “โรงหนังเก่า” เช่น คุณโดม สุขวงศ์ ผู้มีบทบาทสำคัญในการก่อตั้ง หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) เคยไปจัดฉายรอบพิเศษ มีแฟนๆภาพยนตร์มาชมเกือบเต็มโรง เมื่อ พ.ศ.2529ต้องขอขอบคุณ หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ที่มีความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะคง โรงภาพยนตร์ ประวัติศาสตร์แห่งนี้ไว้ และได้ทำหนังสือถึง สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (ชื่อในขณะนั้น) ขอหารือความเป็นไปได้ที่จะเข้าร่วมใน “การอนุรักษ์” โรงภาพยนตร์ ซึ่งก็ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่ง จนในที่สุดก็มีมติจากสำนักงานทรัพย์สินฯให้บูรณะและ “อนุรักษ์” ไว้ ตั้งแต่ พ.ศ.2560 เป็นต้นมาปัจจุบันหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ได้เสนอตัวเป็นผู้เช่าโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมธานีเป็นที่เรียบร้อย และประกาศเจตนารมณ์ว่าไม่เพียงแต่จะ “อนุรักษ์” (อย่างสุดความสามารถ) เท่านั้น ยังจะจัดกิจกรรมต่างๆเพื่อรำลึกถึงความบันเทิงในอดีตควบคู่ไปด้วยการจัดฉายภาพยนตร์ ใน “เทศกาลกลางแปลง” สัปดาห์หน้านับเป็นตัวอย่างหนึ่งของความจริงใจของ หอภาพยนตร์ฯ และภาพยนตร์ทั้ง 2 เรื่องก็เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการย้อนไปสู่ความหลังยุคภาพยนตร์ยังรุ่งเรืองเรื่อง “มือปืน 2 สาละวิน” ออกฉายเมื่อปี 2536 กำกับโดย ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล (ท่านมุ้ย) ได้รางวัลถึง 5 ตุ๊กตาทอง ในฐานะ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, นักแสดงชายยอดเยี่ยม (สรพงศ์ ชาตรี), ผู้กำกับยอดเยี่ยม (ท่านมุ้ย), ลำดับภาพยอดเยี่ยม (ท่านมุ้ย) และบันทึกเสียงยอดเยี่ยม (คุณากร เศรษฐี)ส่วนเรื่อง “แม่นาคพระโขนง” ฉบับปรียา รุ่งเรือง หรือ “นางนาคพระโขนง 2502”กำกับการแสดงโดย เสน่ห์ โกมารชุน นับเป็น นางนาค ที่โด่งดังที่สุด และส่งผลให้ ปรียา รุ่งเรือง ได้ชื่อว่าเป็นนางนาคที่เซ็กซี่ที่สุดมาตั้งแต่นั้นทั้ง 2 เรื่องจะฉายเวลา 19.00 น. แต่จะมีการจัดกิจกรรมย้อนยุคที่น่าสนใจต่างๆ ตั้งแต่ 17.00 น.เป็นต้นไปด้วยโรงหนังอายุ 107 ปี และ “แม่นาค” ฉบับ 2502 ซึ่งก็มีอายุประมาณ 67 ปีเช่นนี้... จึงเหมาะสมที่จะตั้งชื่อ “ซอกแซก” สัปดาห์นี้ ว่า “บันเทิงย้อนยุคของแทร่” ในทุกประการ... อย่าลืมแวะไปดูกันนะครับ!"ซูม"คลิกอ่านคอลัมน์ “ซูมซอกแซก” เพิ่มเติม