กลายเป็นประเด็นร้อน สร้างความวิตกในหมู่ชาวเน็ตไทย หลังกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประกาศมาตรการเข้มงวด เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา สั่งระงับการพิจารณา “วีซ่าถาวร” (Immigrant Visa) แก่พลเมืองจาก 75 ประเทศ ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วยอย่างไรก็ตาม คำสั่งนี้มีผลเฉพาะผู้ที่ต้องการย้ายถิ่นฐานไปตั้งรกรากถาวรเท่านั้น ไม่รวมถึงวีซ่าชั่วคราวอย่างวีซ่าท่องเที่ยวหรือวีซ่าธุรกิจ ที่ยังคงดำเนินการได้ตามปกติ และมีผลตั้งแต่วันที่ 21 ม.ค.เป็นต้นไป จนกว่ากระทรวงฯ จะปรับปรุงระบบคัดกรองผู้ที่ต้องการย้ายถิ่นฐานใหม่ไม่ให้เข้ามาเป็น “ภาระ” ต้องพึ่งพาสวัสดิการของรัฐ ดึงทรัพยากรหรือความมั่งคั่งจากชาวภาษีของชาวอเมริกันมาตรการนี้พุ่งเป้าไปที่กลุ่มประเทศที่มีสถิติการพึ่งพาสวัสดิการรัฐ (Public Charge) ในระดับสูง ข้อมูลที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เผยเมื่อต้นเดือนม.ค.ที่ผ่านมา ชี้ว่าครัวเรือนผู้อพยพจากหลายประเทศรับความช่วยเหลือจากรัฐ เช่น ความช่วยเหลือด้านอาหาร ที่อยู่อาศัย และการดูแลสุขภาพ ในสัดส่วนที่น่ากังวล เช่น ครัวเรือนผูู้้อพยพจากภูฏาน 81.4% เยเมน 75.2% และโซมาเลีย 71.9% ประกอบกับกรณีอื้อฉาวเรื่องการทุจริตโครงการสวัสดิการรัฐในรัฐมินเนโซตาจำนวนมหาศาล ทำให้รัฐบาลต้องบังคับใช้เกณฑ์การคัดกรองที่เคร่งครัดกว่าเดิมขณะที่ผู้อพยพจากไทย รับความช่วยเหลือ 36.7%ภายใต้กฎเกณฑ์ใหม่ รัฐบาลสหรัฐฯ จะพิจารณา “สถานการณ์โดยรวม” ของผู้สมัครวีซ่าถาวรอย่างละเอียดเพื่อทำนายว่าบุคคลนั้นมีแนวโน้มจะพึ่งพารัฐบาลในอนาคตหรือไม่ เน้นคัดเลือกเฉพาะผู้สมัครที่มีความพร้อมทั้งด้านทักษะภาษา การศึกษา อาชีพ และสุขภาพ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้อพยพใหม่จะสามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเองอย่างแท้จริงส่งสัญญาณชัดเจนว่า การย้ายถิ่นฐานเข้าสหรัฐฯ คือ “สิทธิพิเศษ” ที่มอบให้แก่ผู้ที่จะเข้ามาสร้างประโยชน์และความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจเท่านั้น ไม่ใช่ “สิทธิขั้นพื้นฐาน” ที่ใครจะเข้ามาพึ่งพิงระบบสวัสดิการได้.อมรดา พงศ์อุทัยคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม