เหตุบ้านการเมืองไทยในปี 2569 “ยังเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการบริหารราชการแผ่นดิน” ซึ่งเกิดจากความขัดแย้งภายในพรรคการเมือง “แบ่งฝักแบ่งฝ่าย” ส่งผลให้การตัดสินใจทางนโยบายล่าช้าสร้างความไม่พอใจให้ประชาชนจนกลายเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของการบริหารนั้นซึ่งเป็นตามการวิเคราะห์ทางโหราศาสตร์ผ่านดวงดาวที่ปรากฏการณ์สำคัญหลายประการ “ทั้งการเกิดอุปราคา 4 ครั้ง และการโคจรของดาวเคราะห์หลักตั้งแต่พระราหู ดาวเสาร์ ดาวมฤตยู” ที่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับสถาบันทางการเมือง รัฐสภา รวมถึงการจัดตั้งรัฐบาล หรือการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติลักษณะการเกิดใกล้การเลือกตั้ง และหลังการเลือกตั้ง สะท้อนถึงความไม่แน่นอนของเหตุการณ์สำคัญที่อาจส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลก็ได้ ดร.ภิญโญ พงศ์เจริญ นายกสมาคมโหราศาสตร์นานาชาติบอกว่าถ้าคำนวณตามการโคจรของดวงดาวเชื่อมดวงชะตาบ้านเมืองนั้นพบว่า “พระราหู” ที่เป็นปัจจัยทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “อุปราคา” ในปี 2569 จะเกิดขึ้นทั้งหมด 4 ครั้ง คือ ครั้งแรก... “สุริยุปราคา” ซึ่งจะเกิดขึ้นวันที่ 17 ก.พ.ในราศีกุมภ์อันเป็นภพที่ 11 มีระยะตำแหน่ง 4 องศา 36 ลิปดา และเกิดขึ้นใกล้กับการเลือกตั้ง การเกิดแบบนี้อาจกระทบต่อ “การเลือกตั้งมีแนวโน้มไม่ราบรื่น” เพราะตามคำพยากรณ์ระบุว่าอาจเกิดความอับโชคต่อรัฐสภา และกระบวนการออกกฎหมาย ส่งผลให้พรรคการเมืองแตกแยก การเลือกตั้งและการร่างกฎหมายอาจไม่สัมฤทธิผลจนเกิดความเสียหายหรือการสูญเสีย รวมถึงสมาชิกสภาบางรายอาจถึงแก่กรรมก็ได้นอกจากนี้อาจเกิดอุปสรรค ความขัดแย้ง ความนิยมลดลง และเกิดปัญหาด้านความสัมพันธ์กับต่างประเทศ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านที่เคยมีความสัมพันธ์ที่ดีแล้วนำมาสู่ความขัดแย้งทางการทูตระหว่างประเทศถัดมาในวันที่ 3 มี.ค. “จันทรุปราคาจะเกิดในราศีสิงห์” เป็นช่วงหลังการเลือกตั้ง และอยู่ในระหว่างการจัดตั้ง ครม.ก็อาจเกิดปัญหาไม่ราบรื่นได้เช่นกัน แล้วในวันที่ 13 ส.ค. “สุริยุปราคาจะเกิดในราศีกรกฎ” ที่มีความสัมพันธ์กับดวงจันทร์ในราศีกรกฎเกี่ยวข้องกับจิตใจ อารมณ์ ความรู้สึก และสตรีชั้นสูงจะเกิดความเสียหายต่อมาในวันที่ 28 ส.ค. “จันทรุปราคาก็เกิดขึ้นในราศีกุมภ์อีก” ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงผลกระทบต่อเรื่องเกี่ยวกับรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาชัดเจนขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเลยก็ได้ประเด็นในปี 2569 ดาวเสาร์จะโคจร 2 ช่วง คือ ช่วงแรกตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 13 ก.พ.จะโคจรอยู่ในราศีกุมภ์อันเป็นที่ตั้งภพที่ 11 เกี่ยวข้องกับรัฐสภา สภาสามัญ สภาการเมือง สภาท้องถิ่น และการกำหนดนโยบายชาติแต่ว่าดาวเสาร์กลับเป็นดาวแห่งฝ่ายอนุรักษนิยมโคจรมาในภพที่ 11 “บ่งชี้ว่าฝ่ายอนุรักษนิยมยังมีความเข้มแข็ง” ทำให้ครอบครองเสียงส่วนใหญ่ในสภา และวุฒิสภา นอกจากนี้ดาวเสาร์ยังเป็นตัวแทนฝ่ายผู้ปกครองเพราะเป็นเจ้าเรือนชะตาที่ 10 ผู้ครองราศีมังกร ซึ่งมีความสัมพันธ์กับตำแหน่งผู้มีอำนาจของฝ่ายบริหารประเทศเช่นนี้ในเชิงโหราศาสตร์การโคจรของดาวเสาร์ในภพที่ 10 ซึ่งสัมพันธ์กับตำแหน่งนายกฯ ครม. และผู้มีอำนาจของรัฐแบบนี้บ่งชี้ว่า “บางช่วงอาจได้รับอิทธิพลร้ายจากบาปเคราะห์” แถมยังจะส่งผลให้กระบวนการบัญญัติกฎหมายล่าช้า หยุดชะงัก ทำให้กระทบต่อคะแนนเสียงการแก้ไขกฎหมาย และการยกร่าง พ.ร.บ.บางฉบับได้สถานการณ์ดังกล่าวอาจนำไปสู่ “การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและความไม่พอใจทั้งในพรรคการเมือง และหมู่ประชาชน” หากได้รับอิทธิพลดาวที่เบียนมาจากภพที่ 8 ซึ่งหมายถึงมรณะที่อาจส่งผลให้บุคคลสำคัญถึงแก่กรรม หรือก่อให้เกิดการเลือกตั้งซ่อมอันเป็นนัยของดาวเสาร์ที่โคจรในภพที่ 11 ภายใต้ราศีกุมภ์ยิ่งกว่านั้นในปี 2569 “ดาวเสาร์จะยังคงโคจรอยู่ในราศีมีนภพที่ 12 ตลอดทั้งปี” ตำแหน่งนี้มักให้โทษสามารถพยากรณ์ได้ว่าการบริหารประเทศอาจเกิดความผิดพลาด “จนประชาชนเสื่อมศรัทธา” นำมาซึ่งการเกิดปัญหาภายใน การแบ่งฝักแบ่งฝ่าย และอาจมีการแทรกซึมของกลุ่มผลประโยชน์ หรือไส้ศึกภายในประเทศถ้าหากพูดถึง “ดาวเสาร์ในภพที่ 12 หรือภพวินาศ” ที่เคยโคจรมาตำแหน่งนี้ในช่วง 1-2 ปีก่อน แล้วกลับมาอีกในปี 2569 ตามตำราระบุว่าแม้อยู่ในราศีที่ดีก็ยังให้ผลด้านศัตรู และความริษยาที่อาจนำไปสู่การสูญเสียอำนาจ ความศรัทธาของรัฐบาล โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับเรือนจำ และราชทัณฑ์ต้องเผชิญความยุ่งยากต่อการปกครองคาดว่าดาวเสาร์จะโคจรอยู่ในราศีมีนนี้ “รัฐบาลจะมีอายุไม่ยืน และเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง” สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือการรวมกลุ่มของพรรคการเมืองและนักการเมือง เพื่อครอบครองทั้งอำนาจนิติบัญญัติในสภาและอำนาจบริหารของ ครม.อาจนำไปสู่การกำหนดทิศทางประเทศได้ตามกลุ่มอำนาจนั้นอย่างไรก็ตาม ยังมีด้านที่เป็นผลดีอยู่บ้างคือ “การปรับปรุงแก้ไขพัฒนากฎหมาย และการปกครอง” โดยจะมีการปฏิรูปองค์กร หรือหน่วยงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งชนชั้นกรรมาชีพก็มีแนวโน้มได้รับความสนใจ และการดูแลเอาใจใส่มากขึ้นตามความหมายของภพดังกล่าวเรื่องสุดท้ายคือ “ดาวมฤตยูจะโคจรอยู่ในราศีพฤษภตลอดปี” ซึ่งเป็นเรือนเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในด้านเศรษฐกิจ “รัฐบาล” จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับนโยบายการเงิน และการคลังเป็นพิเศษ เพราะดาวมฤตยูเป็นบาปเคราะห์ และได้รับอิทธิพลร้ายจากดาวเสาร์ ดาวอังคารลักษณะเช่นนี้ “มักก่อให้เกิดอุปสรรคทางการเงิน การคลัง” จึงต้องระวังการสูญเสียความผันผวนความวุ่นวายในตลาดหุ้นขึ้นลงไม่แน่นอน “ส่งผลต่อสถาบันการเงิน และระบบธนาคาร” ที่เผชิญความยุ่งยาก และความเสียหาย ทั้งการออกกฎหมายด้านการเงินก็เกิดความผิดพลาดกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนสถานการณ์เช่นนี้ “ต้องปรับปรุงแก้ไขด้านการลงทุน และธุรกิจการเงิน” ด้วยการใช้ความรู้ในการพลิกฟื้นประคับประคองสถานการณ์ มิเช่นนั้นเศรษฐกิจอาจย้อนรอยวิกฤติต้มยำกุ้งหากไม่ดูแลอย่างรอบคอบเมื่อเป็นเช่นนี้ “จึงควรให้ความสำคัญกับปากท้องประชาชน และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ” เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอย่างเช่นในช่วงปี 2539-2540 ซึ่งก็เกิดขึ้นในวงรอบของดาวเสาร์เช่นกันสุดท้ายนี้แม้ดวงเมืองไทยต้องเผชิญกับวิกฤติหลายด้าน “แต่ก็ยังมีทางออกเนื่องจากดวงเมืองถูกวางไว้ตั้งแต่ปี 2325” เพื่อให้มีแนวทางก้าวไปข้างหน้า และทุกครั้งที่เกิดปัญหาย่อมมีช่องทางในการแก้ไข และโอกาสรอดพ้นจากอุปสรรคได้เสมอ...คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม